เกษตรยั่งยืน
ช่วงนี้มักได้ยินคำว่าคาร์บอนเครดิตในหลายๆ ช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์หรือแม้สื่อโซเชียลต่างๆ จึงทำให้เกิดคำถามจากหลายๆ ท่าน ในหลากหลายมุมมองว่า คาร์บอนเครดิตที่กำลังเป็นคำฮิตกันอยู่นี้ เป็นเพียงเทรนด์ที่กำลังฮิตหรือเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องหันมาเริ่มให้ความสนใจ เพราะด้วยสภาพแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้ปริมาณการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มีการใช้กลไกทางการตลาด เพื่อจูงใจอุตสาหกรรมให้หันมาลดการปล่อยก๊าซมากขึ้น ส่งผลให้มีการริเริ่มการซื้อขายที่เรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” (Carbon Credit) ขึ้นมา “คาร์บอนเครดิต” (Carbon Credit) อาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมอื่นๆ ซึ่งมีสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน (Co-benefit) เช่น แหล่งอาหาร สร้างอาชีพ แหล่งต้นน้ำ การป้องกันมลพิษและภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งป่าไม้จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีความสำคัญสามารถสร้างมูลค่าที่เกิดจากคาร์บอนเครดิตซึ่งจะตอบโจทย์การเป็นสังคมปลอดคาร์บอนได้ เพราะโอกาสในการค้าคาร์บอนเครดิตไม่ได้ใช้เพียงแค่เทคโนโลยี แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสที่เกิดรายได้ไปยังเกษตรกรในชนบท ปร
เมื่อพูดถึงเกษตรอินทรีย์ภาพที่หลายคนคุ้นเคย อาจเป็นเรื่องของการไม่ใช้สารเคมีและการผลิตอาหารที่ปลอดภัย แต่เมื่อโลกการเกษตรเปลี่ยนไป แนวคิดการผลิตก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการ “ลด” หรือ “เลิก” สิ่งที่ไม่ต้องการ หากกำลังขยับไปสู่การใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านจุลินทรีย์ เข้ามาจัดการปัญหาในระบบการผลิตอย่างเป็นระบบมากขึ้น หนึ่งในผู้ที่ทำงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่องคือ ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้ทำงานส่งเสริมการลดหรือหยุดการใช้สารเคมีและลดสารพิษทางการเกษตร พร้อมได้รับเชิญจากหลายประเทศให้เดินทางไปเผยแพร่ความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และส่งเสริมแนวทางลดการพึ่งพาสารเคมีในการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ศ.ดร.เกษม เล่าว่า การวางรากฐานด้านการวิจัยและพัฒนาจุลินทรีย์ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำมาสนับสนุนระบบการผลิตที่ปลอดภัย โดยไม่ได้มองเฉพาะการผลิตในประเทศไทย แต่ยังมีการสร้างเครือข่ายกับสถาบันเกษตรอินทรีย์ในประเทศอินเดีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บังกลาเทศ และจีน เพื่อให้แต่ละแห่งทำ
เรื่องราวของ “อุ้มฮุ่ม โฮมสเตย์” เริ่มต้นขึ้นนานกว่าที่จะเรียกได้ว่าเป็นโฮมสเตย์ เพราะย้อนกลับไปเมื่อปี 2530 พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นเพียงทุ่งหญ้าผืนหนึ่งที่ครอบครัวบังเอิญได้มา พี่อุ้ม-คณาภรณ์ ธนูธรรมเจริญ และ พี่นุ้ย-กนกวรรณ ศรีสัจจากุล สองสามีภรรยา เจ้าของ “อุ้มฮุ่ม โฮมสเตย์” บ้านหัวนา ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่เล็กๆ ที่ค่อยๆ เติบโตจากผืนดินของครอบครัว สู่สวนที่มีทั้งป่า อาหาร และวิถีชีวิตที่พึ่งพาตัวเอง ย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นของพื้นที่แห่งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2530 เมื่อคุณแม่ของพี่อุ้มเดินทางกลับเชียงใหม่ด้วยรถไฟ และได้พูดคุยกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังจะขายที่ดิน เมื่อมาถึงเชียงใหม่จึงชวนคุณพ่อมาดูพื้นที่ ก่อนตัดสินใจซื้อในที่สุด จากนั้นทุกเย็นวันศุกร์ คุณพ่อคุณแม่จะรับลูกๆ จากโรงเรียนแล้วพากันมาที่นี่ คุณแม่ปลูกต้นไม้ ส่วนลูกๆ ก็วิ่งเล่นบ้าง ช่วยกันปลูกต้นไม้บ้าง ทำแบบนี้ต่อเนื่องราว 15 ปี จนพื้นที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากทุ่งหญ้าเป็นสวนผสมผสาน มีทั้งลิ้นจี่ มะม่วง สับปะรด ต้นสัก และไม้ผลอีกหลายชนิด เมื่อเติบโตขึ้น พี่อุ้มออกไปเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนเข้าสู่ชีวิตการทำงาน
“ครูอุษา” หรือ กัญญ์ณัทพัชร บุณยะโหตระ จากคุณครูและเจ้าของโรงงานเทียนแฟนซี สู่วิทยากรและเจ้าของอาคารพาณิชย์ขนาดสามชั้นครึ่งที่ถูกแปรสภาพเป็น ศูนย์การเรียนรู้ในโครงการสวนผักคนเมือง บนดาดฟ้า ของอาคารติดถนนใจกลางย่านห้วยขวางแห่งนี้ มีพืชผักสวนครัวหลากหลายชนิดที่ปลูกด้วยมือของครูอุษาซ่อนตัวอยู่ด้านบน ท่ามกลางตึกสูงในเมืองใหญ่ ไม่เพียงแต่พืชผักเท่านั้น แต่ภายใต้หลังตาของบ้านครูอุษา อีกทั้งยังมีไก่และเป็ดที่ถูกเลี้ยงไว้เพื่อให้ไข่สำหรับการบริโภคในบ้าน และหากลองเงี่ยหูฟังให้ดีแล้ว ก็จะได้ยินเสียงของความสุขลอยดังลอดออกมาจากบานประตู วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านชวนมาทำความรู้จักครูอุษาให้มากขึ้นผ่านบทสนทนาเล็กๆ ที่ครูอุษาร่วมพูดคุยกับเรา จุดเริ่มต้นของสวนดาดฟ้า สวนดาดฟ้า เกิดขึ้นมาในช่วงที่ครูอุษาหันกลับมาให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายและชีวิตของตนเอง ตั้งแต่ครูอุษาเรียนจบคหกรรมศาสตร์และต่อโทในสาขาปฐมวัย ครูอุษาก็สอนหนังสือเป็นอาชีพมาโดยตลอด อีกทั้งครูอุษาในตอนนั้นยังมีโรงงานหล่อเทียนแฟนซีเป็นของตัวเอง ทำให้ครูอุษาละเลยและมองข้ามเรื่องของสุขภาพไป จนกระทั่งครูอุษาได้ตัดสินใจที่จะปิดโรงงานเทีย
ท่ามกลางกระแสโลกที่กำลังตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมและการลดขยะพลาสติก ภาคการเกษตรเองก็เริ่มเผชิญคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้การผลิตเติบโตควบคู่ไปกับความยั่งยืนได้จริง เพราะแม้ “พลาสติก” จะเป็นวัสดุที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการเกษตรในหลายด้าน แต่ในอีกมุมหนึ่ง พลาสติกจำนวนมหาศาลกลับกลายเป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยเฉพาะพลาสติกที่ผลิตจากปิโตรเลียม ซึ่งใช้เวลาย่อยสลายนานและก่อให้เกิดปัญหามลพิษสะสมทั่วโลก ในช่วงเวลาที่หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีเขียวและการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ “ยางพารา” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย กำลังถูกมองใหม่ในฐานะวัสดุแห่งอนาคต ที่สามารถต่อยอดได้มากกว่าการผลิตยางรถยนต์หรือผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมทั่วไป เพราะวันนี้ นักวิจัยไทยกำลังพยายามเปลี่ยน “ยางธรรมชาติหรือยางพารา” ให้กลายเป็นวัสดุที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ผ่านนวัตกรรม “ถุงเพาะกล้ายางพาราย่อยสลายได้” ที่ช่วยลดการใช้พลาสติก พร้อมเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราไทยในเวลาเดียวกัน ดร.ไพโรจน์ จิตรธรรม นักวิจัยอาวุโส และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. กล่า
จากชีวิตที่เร่งรีบในลอสแอนเจลิส สู่ฟาร์มเล็กๆ ในรัฐเมน สหรัฐอเมริกา “เมลิสซา ชไนเดอร์” ไม่เคยคิดว่าจะกลายมาเป็นคนเลี้ยงแกะ แต่การเข้ามาดูแลฟาร์ม Casa Portal กลับทำให้ค้นพบว่า แกะไม่ได้มีหน้าที่แค่ให้เนื้อหรือขน หากยังเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูดินและระบบนิเวศได้อีกด้วย จากคนเมือง สู่ชีวิตที่ใกล้ดินมากขึ้น เมลิสซา ชไนเดอร์ เล่าว่า ย้ายจากลอสแอนเจลิสมาอยู่รัฐเมน โดยตั้งใจมองหาชีวิตที่ช้าลงและใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น จึงเข้ามาดูแล Casa Portal ฟาร์มที่มีฝูงแกะพันธุ์ Navajo-Churro ซึ่งเป็นสายพันธุ์เก่าแก่ที่เกี่ยวข้องกับชาวดินี (Diné) ในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา เดิมทีเมลิสซาไม่ได้ตั้งใจจะเป็นคนเลี้ยงแกะ แต่เมื่อได้ใช้เวลาอยู่กับสัตว์และผืนดินมากขึ้น จึงเริ่มมองเห็นว่าการทำฟาร์มไม่จำเป็นต้องเน้นการผลิตให้ได้มากที่สุดเสมอไป แต่สามารถทำงานไปพร้อมกับธรรมชาติได้ ฟื้นดินด้วยการ “ปล่อยให้ธรรมชาติทำงาน” ก่อนหน้านี้พื้นที่ของ Casa Portal เคยผ่านการทำไม้ ทำให้ดินเสื่อมโทรม ระบบธรรมชาติถูกรบกวน และมีต้นไม้เหลืออยู่น้อย เจ้าของฟาร์มรุ่นก่อน จึงเริ่มฟื้นฟูพื้นที่ด้วยแนวทางเพอร์มาคัลเจอร์ (Perma
ปัจจุบันประชาชนให้ความสนใจในการปลูกพืชเกษตรเป็นจำนวนมาก การปลูกพืชแต่ละชนิดต้องได้สายพันธุ์ที่ดี ต้องมีผลผลิตที่ดี ช่วงวิกฤต COVID-19 ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นคือ ความสำคัญของความมั่นคงทางอาหารและเมล็ดพันธุ์ หลายคนที่ไม่ใช่เกษตรกร เริ่มหันมาเป็นมือปลูก และแบ่งปันเมล็ดพันธุ์และผลผลิตให้กันและกัน ความหลากหลายทางพืชพรรณธัญญาหารเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย และการเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อปลูกต่อและส่งต่อกันเช่นนี้เป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยมาช้านาน ถึงเวลาของผู้คนทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างจริงจังหรือยัง ถึงเวลาให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ ว่ากันว่า ช่วงวิกฤตนั้น บริษัทเมล็ดทั่วโลกต่างได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ใช่ครับบริษัทเหล่านั้นตอบมาเพราะเมื่อมนุษย์ต้องการพึ่งพาตนเอง ไม่ต้องไปพบหน้า ไม่ต้องไปสมาคมพูดคุย การค้าขายแบบออนไลน์ การส่งเมล็ดพันธุ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย มันเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนไปเลย มนุษย์อยากกิน อยากทำเมนู อยากได้สมุนไพร คนสร้างเมล็ดพันธุ์เพื่อรองรับก็ได้เปรียบเป็นธรรมดา คนคิดก่อน ไปก่อน รวยก่อน ก็เหมาะสม แต่ถ้าเกษตรกรที่อยู่ตามท้องไร่ท้องนาต้องคิดต่างแล้วหละ แต่ประชาชนเกษตรก
คุณกชมล สีนวล หรือ พี่แหม่ม อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 6 ตำบลดอนทอง อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี อดีตผู้จัดการหมู่บ้านจัดสรร เงินเดือนสูง ผันตัวเองกลับมาเป็นเกษตรกรที่บ้านเกิดจังหวัดสระบุรี พลิกฟื้นพัฒนาการทำเกษตรแบบเดิมของพ่อแม่ให้ดียิ่งขึ้น จนทุกวันนี้สามารถสร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน บนพื้นที่การทำเกษตรเพียง 11 ไร่ คุณกชมล สีนวล หรือ พี่แหม่ม เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรว่า เคยทำงานเป็นผู้จัดการหมู่บ้านจัดสรรมาก่อน แต่ด้วยปัญหาสุขภาพที่รุมเร้า จึงตัดสินใจที่จะกลับมาตั้งหลักหางานทำที่บ้าน ประกอบกับพื้นฐานที่บ้านพ่อแม่เป็นเกษตรกรอยู่แล้ว อาชีพเป็นเกษตรกรถือเป็นอาชีพที่อยู่ในสายเลือด แต่ก็ไม่ใช่ว่ากลับมาแล้วจะลงมือทำได้เลย การทำเกษตรนอกจากมีใจรักแล้ว จำเป็นต้องศึกษาวิธีการให้ดีก่อน เพราะตนมีอุดมคติและความตั้งใจที่จะกลับมาพัฒนาเปลี่ยนการทำเกษตรให้ฉีกจากรูปแบบเดิมๆ ที่พ่อแม่ทำไว้ คือยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ แต่เราจะทำการเกษตรอย่างไรให้มีกำไร ก็คือ ต้องศึกษาจากคนรุ่นใหม่ ศึกษาตลาดโลกว่าเทรนด์สินค้าการเกษตรแบบไหนที่โลกกำลังให้ความสนใจ ก็ลองหาข้อมูลดู ก็ได้พบว่า เทรนด์สินค้าเพื่อสุขภาพกำลังมาแร
ชันโรงตัวเล็กๆ อาจดูเป็นเพียงแมลงที่บินวนอยู่ตามสวน แต่สำหรับคนที่คลุกคลีกับมันมานาน ชันโรงกลับมีรายละเอียดมากกว่าที่คิด ตั้งแต่การเลี้ยง การขยายรัง การเก็บน้ำผึ้ง ไปจนถึงบทบาทสำคัญในการช่วยผสมเกสรให้พืชในสวน และเมื่อปัญหาเล็กๆ อย่าง “เก็บน้ำผึ้งอย่างไรไม่ให้รังเสียหาย” กลายเป็นโจทย์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ การทดลองจึงเริ่มต้นขึ้น ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาไปสู่ “รังชันโรงแบบแบ่งห้อง” ที่ช่วยให้การจัดการง่ายขึ้น และลดการรบกวนชันโรงภายในรัง เบื้องหลังการพัฒนานี้มาจาก อาจารย์มีน – ผศ.ดร.นุกูล ชิ้นฟัก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ผู้ทำงานส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงชันโรงร่วมกับชุมชนและเกษตรกรมานานกว่า 10 ปี จากการเห็นปัญหาจากการเลี้ยงจริง จึงค่อยๆ ทดลอง ปรับรูปแบบ และเรียนรู้จากการใช้งานจริง จนเกิดแนวคิด “รังชันโรงแบบแบ่งห้อง” ที่ต้องการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง จากรังแบบเดิม สู่ “รังแบ่งห้อง” ลดปัญหาเก็บน้ำผึ้ง อาจารย์มีน เล่าให้ฟังว่า ย้อนกลับไปกว่า 10 ปี รังชันโรงที่เกษตรกรนิยมใช้ยังเป็นกล่องที่มีลักษณะยาวและสูง เมื่อถึงเวลาเก็บน้ำผึ้ง คนเลี้ยงต้องเปิดรังและใช้มือตัดหรือแยกส่วนที่เป็นน้ำผึ้งออกมา วิธีการนี
ปัจจุบัน ขนาดของพื้นที่ไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดรายได้ทางการเกษตรอีกต่อไป เกษตรกรที่มีพื้นที่ขนาดเล็กแต่มีการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างรายได้ที่ต่อเนื่องและยั่งยืนได้เช่นกัน ซึ่งอาจประยุกต์ใช้การปลูกพืชมูลค่าสูงเป็นตัวช่วยเสริมรายได้ ทั้งนี้ ความมั่นคงทางการเกษตรที่แท้จริงย่อมเกิดจากการวางแผนและการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ พี่โบ้-ดำรงค์ อินทศร เจ้าของ สวนปลูกสุข ต.คลองตาล อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย อดีตพนักงานประจำที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกรบนพื้นที่ขนาดเล็ก กับแนวคิดการทำเกษตรที่ชัดเจนว่า “มีที่น้อย ไม่จำเป็นต้องปลูกพืชชนิดเดียว” หลักคิดของพี่โบ้เริ่มจากการสำรวจพื้นที่และตลาดรอบตัว ปลูกเฉพาะสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการ เพราะ “ปลูกได้ แต่หาคนซื้อไม่ได้ ก็เหนื่อยเปล่า” สวนแห่งนี้จึงถูกจัดสรรให้มีพืชพรรณหลากหลายที่ทยอยให้ผลผลิตต่างช่วงเวลา ตั้งแต่รายวัน รายสัปดาห์ ไปจนถึงรายเดือน เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้เข้ามาหมุนเวียนไม่ขาดสาย โดยไม่ต้องรอคอยรายได้ก้อนใหญ่จากพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นเกษตรกร พี่โบ้เคยเป็นพนักงานประจำอยู่ที่บริษัทโรงกลั่นน้ำมันใน
