ประมง
ปลาเป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่คนไทยคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยโบราณ และมีบทบาทในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทยมากมาย ปลาถือเป็นอาหารหลักของคนไทย เพราะคนไทยโบราณนิยมปลูกบ้านเรือนริมแม่น้ำ ลำคลอง ข้าวที่กินก็ปลูกกันในนา ส่วนกับข้าวนั้นก็จะหาจับเอาในแม่น้ำ จนเกิดเป็นสำนวนไทยที่ว่า ข้าวปลาอาหาร หรือ กินข้าวกินปลาหรือยัง มักจะพบเจอบ่อยๆ ในคำทักทายที่ติดปากของผู้ใหญ่เมื่อพบเจอลูกหลาน ปลาน้ำจืด หมายถึง ปลาที่อาศัยอยู่ได้ในเฉพาะแหล่งน้ำที่เป็นน้ำจืด คือน้ำที่มีปริมาณเกลือหรือความเค็มละลายน้อย โดยอาศัยอยู่ในแม่น้ำ คลอง พื้นที่ชุ่มน้ำต่างๆ ที่เป็นน้ำจืด เช่น บึง หนอง หรือลำธารน้ำตก ร่างกายส่วนใหญ่ของปลาน้ำจืดจะปกคลุมด้วยผิวหนังและเกล็ด ซึ่งไม่ยอมให้น้ำซึมผ่าน นอกจากบริเวณที่เป็นเหงือกแลกเปลี่ยนก๊าซหายใจเท่านั้น ที่น้ำจะสามารถผ่านได้ โดยธรรมชาติปลาน้ำจืดไม่กินน้ำเลย ซึ่งแตกต่างจากปลาทะเล เพราะการกินน้ำจะทำให้ร่างกายมีน้ำมากเกินความจำเป็น ซึ่งจะมีน้ำบางส่วนไหลผ่านบริเวณปากและเหงือกเพื่อช่วยในการแลกเปลี่ยนก๊าซหายใจก็จะมีโอกาสซึมเข้าไปในร่างกายได้บ้าง และเกลือแร่จากเลือดก็จะแพร่ออกมาทางเหงือกได้มากพอดู ปลาน้ำจื
การเพาะเลี้ยงปลา ปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งที่เห็นและนิยมกันคือ การเพาะเลี้ยงในบ่อดินขนาดใหญ่ ในกระชังริมแม่น้ำ บ่อซีเมนซ์ และอื่นๆ (เชิงพาณิชย์) ซึ่งการเพาะเลี้ยงตามที่กล่าวมา สามารถควบคุมปริมาณ น้ำหนัก อีกทั้งยังสามารถเร่งการเจริญเติบโต ใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 4-5 เดือน ก็สามารถจับไปจำหน่ายทำเงินไว้กว่าการเลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตาม การเพาะเลี้ยงปลาในเชิงพาณิชย์แต่ละรอบการผลิตต้องใช้ต้นทุนสูง ทั้งเรื่องของอาหาร วิตามินเสริมต่างๆ ตลอดจนค่าจ้างแรงงานในการจับปลาไปจำหน่าย ทำให้เกษตรกรหลายรายหันมาปรับสูตรการเพาะเลี้ยงปลา หันมาพึ่งพิงธรรมชาติเพื่อต้องการลดต้นทุนการผลิต คุณพรปวีร์ แสงฉาย เป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่หันมาให้ความสนใจกับอาชีพเพาะเลี้ยงปลาเบญจพรรณควบคู่กับการทำนาในพื้นที่ตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง “พื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ลุ่ม เหมาะที่จะเพาะเลี้ยงปลามากกว่าอาชีพอื่นๆ เนื่องจากมีระบบชลประทานที่พร้อม เพียงเปิดน้ำเข้าบ่อก็สามารถเพาะเลี้ยงปลาได้แล้ว ประจวบเหมาะในช่วงนั้นทางญาติฝ่ายแม่เลี้ยงกันอยู่ ทำให้เราได้เห็นได้สัมผัสและศึกษาวิธีการเลี้ยงจนเกิดความชำนา
คุณอำพล จินดาวงค์ ประมงจังหวัดอุดรธานี ให้ข้อมูลว่า ภายในจังหวัดอุดรธานี มีการเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นแปลงใหญ่อยู่ 2 ชนิด คือ ปลาดุกและปลาตะเพียน พร้อมทั้งมีแหล่งเลี้ยงปลากระชังอยู่ภายในเขื่อน โดยเกษตรกรที่มีบ่อน้ำขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประมง มีอยู่ประมาณ 20,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่มีการเลี้ยงปลาเพื่อเป็นการยังชีพ ซึ่งการเลี้ยงด้วยวิธีนี้การประหยัดต้นทุนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเกษตรกรจะซื้ออาหารสำเร็จรูปมาเลี้ยงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จึงได้เห็นความสำคัญของการลดต้นทุนการผลิต ทำให้มีการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงแหนแดงเข้ามาลดต้นทุนในการเลี้ยงปลาของเกษตรกร และผลผลิตที่เหลือเกษตรกรยังสามารถจำหน่ายให้เกิดรายได้อีกหนึ่งช่องทาง “แหนแดงถือว่าเป็นแหล่งอาหารที่ดีมากของปลากินพืช จึงทำให้สำนักงานประมงจังหวัดอุดรธานีเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้ส่งเสริมการเลี้ยงอย่างจริงจัง มีการบรรยายความรู้ การสาธิตการขยายพันธุ์แหนแดง เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงการเลี้ยงแหนแดงได้อย่างเต็มที่ โดยสายพันธุ์ที่เรานำมาส่งเสริมให้เกษตรกรนั้น เป็นแหนแดงสายพันธุ์ Azolla microphylla เป็นสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมา เ
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมสนใจการเพาะเลี้ยงปลาหมอไทย เพราะเห็นว่าตลาดมีความต้องการ จึงขอเรียนถามว่า ปลาชนิดนี้มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร และมีนิสัยเป็นอย่างไร ถ้าจะเปรียบเทียบปลาสลิดแล้ว ปลาชนิดไหนเลี้ยงง่ายกว่ากัน สำหรับแหล่งจำหน่ายพันธุ์จะติดต่อที่ไหน ผมขอความกรุณาคุณหมอเกษตรแนะนำด้วยครับ ขอแสดงความนับถืออย่างสูง วินัย สุขนันทพัฒน์ ตอบ คุณวินัย สุขนันทพัฒน์ ปลาหมอ หรือ ปลาหมอไทย (Climbing Perch : Anabas testudineus) ปลาสายพันธุ์นี้พบอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำจืดทั่วไป ที่จีนตอนใต้ ไทย พม่า อินเดีย เวียดนาม ลาว ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย ปลาหมอดังกล่าว เจริญเติบโตได้ดีทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย นอกจากนี้แล้ว ยังมีความสามารถพิเศษในการหมกตัวอยู่ในโคลนตมได้เป็นเวลานานกว่าปลาสายพันธุ์อื่นๆ ปลาหมอเป็นปลากินเนื้อ ชอบกินสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น ตัวอ่อนของแมลงที่อาศัยอยู่ในน้ำ กุ้งฝอย หรือลูกปลาขนาดเล็ก แม้แต่เมล็ดข้าว และเมล็ดธัญพืชอื่นๆ ก็เป็นอาหารโปรดอีกด้วย รูปร่างปลาหมอ มีลำตัวป้อม ด้านข้างแบน ลำตัวยาวเป็นสามเท่าของความลึก ที่วัดจากสันหลังลงมาที่หน้าท้อง ลำตัวมีสีน้ำตาลเหลืองปนดำ ส่วนท้องม
“ปูนา” จากอาหารพื้นบ้านราคาถูกที่หากินได้ทั่วไปตามวิถีชีวิตคนชนบท กลับกลายมาเป็นของอร่อยหายากในปัจจุบัน ทำให้ใครหลายคนมองเห็นช่องทางสร้างรายได้ หันมาเอาดีทางด้านการเลี้ยงปูนา จนประสบความสำเร็จมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ คุณวัชระ เดือนขึ้น หรือ พี่หนึ่ง เจ้าของนิตยาฟาร์มปูนา อยู่ที่ 31/1 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก อดีตบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลก อยากมีธุรกิจส่วนตัว ผันตัวมาเป็นเกษตรกรเริ่มต้นจากการเลี้ยงหอย เลี้ยงปลา แต่รายได้ไม่ตอบโจทย์ จนกระทั่งมีโอกาสได้เข้าอบรมเกี่ยวกับการเลี้ยงปูนา จากศูนย์ฝึกที่จังหวัดกำแพงเพชร ก็เกิดเป็นความชอบและตัดสินใจทดลองเลี้ยงปูนาเป็นอาชีพสร้างรายได้มาจนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลากว่า 3 ปี โดยพี่หนึ่งเล่าถึงจุดเริ่มต้นการเลี้ยงปูนาให้ฟังว่า เริ่มต้นจากการทดลองเลี้ยงในวงบ่อซีเมนต์เล็กๆ เพื่อสะสมประสบการณ์ลองผิดลองถูกมาเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี จนเกิดความชำนาญและเข้าใจถึงเทคนิคการเพาะเลี้ยงปูนาอย่างถ่องแท้ ถึงได้มีการขยายพื้นที่เลี้ยงเพิ่ม รวมถึงการที่ได้นำประสบการณ์ในตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี มาต่อยอดพัฒนารูปแบบบ่อสำหร
จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้น ในเรื่องของการทำเกษตรเพียงด้านเดียวนั้นไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ที่เกิดจากความมั่นคงได้ จึงทำให้เกษตรกรหลายรายเริ่มมีการปรับเปลี่ยนในการทำเกษตรมากขึ้น อย่างเช่น เกษตรกรด้านการประมงนั้น ได้ปรับเปลี่ยนจากการเลี้ยงปลามาผสมผสานกับการทำเกษตรในด้านอื่นๆ เข้าด้วยกัน คือ การแบ่งพื้นที่ให้ผมสัดส่วนที่เหมาะสมมาปลูกพืชอื่นๆ แซมเข้าไปในบริเวณพื้นที่เลี้ยงปลา จึงทำให้เกิดรายได้หลากหลายช่องทาง สร้างเป็นอาชีพที่ยั่งยืนให้กับตนเองได้เป็นอย่างดี คุณเฉลิม จันทร์รอด อยู่บ้านเลขที่ 32 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านไร่ อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ได้ปรับเปลี่ยนการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาเลี้ยงปลาแบบหลายๆ ชนิด พร้อมกับทำเกษตรปลูกพืชชนิดอื่นๆ เข้าไปด้วย จึงทำให้ในแต่ละสัปดาห์สามารถมีรายได้จากการจำหน่ายปลา และพืชผลทางการเกษตรชนิดอื่นๆ ไปพร้อมกัน คุณเฉลิม เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนนั้นมีอาชีพทำนาข้าวเพียงอย่างเดียว แต่ผลผลิตทางการเกษตรที่ได้มานั้น ราคาที่จำหน่ายได้ยังไม่ได้มากนักเท่าที่ควร พร้อมกับเจอภัยธรรมชาติต่างๆ จึงทำให้ได้ตัดสินใจมาปรับเปลี่ยนการทำเกษตรแบบใหม่ คือการเลี้ยงปลาควบคู่ไปกับการปล
จระเข้ กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับผู้ผลิต และส่งออก ทั้งเนื้อและหนัง เรียกได้ว่าทั้งตัวสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หมด นอกจากนี้ ยังสามารถเพาะเลี้ยงทำการฝึกจนเชื่องสามารถนำมาจัดแสดงโชว์ตามสวนสัตว์ ซึ่งฟาร์มลักษณะนี้อยู่หลายแห่งทั่วโลก หากจะกล่าวถึงฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ ในบ้านเรา ปัจจุบัน มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งฟาร์มขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่จะทำการเพาะเลี้ยงเพื่อการค้า เนื่องจากทุกส่วนของจระเข้สามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่าสัตว์ชนิดอื่นที่ได้รับอนุญาติให้ทำการเพาะเลี้ยงเพื่อการค้า ทุกชิ้นส่วนของจระเข้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้เลี้ยงโดยเฉพาะหนังที่นิยมนำมาแปรรูปเป็นผลิตผลิต อาทิเช่น รองเท้า เข็มขัด กระเป๋า เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทั่วโลก ดังนั้น ผู้ที่เพาะเลี้ยงจระเข้จำหน่ายจึงค่อนข้างจะมีรายได้มากกว่าอาชีพเพาะเลี้ยวสัตว์น้ำอื่นๆ ดังเช่น ร้อยเอกนายแพทย์ปัญญา ยังประภากร ทายาทฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ ด้วยประสบการณ์ด้านจระเข้ที่สั่งสมมานาน ประกอบกับความสนใจในการศึกษา วิจัย และขยายพันธุ์สัตว์เพื่อการอนุรักษ์ ในปี 2538 รอ.นพ. ปั
ปลากะพง เป็นปลาที่อยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม เลี้ยงกันแพร่หลายในเขตจังหวัดชายทะเลของไทย เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว และที่สำคัญเนื้อปลามีรสชาติดีสามารถขายได้ราคา ทำให้เป็นปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ดีไม่แพ้ปลาชนิดอื่น นอกจากจะเลี้ยงเพื่อบริโภคภายในประเทศแล้ว ยังส่งขายยังต่างประเทศได้อีกด้วย บางพื้นที่ที่ไม่มีน้ำเค็มก็สามารถเลี้ยงปลากะพงได้ ประสบผลสำเร็จด้วยเช่นกัน ทำให้มีผู้ที่สนใจนำไปเลี้ยงแบบปลาตามธรรมชาติที่บ่อบริเวณบ้านมากขึ้น เมื่อปลามีขนาดใหญ่ก็สามารถจับขายเป็นรายได้เสริมได้เช่นกัน คุณเยี่ยม รัตนกุญชร อยู่บ้านเลขที่ 32 หมู่ที่ 7 ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเกษตรกรที่ได้ปรับเปลี่ยนจากการทำนามาเลี้ยงปลากะพง โดยเลี้ยงแบบใช้น้ำจืด มีการจัดการแบบมีระบบ ปลาเจริญเติบโตได้ดี พร้อมทั้งทำการตลาดแบบรวมกลุ่ม ทำให้ปลากะพงขายได้ราคาเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว เปลี่ยนผืนนา มาทำบ่อเลี้ยงปลากะพง คุณเยี่ยม เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทียึดการทำนาสร้างรายได้ให้กับครอบครัว แต่เนื่องจากราคาข้าวมีความผันผวน ราคารับซื้อไม่แน่นอน ทำให้บางช่วงถึงกับทำแล้วขาดทุนก็ยังมี จึงได้มีการ
หอยขม ยังคงได้รับความนิยมในการนำมาประกอบอาหาร แต่ปัจจุบันจะหาหอยขมตามท้องนา คูคลองยากขึ้นทุกวัน ครู กศน. หัวใสนำหอยขมมาเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จสร้างรายได้อย่างงาม คุณประพันธ์ คงรอด ครู กศน.ตำบลเขากอบ อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 770 ถนนเพชรเกษม ตำบลห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง กล่าวว่า ตนเองได้ทดลองเลี้ยงหอยขมในอ่างเลี้ยงปลาข้างบ้านจำนวน 2 บ่อ ผ่านไป 3 เดือน ก็พบว่า หอยขมที่เลี้ยงโตเร็ว ขยายพันธุ์ได้ในปริมาณมาก สามารถจับขายได้ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด เพราะลูกค้ามั่นใจว่าเป็นหอยที่สะอาด นับว่าประสบผลสำเร็จ ในการเริ่มต้น ต่อมาตนเองก็ได้เพิ่มพื้นที่ของการเลี้ยงหอยขมด้วยการเพิ่มจำนวนวงบ่อซีเมนต์เป็น 20 บ่อ โดยใช้พื้นที่บริเวณบ้าน ขั้นตอนการเลี้ยงก็ไม่ยุ่งยากอะไร เริ่มต้นจากการนำวงบ่อซีเมนต์มาขังน้ำ นำหยวกกล้วยสับ มูลสัตว์ มาใส่เพื่อกำจัดกลิ่นและคราบซีเมนต์ออก ขังน้ำดังกล่าวนานประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือจนกว่ามีตะไคร่น้ำขึ้นก็สามารถนำมาใช้เป็นบ่อสำหรับเลี้ยงหอยขมได้แล้ว พ่อแม่พันธุ์หอยขมที่ใช้เลี้ยงมีอายุตั้งแต่ 3 เดือน ควรเลือกพ่อแม่หอยที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักตั้งแต่ 60-100 ตัว ต่อกิโลกรัม หอยขมจะม
“หลักการทำฟาร์มของผม จะไม่ลงทุนด้วยการกู้เงินมาทำ ผมจะใช้หลักความพอดีพอเพียง ถ้าเรามีเงินทุนที่สามารถลงทุนได้น้อย ก็เอาเงินส่วนน้อยนั้นมาลงทุน พอได้กำไรมากขึ้นก็ค่อยเอามาลงทุนทำเพิ่ม อย่างช่วงแรกที่ผมเลี้ยงจระเข้ ผมก็เน้นเลี้ยงขุนก่อน ยังไม่ได้ครบวงจรแบบมีการขยายพันธุ์เองเหมือนเช่นปัจจุบัน พอเราได้ผลกำไรก็สามารถนำเงินมาขยับขยายและผลิตลูกพันธุ์เอง สร้างแบบครบวงจร ก็ทำให้การทำอาชีพดำเนินได้ต่อเนื่องและมีเงินทุนหมุนเวียน” คุณอดิศัย กล่าว คุณอดิศัย ว่องไวไพโรจน์ อยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ที่ 10 ตำบลหลุมรัง อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเกษตรกรที่เริ่มต้นเลี้ยงจระเข้มาตั้งแต่ ปี 2542 จากการหมั่นสังเกตและมีใจรักในสิ่งที่ทำ อาจเรียกได้ว่าฟาร์มแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งฟาร์มที่คร่ำหวอดในเรื่องการเลี้ยงที่ครบวงจร สามารถผลิตส่งขายจระเข้ให้กับลูกค้าได้ทุกปี จึงเกิดเป็นรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี เล็งเห็นว่า พื้นที่นี้ สามารถเลี้ยงจระเข้ได้ คุณอดิศัย เล่าให้ฟังว่า จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเกษตรศาสตร์ สาขาวิชาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อจบการศึกษาจึงได้กลับมาอยู่บ้านเพื่อสานต่อกิจการของครอบครั
