ประมง
“ปลากะพงขาว” เป็นปลาน้ำกร่อย ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย มีการเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ในบริเวณเขตจังหวัดชายทะเล เนื่องจากเลี้ยงง่ายและเนื้อมีรสชาติดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรมีการเพาะเลี้ยงปลากะพงขาวจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันเกษตรกรยังต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับต้นทุนในการเลี้ยงปลากะพงขาว เนื่องจาก 60 เปอร์เซ็นต์ ของต้นทุนการเลี้ยง เป็นค่าอาหาร ทั้งแบบการใช้ปลาสดจากธรรมชาติ และการใช้อาหารสำเร็จรูป นอกจากนี้ อาหารแต่ละชนิดยังมีคุณค่าทางอาหารและโภชนาการที่แตกต่างกันอีกด้วย ดังนั้น การพัฒนาดัชนีชี้วัดการเจริญเติบโตของปลากะพงขาวที่ตอบสนองต่อโภชนาการ เพื่อให้ได้อาหารที่มีโภชนาการดีและทำให้ปลามีการเจริญเติบโตดี โดยเฉพาะส่วนของเนื้อปลากะพงขาวจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกรได้ ทีมนักวิจัยกรมประมง จึงได้ศึกษา “การใช้หน่วยพันธุกรรม Insulin-like Growth Factor (IGF) และ Myostatin (MSTN) เพื่อเป็นดัชนีวัดการเจริญเติบโตประเมินคุณค่าทางอาหาร และกระตุ้นการเจริญเติบโตของปลากะพงขาว ดร. พิชญา ชัยนาค นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาปร
คุณชัยวัฒน์ สุขสำแดง อยู่บ้านเลขที่ 67 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังที่ประสบผลสำเร็จมากว่า 20 ปี โดยเขาได้ใช้พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำให้เกิดประโยชน์ ด้วยการมาเลี้ยงปลาในกระชังที่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีข้อดีคือกระชังของเขาอยู่เหนือเขื่อนจึงทำให้มีน้ำเลี้ยงปลาได้ตลอดทั้งปี ทำให้เวลานี้จากงานที่คิดจะทำเป็นอาชีพเสริม กลายเป็นงานที่สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวให้กับเขาได้เป็นอย่างดี คุณชัยวัฒน์ สุขสำแดง เล่าให้ฟังว่า ช่วงสมัยก่อนนั้นมีอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรมทั่วไปคือ ปลูกพืช ต่อมาได้รู้สึกว่าอยากจะเลี้ยงปลาในกระชังเป็นอาชีพเสริม โดยเห็นว่าบริเวณที่ดินอยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำ มีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี จึงมีแนวคิดว่าการเลี้ยงปลาน่าจะเป็นอาชีพที่ทำเงินได้ จึงได้ทดลองเลี้ยงแบบจำนวนน้อยๆ โดยเริ่มเลี้ยงในช่วงแรก ประมาณ 2 กระชัง “ช่วงนั้นเริ่มจากทีละน้อยก่อน เพราะว่าเรื่องการตลาดเรายังไม่มีความรู้มากนัก พอเลี้ยงแล้วเริ่มประสบผลสำเร็จ ก็ขยับขยายการเลี้ยงมาเรื่อยๆ ซึ่งปลาที่เลี้ยงอยู่ในกระชังก็มี 3-4 ชนิด คือ ปลาดุก ปลาทับทิม ปลากดคัง และปลาสังกะวาด ก็เลี้ยงขายสลับกั
คุณเม่งฉ่อง นิลพัฒน์ เป็นเจ้าของ หรือที่คนชอบตกปลารู้จักสถานที่แห่งนี้ดี ในชื่อ บ่อตกปลานิลพัฒน์ คุณเม่งฉ่อง ชายผู้มากด้วยรอยยิ้มและมีอารมณ์ขัน เล่าให้ฟังว่า การประกอบสัมมาอาชีพในชีวิตของเขานั้น เรียกง่ายๆ ว่ามากมายหลากหลายอาชีพ อะไรที่คิดว่าทำแล้วเป็นการสร้างรายได้ทำหมดทุกอย่าง เพราะชีวิตคือ การต่อสู้ “ชีวิตผมนี่ ถ้าพูดกันแบบยาวๆ จนมาขณะนี้ ทำมาหลายอย่าง ทำสวนผักบ้าง สวนผลไม้บ้าง คราวนี้พอดินที่ปลูกไม่ดีก็ไปเป็นพนักงานขับรถ พอขับรถมาได้ระยะก็มาแต่งงาน ซึ่งตอนนั้นแม่ยายเขาทำบ่อปลาอยู่ ก็เลยลองขอลูกปลาเขามาทดลองเลี้ยง พอเลี้ยงไปได้ขนาดก็ไปจำหน่าย มันก็ได้เงินดีเหมือนกัน ทำไปทำมาก็หาเช่าที่เพื่อทำการเลี้ยงอย่างเต็มตัว” คุณเม่งฉ่อง เล่าถึงการดำเนินชีวิตที่ผ่านมา ในช่วง ปี 2526 คุณเม่งฉ่อง เล่าว่า เลี้ยงพวก ปลานิล ปลาตะเพียน และปลาสวาย ในเนื้อที่ประมาณ 30-50 ไร่ ต่อมาขยับขยายพื้นที่มาเรื่อยๆ มีทั้งที่ดินตนเอง และเช่าที่บุคคลอื่น เลี้ยงปลามาจนถึงปัจจุบันนี้ ประมาณ 500 ไร่ โดยปลาที่เลี้ยงหลักๆ จะเน้นที่ ปลาสวาย “ลูกพันธุ์ปลาสวายที่เราใช้เลี้ยง ซื้อมาจากนครสวรรค์ ซึ่งช่วงนั้นยังมีให้เลือกไม่ม
คุณปัทมา คงสำราญ อยู่บ้านเลขที่ 138/3 หมู่ที่ 3 ตำบลวังลึก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เลี้ยงตะพาบน้ำเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี คุณปัทมา เล่าให้ฟังว่า เดิมทีทำไร่ทำสวนและได้นำผลผลิตขายตามตลาดเช้า จึงทำให้ได้รู้จักกับเกษตรกรรายหนึ่งซึ่งได้เลี้ยงตะพาบน้ำมาก่อน ทำให้คุณพ่อและคุณแม่ของคุณปัทมา เกิดความสนใจในการเลี้ยงตะพาบน้ำ จึงได้ไปศึกษากับเกษตรกรรายดังกล่าวที่มาแนะนำ ซึ่งตะพาบน้ำที่นำมาเลี้ยงเป็นตะพาบพันธุ์ไต้หวัน เหตุที่ไม่สามารถนำตะพาบน้ำพันธุ์ไทยมาเลี้ยงได้ เนื่องจากตะพาบน้ำพันธุ์ไทย ยังถือว่าเป็นพันธุ์สัตว์น้ำที่ได้รับการคุ้มครอง จึงได้นำลูกตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวันมาเลี้ยงแบบระบบเนื้อมาปล่อยลงบ่อ “ตะพาบเลี้ยงเนื้อ เราไม่ต้องจัดการอะไรมาก เพราะว่าตลาดที่เราต้องการส่ง มันมีอยู่แล้ว เป็นของที่ตลาดต้องการ ช่วงที่ตลาดต้องการ ตอนที่เริ่มทำ เมื่อปี 2538 เรียกได้ว่า ทำมาเกือบ 20 ปี แล้ว” คุณปัทมา กล่าว ตะพาบน้ำที่นำมาเลี้ยงครั้งแรก คุณปัทมา เล่าว่า มีจำนวน 2,000 ตัว ปล่อยลงในบ่อดิน ขนาด 15×20 เมตร ใส่น้ำให้มีระดับ 80 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร “ในปีแรกๆ ที่ทำจะใช้บ่อดิน เพราะ
สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ตั้งอยู่ เลขที่ 32 หมู่ที่ 2 ตำบลโพแตง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณวินัย จั่นทับทิม ผู้อำนวยการ ให้ข้อมูลว่า ปลาช่อน เป็นปลาที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมากในประเทศไทย แต่การเพาะเลี้ยงด้วยวิธีการใช้อาหารเม็ดยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก ซึ่งการเพาะพันธุ์ปลาช่อนสมัยก่อนจะเน้นหาช้อนลูกปลาจากธรรมชาติมาเลี้ยง และที่สำคัญยังใช้น้ำจำนวนมากในการเลี้ยง และต้นทุนการใช้ปลาเป็ดตัวเล็กๆ จากทะเล เพื่อนำมาบดเป็นเหยื่อสดก็มีราคาที่ถูก แต่เนื่องจาก ณ ปัจจุบันนี้ สภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ในหนอง คลอง บึง ก็มีปริมาณที่น้อยลงผิดกับสมัยเก่าก่อน จึงทำให้การช้อนลูกปลาช่อนแบบสมัยนี้ทำได้ยากอีกด้วย คุณวินัย เล่าให้ฟังอีกว่า งานของกรมประมง คือ การนำปลาจากแหล่งธรรมชาติที่เพาะขยายพันธุ์ไม่ได้ มาทำการศึกษาวิจัยเพื่อทำให้เป็นปลาเศรษฐกิจ ซึ่งปลาช่อนก็เป็นปลาที่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน เมื่อเล็งเห็นว่ามีแนวโน้มที่ดี สามารถทำได้จึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้งานวิจัยประสบผลสำเร็จ “ปลาช่อนที่เรานำมาทำการเพาะพันธุ์ จะเป็นปลาที่เราไปหามาจาก
“หอยแครง” เป็นหนึ่งในเมนูอาหารจานเด็ดที่ขายได้ขายดีตลอดทั้งปี ทำให้หลายคนสนใจที่จะลงทุนเลี้ยงหอยแครงเป็นอาชีพ ความจริงการเลี้ยงหอยแครงให้ได้ผลดี ทำได้ไม่ยาก สำหรับเกษตรกรมือใหม่ ขอแนะนำให้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์หอยแครง และการเลือกทำเลที่ตั้งเหมาะสมสำหรับทำฟาร์มหอยแครงเสียก่อน ธรรมชาติของหอยแครง หอยแครง จัดอยู่ในกลุ่มหอยกาบคู่ (Class Bivalvia) มีเปลือก 2 ชิ้น ประกบกัน โดยยึดติดกันทางด้านบนบริเวณขั้วเปลือก ทั่วโลกพบหอยทะเลกาบคู่มากกว่า 8,000 ชนิด แบ่งเป็น 34 วงศ์ ได้แก่ หอยแครง หอยแมลงภู่ หอยกะพง หอยจอบ หอยมุก หอยขวาน หอยเชลล์ หอยนางรมหนาม หอยมือเสือ เป็นต้น หอยแครง (Blood clam) เป็นหอยกาบคู่ที่พบบ่อยในทะเลไทย หอยแครงอาศัยตามพื้นทะเล บริเวณที่เป็นดินเลน เช่น อ่าวปากแม่น้ำ ปากคลอง ป่าชายเลน โดยมุดตัวลงไปอยู่ใต้พื้นเล็กน้อย มักจะอยู่รวมกันหนาแน่น หอยแครงมีสารเฮโมโกลบินในเลือด ทำให้เลือดมีสีแดง ซึ่งแตกต่างจากหอยกาบคู่อื่นๆ หอยแครงที่พบในน่านน้ำไทย โดยทั่วไป ในน่านน้ำไทยพบหอยแครง จำนวน 5 ชนิด ได้แก่ 1.หอยแครงทั่วไป เปลือกหอยมีขนาด 1.5-2.0 นิ้ว มักอาศัยอยู่บริเวณหาดโคลนละเอียด
กุ้งอินทรีย์ คือกุ้งปลอดสารพิษ เป็นมิตรต่อผู้บริโภค ในปัจจุบันค่อนข้างหารับประทานยาก เพราะการเลี้ยงกุ้งระบบอินทรีย์มีข้อจำกัด และกฎระเบียบที่เข้มงวด ดังนี้ การเลี้ยงต้องไม่มีการใช้สารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้อง 2. ต้องไม่มีการตัดแต่งพันธุกรรม (GMO) ในพื้นที่ 1 ตารางเมตร สามารถปล่อยกุ้งได้ไม่เกิน 15 ตัว ต้องรักษาสิ่งแวดล้อม และอาหารที่ใช้ต้องเป็นอาหารจากธรรมชาติ จะใช้อาหารเม็ดที่ซื้อจากตลาดไม่ได้ ต้องมีการสร้างระบบห่วงโซ่อาหารโดยธรรมชาติรอบบ่อที่เลี้ยง ด้วยข้อจำกัดที่เข้มงวด ทำให้เกษตรกรถอดใจกันไปหลายราย แต่ยังมีเกษตรกรที่ยังมุ่งมั่นและประสบผลสำเร็จสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากระบบการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์ คุณสุรกิจ ละเอียดดี เจ้าของสุรกิจฟาร์มกุ้งอินทรีย์ เลขที่ 200/1 หมู่ที่ 13 ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เล่าว่า ครอบครัวประกอบอาชีพทำประมงอยู่แล้ว ตนเป็น รุ่นที่ 4 ของตระกูล แต่ก่อนที่จะเริ่มหันมาจับธุรกิจประมงอย่างจริงจัง ตนได้ทำงานบริษัทของน้า กว่า 10 ปี เวลาผ่านไปเริ่มรู้สึกว่างานที่ทำมันไม่ใช่ตัวเรา จึงตัดสินใจกลับมาสานต่อธุรกิจที่บ้าน เลี้ยงสัตว์น้ำแบบระบบพัฒนามาหลายอ
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดฟาร์มเลี้ยงกุ้งในโรงเรือนระบบปิด ฟาร์มบางสระเก้า กระบวนการเลี้ยงกุ้งที่ปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะ ประหยัดการใช้น้ำ ลดต้นทุน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม เชื้อโรค และความท้าทายในอนาคต และส่งมอบอาหารปลอดภัยแก่ผู้บริโภค นายเปรมศักดิ์ วนัชสุนทร รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ กล่าวขณะนำสื่อมวลชนชมการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในโรงเรือนระบบปิด ที่ฟาร์มบางสระเก้า ว่า ซีพีเอฟ จึงได้ทุ่มเทศึกษาและวิจัยพัฒนารูปแบบการเลี้ยงกุ้งอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต อาทิ ความผันผวนทางสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน และสโรคระบาด เพื่อให้ได้ผลผลิตกุ้งที่สด สะอาด ไม่ใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะ ปลอดภัย ป้องกันความเสี่ยงจากเชื้อโรค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นแนวทางจะช่วยการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมกุ้ง ฟาร์มบางสระเก้า ตั้งอยู่ใน อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี เป็นฟาร์มต้นแบบที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากฟาร์มร้อยเพชร ครอบคลุมพื้นที่ 600 ไร่ เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2557 มีโร
จากวิถีชีวิตของเด็กบ้านนอกคอกนา ฐานะยากจน แต่เติบใหญ่เป็นนายคน เข้ารับราชการครูด้วยวัยเพียง 48 ปี และใช้เวลาในการต่อสู้บนเส้นทางสายข้าราชการ แต่ฐานะไม่ดีขึ้น จึงหันมายึดอาชีพที่รับการถ่ายทอด “ปั้นดิน” มาเป็นเงิน จากพ่อแม่ จนผงาดขึ้นมาอยู่แถวหน้าของผู้ค้าขายเครื่องปั้นดินเผา ในระดับจังหวัด ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ภายใต้ชื่อ “เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงเครือ” คุณบุญเรื่อง พรหมพันธุ์ อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 14 บ้านเชียงเครือ ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.สกลนคร เจ้าของและผู้จำหน่ายเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงเครือ เล่าว่า เป็นคนบ้านเชียงเครือโดยกำเนิด และมีอาชีพทำการเกษตร ทำนา ทำสวน มีอาชีพเสริมคือ การปั้นโอ่งน้ำ และเครื่องปั้นดินเผา คุณบุญเรื่อง เล่าอีกว่า แต่เดิมที่บ้านมีฐานะยากจน เป็นบ้านนอก ห่างไกลความเจริญ พ่อแม่ทำนา และอาศัยความรักเรียน จึงพยายามเรียนจนจบวิทยาลัยครูสกลนคร ในสมัยนั้นสอบบรรจุเข้ารับราชการครู ที่อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ที่บ้าน นอกจากจะทำนาแล้วยังปั้นตุ่มหรือโอ่งน้ำ เพื่อนำไปแลก หรือขาย โดยเมื่อเสร็จจากหน้าทำนา จะมาช่วยพ่อแม่ จนสามารถเรียนรู้
คุณอนันต์ หิมารัตน์ อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มากด้วยประสบการณ์ เพราะปัจจุบันเขาไม่ได้เลี้ยงแต่ปลากรายเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำงานด้านการเกษตรอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้อีกด้วย คุณอนันต์ เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักเริ่มแรกคือ ทำสวนผลไม้เป็นรายได้ ต่อมา ปี 2537 จึงได้มาทดลองเพาะพันธุ์ปลาแรด สาเหตุที่ทดลองเพาะพันธุ์ปลาดู เกิดเนื่องมาจากที่บ้านได้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาแรดไว้ จึงได้นำไข่ปลาแรดมาทดลองเพาะพันธุ์ก็ยังไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร “ตอนมาทดลองเพาะพันธุ์ ก็มีตายบ้างช่วงนั้น ก็หาวิธีมาเรื่อยๆ เพื่อดูไม่ให้ตาย พอเราลองแล้วประสบผลสำเร็จดี ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้น คนที่รู้ก็สนใจลูกพันธุ์ปลาแรดก็มาซื้อไปเลี้ยง ต่อมาประมาณ 3 ปี ก็ได้ไปรู้จักกับคนที่เขาทำเพาะพันธุ์ปลากรายที่สุพรรณบุรี เราก็ซื้อลูกปลาจากเขามาเพื่ออนุบาลจำหน่ายลูกพันธุ์ ก็ผลตอบรับดี จำหน่ายได้ คราวนี้เราก็ไม่อยากทำแต่ลูกพันธุ์ ประมาณปี 40 ก็เริ่มทดลองเลี้ยงเองบ้าง” คุณอนันต์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการได้เริ่มเลี้ยงปลากราย ในขั้นตอนแรกที่จะเลี้ยงปลากรายในบ่อดินนั้น คุณอนันต
