ประมง
คุณวินัย จั่นทับทิม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เล่าให้ฟังว่า ที่ศูนย์แห่งนี้เริ่มมีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาบึกในบ่อดิน เมื่อ ปี 2541 ปลาบึกที่เลี้ยงมีความยาวต่อตัว เฉลี่ย 1.40 เมตร น้ำหนักตัวเฉลี่ย 20 กิโลกรัม ต่อมาจึงนำมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ “ปลาบึกที่เราได้มาคือ ได้มาจากภาคเหนือ ผสมพันธุ์ใกล้แม่น้ำโขง ก็แจกกันมาทั่วทั้งหมด ก็มีส่วนหนึ่งที่มาศูนย์แห่งนี้ และก็มาทำการเลี้ยง ซึ่งปลาที่ส่งมาที่นี่ ก็ได้มาจากชาวบ้านที่ได้จากการพระราชทานนำไปเลี้ยง พอตัวใหญ่เขาก็ไม่อยากเลี้ยง ก็ส่งคืนมา ทางกรมประมงก็เก็บคืนมา เราก็มาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ดู” คุณวินัย เล่าถึงความเป็นมา การนำมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ คุณวินัย บอกว่า มีความสะดวกในการจัดการ เมื่อปลาบึกถึงระยะผสมพันธุ์ และที่สำคัญประหยัดพื้นที่ในการเลี้ยง เมื่อเทียบกับการเลี้ยงในบ่อดิน “เราก็ทำการศึกษานำมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ แทนที่จะเลี้ยงในบ่อดินใหญ่ๆ เราก็มาปรับหลายเรื่อง ไม่ว่าจะการให้อาหาร คุณสมบัติน้ำให้เหมาะสมเราดูหมด เพื่อให้การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์เป็นธรรมชาติมากที่สุด เหมือนเขาได้อยู่ที่บ้านเขา คือแม่น้ำ มันก็จะทำ
ที่บ้านน้อยจอมศรี อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ชาวบ้านส่วนใหญ่ยึดอาชีพทำการเกษตร ทำนา ทำไร่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจาก “เขื่อนน้ำอูน” สำหรับทำการเกษตร ฉะนั้น ผู้ที่เดินทางไปจังหวัดสกลนคร จะพบพื้นที่เขียวชอุ่มไปด้วยข้าวนาปรัง พืชฤดูแล้ง ตลอดจนบ่อเลี้ยงปลาและเลี้ยงกบ ห่างตัวเมืองสกลนคร ประมาณ 12 กิโลเมตร มีหมู่บ้านเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของเมืองสกลนคร คือ บ้านน้อยจอมศรี ต.ฮางโฮง ชาวบ้านที่อาศัยอยู่มีกลุ่มอาชีพหลากหลาย อาทิ กลุ่มทำหมอนขิด กลุ่มเกษตรกรทำนา กลุ่มเลี้ยงปลา และกลุ่มเลี้ยงกบ โดยเฉพาะกลุ่มเลี้ยงกบ ที่มีมากที่สุดของจังหวัดสกลนคร กว่า 10 ราย คุณรัตนา ศรีบุรมย์ และ คุณกมลชัย ศรีบุรมย์ อยู่บ้านเลขที่ 218 ตำบลฮางโฮง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร สองสามีภรรยา เป็นหนึ่งในกลุ่มเลี้ยงกบ ที่มีกบพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ ว่า 3,000 ตัว โดยคุณรัตนา เล่าว่า ก่อนเลี้ยงกบเป็นอาชีพ ได้ทำนาและทำไร่มาก่อน รวมทั้งเป็นลูกจ้างกรรมกรในตัวเมือง “นอกจากทำนาปลูกข้าวแล้ว ชาวบ้านแห่งนี้ยังมีอาชีพเสริมคือ ทำการเกษตรปลูกพืชฤดูแล้ง เลี้ยงสัตว์ และบางส่วนเลี้ยงกบ ขายพันธุ์กบเป็นส่วนน้อย เน้นขายตัวอ่อนของกบหรือฮวก (ลูกอ๊อด)
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมสนใจการเพาะเลี้ยงปลาหมอไทย เพราะเห็นว่าตลาดมีความต้องการ จึงขอเรียนถามว่า ปลาชนิดนี้มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร และมีนิสัยเป็นอย่างไร ถ้าจะเปรียบเทียบปลาสลิดแล้ว ปลาชนิดไหนเลี้ยงง่ายกว่ากัน สำหรับแหล่งจำหน่ายพันธุ์จะติดต่อที่ไหน ผมขอความกรุณาคุณหมอเกษตรแนะนำด้วยครับ ขอแสดงความนับถืออย่างสูง วินัย สุขนันทพัฒน์ ตอบ คุณวินัย สุขนันทพัฒน์ ปลาหมอ หรือ ปลาหมอไทย (Climbing Perch : Anabas testudineus) ปลาสายพันธุ์นี้พบอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำจืดทั่วไป ที่จีนตอนใต้ ไทย พม่า อินเดีย เวียดนาม ลาว ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย ปลาหมอดังกล่าว เจริญเติบโตได้ดีทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย นอกจากนี้แล้วยังมีความสามารถพิเศษในการหมกตัวอยู่ในโคลนตมได้เป็นเวลานานกว่าปลาสายพันธุ์อื่นๆ ปลาหมอเป็นปลากินเนื้อ ชอบกินสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น ตัวอ่อนของแมลงที่อาศัยอยู่ในน้ำ กุ้งฝอย หรือลูกปลาขนาดเล็ก แม้แต่เมล็ดข้าว และเมล็ดธัญพืชอื่นๆ ก็เป็นอาหารโปรดอีกด้วย รูปร่างปลาหมอ มีลำตัวป้อม ด้านข้างแบน ลำตัวยาวเป็นสามเท่าของความลึก ที่วัดจากสันหลังลงมาที่หน้าท้อง ลำตัวมีสีน้ำตาลเหลืองปนดำ ส่วนท้องมี
“ปลาตะเพียน” เป็นปลาน้ำจืดที่คนไทยรู้จักดี แล้วยังอยู่ในวิถีชีวิตความเป็นอยู่มาแต่โบราณ พบชุกชุมในแหล่งน้ำทุกภาคของไทย เป็นปลากินพืช แมลง และสัตว์หน้าดิน ปัจจุบัน มีการเพาะพันธุ์ปลาตะเพียนเพื่อนำไปปล่อยในแหล่งน้ำ สำหรับให้ชาวบ้านนำไปประกอบอาชีพ หรือแปรรูปเป็นอาหารยอดนิยม เช่น ปลาตะเพียนต้มเค็ม หรือปลาส้ม สำนักงานประมงจังหวัดสระแก้ว ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด สระแก้ว (ศพจ.สระแก้ว) พร้อมกับอีกหลายภาคส่วนบูรณาการส่งเสริมอาชีพให้กลุ่มชาวบ้านคลองยาง (ละลุ) เลี้ยงปลาตะเพียน แล้วจัดตั้งเป็นกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ปลาตะเพียน ละลุ” ตั้งอยู่ตำบลทัพราช อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว มีสมาชิกรวม 37 ราย มีพื้นที่เลี้ยงปลา รวม 50 ไร่ กระทั่งสามารถสร้างมูลค่าปลาตะเพียนด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น คุณเมธี เสมา นักวิชาการประมงปฏิบัติการประมง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด สระแก้ว เปิดเผยว่า สมาชิกกลุ่มมีอาชีพทำเกษตรกรรมปลูกพืชและมีบ่อเลี้ยงปลา โดยแต่ละรายผ่านการคัดเลือกจากประมงจังหวัด และศพจ.สระแก้ว จนได้ขึ้นทะเบียนกับทางประมงจังหวัดไว
ระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี จากการเริ่มต้นขุดบ่อดินเลี้ยงปลาด้วยเงินเพียง 30,000 บาท บนพื้นที่ 3 ไร่ แต่ปัจจุบันกิจการทำฟาร์มปลาขยายพื้นที่มากเกือบ 20 ไร่ มีบ่อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ บ่ออนุบาลลูกปลา เป็นเจ้าของฟาร์มปลาที่มีลูกค้าในวงแคบ (พื้นที่ไม่ไกลจากฟาร์ม) แต่มูลค่าการสั่งซื้อสูง ทั้งยังเปิดตลาดค้าส่งลูกปลานิลไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่ถึงกระนั้น จำนวนลูกปลาที่ผลิตส่งให้กับเกษตรกรและเอเย่นต์ขายปลาแต่ละเดือน ไม่เคยเพียงพอต่อความต้องการ ปราชญ์ปลานิล แห่งจังหวัดนครสวรรค์ คุณเศวตฉัตร สมสวย ประสบความสำเร็จการทำฟาร์มปลา เพาะพันธุ์ปลานิลและปลาทับทิม ได้รับการยอมรับว่าเป็นฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาที่มีระบบการจัดการภายในฟาร์มที่ดี เป็นต้นแบบและครบวงจร ที่ได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์ปลานิล แห่งจังหวัดนครสวรรค์ เพราะเป็นบุคคลที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงและแนวคิดในการทำฟาร์มให้ประสบความสำเร็จ ให้กับผู้สนใจและเกษตรกรทุกรายที่ก้าวเข้ามา คุณเศวตฉัตร มีความรู้พื้นฐานด้านการทำฟาร์มมาก่อน แต่เป็นฟาร์มสุกร ซึ่งร่ำเรียนมาเฉพาะทาง ไม่เกี่ยวข้องกับการทำประมง ดังนั้น พื้นฐานความรู้ในการทำประมงจึงเริ่มต้นจากศูนย์ เป็นความโชคดี
ความบังเอิญและภูมิปัญญาจากวิถีชีวิตของชาวบ้าน พลิกผันชีวิตและสามารถแก้วิกฤตให้เป็นโอกาส เปลี่ยนอาชีพและต่อยอดจากสิ่งที่มีมาดั้งเดิมไปสู่ความสำเร็จได้ จนสามารถสร้างอาชีพใหม่ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ และกลายเป็นคนต้นแบบให้กับผู้อื่นได้อีกด้วย อย่าง คุณไตรศักดิ์ ศรีเสาวนิตย์ หรือ เฮียฮ้ง ชาวนาเกลือวัย 60 ปี ที่ตอนนี้ได้กลายมาเป็นเจ้าของบ่อเลี้ยงปลากะพง ด้วยเพราะเกิดจากความบังเอิญ จึงได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาเกลือเดิม มาทำบ่อเลี้ยงปลากะพงอยู่ที่ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เฮียฮ้ง เริ่มต้นเล่าให้ฟังถึงภูมิปัญญาชาวบ้าน จนมาสู่การต่อยอดอาชีพการเลี้ยงปลากะพงในพื้นที่นาเกลือนี้ว่า “แต่ก่อนก็ทำนาเกลือ ทำมาเกือบ 30 ปี โดยมีพื้นที่สำหรับทำนาเกลืออยู่ประมาณ 100 กว่าไร่ และมีพื้นที่ทำนาเกลือแปลงเล็กแปลงน้อยอีกหลายแปลง แต่ในพื้นที่อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ก็มีพื้นที่ทำนาเกลืออีกมากมาย พอมีพื้นที่ทำนาเกลือเยอะ เกลือก็ล้นตลาด ราคาก็ต่ำลง ชาวนาเกลือก็ขายไม่ค่อยได้ สำหรับการเริ่มต้นเลี้ยงปลากะพง ในพื้นที่นาเกลือ เกิดมาจากความบังเอิญในครั้งแรก เนื่องจากเห็นว่าปลาพวกปลาหมอเทศ ปลานิล สามารถเข้ามาอยู่ใ
ปลาสเตอร์เจียน แหล่งเพาะคาเวียร์ ไข่ปลาล้ำค่าอาหารชั้นเลิศที่ทุกคนอยากลิ้มลอง มีแหล่งกำเนิดในแถบซีกโลกเหนือ อาศัยอยู่ในน้ำจืด ทะเลสาบ หรือตามปากแม่น้ำ มีรูปร่างลักษณะคล้ายปลาฉลาม มีหนามแหลมสั้นๆ บริเวณหลัง หัว และเส้นข้างลำตัวไว้เพื่อป้องกันตัว มีหนวดทั้งหมด 2 คู่ อยู่บริเวณปลายจมูก ลำตัวไม่มีเกล็ด ภายในปากไม่มีฟัน หาอาหารตามพื้นน้ำ สถานะปัจจุบันของปลาชนิดนี้ในธรรมชาติใกล้สูญพันธุ์เต็มที แต่ปัจจุบันสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในบางชนิด ในประเทศไทย ปลาสเตอร์เจียน ได้มีการทดลองเลี้ยงในโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ บ้านนามน หมู่ที่ 7 (ดอยดำ) ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2548 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริให้กรมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการหาแนวทางพัฒนาการเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนบนพื้นที่สูง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้มีอาชีพ คุณสมพร กันธิยะวงศ์ นักวิชาการประมงปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เขต 1 (เชียงใหม่) เล่าถึงความเป็นมาของโครงการว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ทัศนีย์ นลวชัย พร้อมด้วย ดร. มัสธูรา ละใบเด็น ดร. วิญญู บุญประเสริฐ และ อาจารย์ทินวุฒิ ล่องพริก ทีมอาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) ลงพื้นที่จัดโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยีการคัดเลือกโพรไบโอติกที่แยกได้จากทางเดินอาหารของกุ้งก้ามกราม (Macrobrachium rosenbergii) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเลี้ยงกุ้ง พร้อมทั้งมอบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ RUS Probiotic ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ตำบลบางหลวง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ทัศนีย์ นลวชัย หัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า เกษตรกรชุมชนตำบลบางหลวง จังหวัดนครปฐม ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามกราม วิธีการเลี้ยงส่วนใหญ่จะเลี้ยงในรูปแบบดั้งเดิม เลี้ยงแบบหนาแน่น ปัญหาและอุปสรรคตามมา ได้แก่ ลูกกุ้งมีอัตราการรอดต่ำ กุ้งโตช้า มีสภาพแคระแกร็น เกิดโรคระบาดจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ทำให้มีการใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะเพื่อเป็นการป้องกันโรค ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและก่อให้เกิดการตกค้างของสารเคมีในตัวกุ้ง และเป็นอันตรายต่อ
ความบังเอิญและภูมิปัญญาจากวิถีชีวิตของชาวบ้าน พลิกผันชีวิตและสามารถแก้วิกฤตให้เป็นโอกาส เปลี่ยนอาชีพและต่อยอดจากสิ่งที่มีมาดั้งเดิมไปสู่ความสำเร็จได้ จนสามารถสร้างอาชีพใหม่ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ และกลายเป็นคนต้นแบบให้กับผู้อื่นได้อีกด้วย อย่าง คุณไตรศักดิ์ ศรีเสาวนิตย์ หรือ เฮียฮ้ง ชาวนาเกลือวัย 60 ปี ที่ตอนนี้ได้กลายมาเป็นเจ้าของบ่อเลี้ยงปลากะพง ด้วยเพราะเกิดจากความบังเอิญ จึงได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาเกลือเดิม มาทำบ่อเลี้ยงปลากะพงอยู่ที่ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เฮียฮ้ง เริ่มต้นเล่าให้ฟังถึงภูมิปัญญาชาวบ้าน จนมาสู่การต่อยอดอาชีพการเลี้ยงปลากะพงในพื้นที่นาเกลือนี้ว่า “แต่ก่อนก็ทำนาเกลือ ทำมาเกือบ 30 ปี โดยมีพื้นที่สำหรับทำนาเกลืออยู่ประมาณ 100 กว่าไร่ และมีพื้นที่ทำนาเกลือแปลงเล็กแปลงน้อยอีกหลายแปลง แต่ในพื้นที่อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ก็มีพื้นที่ทำนาเกลืออีกมากมาย พอมีพื้นที่ทำนาเกลือเยอะ เกลือก็ล้นตลาด ราคาก็ต่ำลง ชาวนาเกลือก็ขายไม่ค่อยได้ สำหรับการเริ่มต้นเลี้ยงปลากะพง ในพื้นที่นาเกลือ เกิดมาจากความบังเอิญในครั้งแรก เนื่องจากเห็นว่าปลาพวกปลาหมอเทศ ปลานิล สามารถเข้ามาอยู่ใ
“หอยขม” เป็นหอยฝาเดียวอาศัยในน้ำจืดมีขนาดเล็ก เปลือกเป็นเกลียวกลมยอดแหลม เปลือกหนาและแข็ง ผิวชั้นนอกเป็นสีเขียวแก่ ฝาปิดเปลือกเป็นแผ่นกลม ตีนใหญ่ จะงอยปากสั้นทู่ ตามีสีดำอยู่ตรงกลางระหว่างโคนหนวด ตัวผู้มีหนวดเส้นข้างขวาพองโตกว่าเส้นข้างซ้าย ลักษณะพิเศษของหอยชนิดนี้ จะมีอวัยวะเพศทั้งเพศผู้และเพศเมียอยู่ในตัวเดียวกัน ออกลูกเป็นตัว และผสมพันธุ์ได้ด้วยตัวของมันเองเมื่ออายุได้ 60 วัน และออกลูกเป็นตัวครั้งละประมาณ 40-50 ตัว โดยมากการเลี้ยงหอยขมมักเลี้ยงในกระชัง หรืออีกวิธีคือการเลี้ยงในร่องสวน นายสัญญา โยธวงษ์ อายุ 53 ปี เกษตรกรต้นแบบ ที่ศูนย์เรียนรู้บ้านสีกายเหนือ ตำบลสีกาย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ที่ทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง มีการปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 200 ต้น ปลูกมา 7 ปี มะพร้อมน้ำหอมที่ปลูกให้ผลผลิตสร้างรายได้ให้กับครอบครัวตลอดทั้งปีแล้ว ล่าสุดได้หันมาเลี้ยงหอยขมสองสายพันธุ์ คือ สายพันธุ์แบบเปลือกแดงที่ได้มาจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหอยขมที่มีขนาดใหญ่เนื้อนุ่ม ส่วนหอยขมอีกสายพันธุ์หนึ่งคือ หอยขมพันธุ์เปลือกดำ เป็นหอยขมที่มีในธรรมชาติทั่วไป ที่มีขนาดตัวเล็
