ประมง
คุณวิรัตน์ คงหวัง อยู่บ้านเลขที่ 108 หมู่ที่ 2 ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพยอม จังหวัดพัทลุง เป็นเกษตรกรผู้เห็นช่องทางการสร้างรายได้ โดยที่ไม่ยึดติดกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมากเกินไป โดยได้มีการแบ่งพื้นที่บางส่วนมาปรับเปลี่ยนทำประมง เพื่อให้มีรายได้หลากหลายช่องทาง จึงทำให้สิ่งที่ทำจากที่คิดจะทำเป็นอาชีพเสริมกลับมีรายได้ให้กับเขาได้อย่างดี เมื่อเทียบกับการทำงานประจำกันเลยทีเดียว ทำประมงเสริมรายได้ คุณวิรัตน์ คงหวัง เล่าให้ฟังว่า เดิมมีอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรอยู่แล้ว คือปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อส่งขายให้กับเกษตรกรที่เลี้ยงโค แพะ และแกะ พร้อมทั้งมีรายได้บางส่วนเกิดจากการค้าขายทั่วไป ต่อมาจึงรู้สึกว่าอยากแบ่งพื้นที่บางส่วนบริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์ โดยที่ไม่ยึดติดการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวมากเกินไป จึงได้มีแนวความคิดแบ่งพื้นที่บางส่วนขุดเป็นบ่อเพื่อเลี้ยงสัตว์น้ำเสริมรายได้เข้ามาอีกหนึ่งช่องทาง “ผมมองไปถึงอนาคตข้างหน้าว่า ถ้าเราทำอาชีพเกษตรกรรม ที่เป็นเชิงเดี่ยวมากเกินไป ก็จะทำให้เรามีโอกาสเสี่ยงมากในเรื่องราคา ก็เลยมองว่าน่าจะหาอย่างอื่นทำควบคู่ไปด้วย ทีนี้เราก็มองว่าน่าจะทำประมง เพราะจะเป็นสิ่งที่เราคิดไว้แ
ได้รับความสนใจไม่น้อยเลย สำหรับ เรื่องราวของหนุ่มวัย 27 ปีที่อ.นาแห้ว จ.เลย เขาลาออกจากงานลูกจ้างกรมป่าไม้ เพื่อมาเลี้ยงไก่ 500 ตัว เก็บไข่ขาย มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ราว 30,000 บาทต่อเดือน นั่นคือ เรื่องราวของ คุณพงศกร พลบูรณ์ หรือคุณกอล์ฟ และภรรยา นางสาวนุชจรีภรณ์ ศรีสมบัติ อายุ 27 ชาวบ้านเหมืองแพร่ อ.นาแห้ว จ.เลย นอกจากเลี้ยงไก่แล้ คุณกอล์ฟ ยัง ทำสวนเกษตรผสมผสาย รวมทั้งเลี้ยงปลา ทั้งปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ ปลาหมอ ฯลฯ และจากงานเลี้ยงปลานี่เอง ที่ให้เกิดการ เลี้ยงกุ้งฝอย ซึ่งเขา ว่ามันเอื้อกันไปได้ นั่นคือ อาหารที่ใช้เลี้ยงปลา เมื่อปลากินเหลือเศษเล็กเศษน้อยยังพอเป็นอาหารของกุ้งฝอยได้ ซึ่งเมื่อกุ้งฝอยเติบโต ยังจับมาเป็นอาหาร หรือนำไปขายเป็นรายได้เสริม อิจู้ ซึ่งการเลี้ยงกุ้งฝอย คุณกอล์ฟ ก็บอกว่า แทบจะไม่ได้ลงทุนอะไรเลย วิธีการก็คือ ไปหาพ่อแม่พันธุ์มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยใช้อุปกรณ์การจับจากภูมิปัญญาชาวบ้าน จับกุ้งมาเลี้ยง ที่เรียกว่า อิจู้ วิธีการ ดู กุ้งแม่พันธุ์ ถ้าท้อง จะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ สีเขียว ก็นำมาปล่อยในบ่อ จากนั้น ก็แพร่ลูกแพร่หลาน กุ้งอายุ 2-3 สั
วิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านในตำบลบางจะเกร็ง ตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม นอกจากหยอดหอยหลอดขายแล้ว ช่วงนี้ยังขูดพื้นทรายจับหอยกระปุกขายสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย ชาวประมงพื้นบ้านในตำบลบางจะเกร็ง และใกล้เคียง ซึ่งส่วนใหญ่ยึดอาชีพประมงชายฝั่งเป็นหลัก นอกจากหยอดหอยหลอดขายแล้ว หลังจากน้ำทะเลลดลงชาวบ้านนับร้อยคนยังพากันออกไปจับหอยกระปุก หรือหอยตลับ บริเวณดอนหอยหลอด โดยหอยชนิดนี้จะฝั่งตัวอยู่ใต้ดินทราย ส่วนวิธีจับนั้นก็ง่ายเพียงแค่ใช้ทัพพีขูดลากบนพื้นทรายให้จมลึกประมาณ 3 ถึง 5 เซนติเมตร หากบริเวณใดมีหอยกระปุกอยู่เมื่อลากทัพพีก็จะสะดุดกึก เป็นอันรู้กันว่าตรงนี้มีตัวหอยฝังอยู่ และถ้าพบบริเวณใด บริเวณนั้นก็มักจะพบหอยกระปุกเป็นกลุ่มๆ จากนั้นจึงหยิบขึ้นมาใส่ตะกร้าที่เตรียมไว้ แต่ละวันชาวบ้านจะหาหอยกระปุกได้เฉลี่ยคนละ 60 ถึง 100 กิโลกรัม โดยใช้เวลา 5 ถึง 6 ชั่วโมง ส่งขายโรงต้มหอยส่งออกนอก ราคากิโลกรัมละ 9 ถึง 10 บาท เฉลี่ยรายได้วันละ 600 ถึง 1,000 บาทต่อคน สร้างรายได้ให้กับชาวประมงพื้นบ้านเป็นกอบเป็นกำ นายเล็ก รวมศิลป์ อายุ 68 ปีชาวประมงพื้นบ้านตำบลบางจะเกร็ง บอกว่าช่วงว่างจากการออกหาปลาก
จากกรณีพบปลาหมอสีคางดำแพร่กระจายพันธุ์ในบ่อเลี้ยงของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและกุ้ง ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดสมุทรสงคราม สร้างความเสียหายเป็นอย่างมากให้กับผู้เลี้ยงปลา และกุ้ง ล่าสุดกรมประมงได้จัดวาระการประชุมเร่งด่วน เพื่อกำหนดนโยบายในการแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อหยุดวงจรการแพร่ระบาดของปลาสายพันธุ์นี้ไม่ให้ไปทำลายสัตว์น้ำพื้นถิ่นของประเทศ นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปลาหมอสีคางดำเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นครอบครัวเดียวกับปลาหมอสีและปลาหมอเทศ จัดเป็นปลาที่กินอาหารเก่ง โดยสามารถกินได้ทั้งแพลงก์ตอนพืช และลูกกุ้ง ลูกปลาที่มีขนาดเล็กๆ รวมทั้งมีความสามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว อัตราการรอดตายสูง ดังนั้นเมื่อมีการแพร่ระบาดจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นรวมถึงบ่อเลี้ยงของเกษตรกร จากการสำรวจปริมาณปลาหมอสีคางดำในแหล่งน้ำสาธารณะยังพบปริมาณน้อยส่วนมากจะพบในบ่อเลี้ยวสัตว์น้ำเนื่องจากวิถีชีวิตของเกษตรกรจะใช้วิธีเปิดน้ำเข้าบ่อเลี้ยงของตนเพื่อรับลูกพันธุ์จากธรรมชาติโดยไม่ใช้ถุงกรองส่งผลทำให้ปลาชนิดดังกล่าวหลุดรอดเข้าไปแพร่ขยายพันธุ์กินสัตว์น้ำขนาดเล็กและลูกสัตว์น้ำรุ
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวได้เดินทางยัง บ้านนายจำรัส ธนภพ อายุ 55 ปี เลขที่ 261 หมู่ 5 ต.บางกุ้ง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ซึ่งเป็นจุดเรียนรู้การปลูกมะนาวในท่อซิเมนต์ และการเลี้ยงจระเข้ โดยมี นายวงศ์ธวัช ธนภพ อายุ 27 ปีลูกชาย เป็นผู้จัดการและดูแลธุรกิจเลี้ยงจระเข้ ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวที่ดำการอยู่ในขณะนี้ ที่ได้รับความสนใจจากชาวบ้าน และนักท่องเที่ยวเข้ามาชมกิจการการเลี้ยงจระเข้กันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การเลี้ยงจระเข้ของ นายวงศ์ธวัช มีการนำพันธุ์จระเข้ เลี้ยงในบ่อปูนซิเม็นท์ ประมาณ 60 บ่อ จำนวนกว่า 100 ตัว นายวงศ์ธวัช เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ นายจำรัส พ่อได้ประกอบกิจการด้านการเกษตร มีการนำพื้นที่มาปลูกพืชผลทางการเกษตร เน้นการปลูกมะนาวในท่อซิเม้นท์ จากนั้นมีการหันมายึดอาชีพเลี้ยงจระเข้ด้วย เนื่องจากเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ใหกับครอบครัวได้ดีทางหนึ่ง ด้วยการซื้อพันธุ์จระเข้ามาจากฟาร์ม ใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อเลี้ยงได้ขนาดแล้วทางฟาร์มจะมาซื้อกลับคืนไป ทำให้ลู่ทางการทำอาชีพนี้จึงสดใส มีอนาคต นายวงศ์ธวัช กล่าวอีกว่า ตนจบการศึกษาด้านดนตรีตะวันตกจากสถาบันราชภัฎบ้านสมเด็จ จากนั้นได้ยึดอ
นายมีศักดิ์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงปฏิเสธข่าวที่ว่าเตรียมเปลี่ยนชื่อ ปลาสวาย เป็น ปลาโอเมก้า 3 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กรมประมงไม่มีนโยบายจะเปลี่ยนชื่อปลาสวายเป็นชื่อปลาโอเมก้า 3 เรื่องดังกล่าวเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งปลาสวายยอมรับว่าในประเทศไทย ไม่เป็นที่นิยมนำมาบริโภคมากเท่าที่ควร เนื่องจากผู้บริโภคคิดว่าเป็นปลาที่มีกลิ่นคาว กลิ่นโคลน และมันเยอะ ทำให้ปลาสวายไม่ได้เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่ผู้บริโภคจะเลือกรับประทาน ทั้งที่จริงปัจจุบันกรมประมง ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและวิธีการเลี้ยงปลาสวายตามระบบการเลี้ยงแบบบริหารจัดการที่ดี (GAP) มาให้เกษตรกรปรับใช้ไม่ว่าจะเป็นวิธีการพักปลาในบ่อน้ำที่สะอาดและน้ำสามารถถ่ายเทได้สะดวกประมาณ 7-10 วัน ก่อนที่จะจับขึ้นมาใช้ประโยชน์จะสามารถช่วยในเรื่องของกลิ่นโคลน กลิ่นคาวของปลาสวาย ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ระบบประปา ไฟฟ้า การคมนาคมที่สะดวกเพื่อความสดและคงสภาพสารอาหารที่มีอยู่ในตัวปลาให้ได้มากที่สุด กรมประมงได้เล็งเห็นว่าปลาสวายมีสารอาหารไม่แตกต่างกับปลาทะเล แต่ส่วนใหญ่ผู้บริโภคมักจะนิยมทานปลาทะเลมากกว่าปลาน้ำจืด
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านจังหวัดอุทัยธานีในขณะนี้ว่า ระดับน้ำมีปริมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ทางเขื่อนเจ้าพระยาได้เพิ่มการระบายน้ำสู่ท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดวันนี้ได้ทำการระบายน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 1,394 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยน้ำที่ไหลผ่านมานั้นมีความเชี่ยวแรงและมีลักษณะน้ำมีสีขุ่นแดงและมีตะกอนค่อนข้างมาก ประกอบกับสภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงที่ฝนที่ตกลงมาเป็นประจำทำให้ปลานั้นมีอาการเมาน้ำขาดอ๊อกซิเจนได้ง่ายกว่าปกติ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังบริเวณบ้านท่ารากหวาย หมู่ที่ 3 ต.เกาะเทโพ อ.เมือง จ.อุทัยธานี ซึ่งเป็นแหล่งของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชัง หลายร้อยกระชัง ซึ่ง 1 กระชังนั้น จะเลี้ยงจำนวน 1,400 ตัว โดยขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานั้นต้องใช้สลิงและเชือกขนาดใหญ่ ทำการชักลากกระชังปลาให้เข้าใกล้ฝั่งมากที่สุด และผูกยึดให้แน่นมีความแข็งแรง และเร่งเย็บตาข่ายกระชังปลาให้มีความแน่นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งต้องคอยเก็บเศษกิ่งไม้ต่างๆที่ลอยมากับกระแสน้ำออกจากกระชังปลาเพื่อป้องกันไม่ให้กระชังขาดจนปลาหลุดออกจากกระชังจนสร้
ปัจจุบันกลุ่มผู้เลี้ยงปลาในหลายพื้นที่ของ จ.เชียงราย หันมาใช้หญ้าเลี้ยงปลาแทนการใช้อาหารปลาบรรจุกระสอบที่วางจำหน่ายตามตลาดกันอย่างแพร่หลาย โดยชาวบ้านปลูกและซื้อขายหญ้าด้วยกันเอง ซึ่งจะนำต้นและใบมาปั่น บด รวมถึงปรุงเป็นส่วนผสมพิเศษก่อนนำไปให้ปลา นอกจากนี้ยังนำหญ้าวางซ้อนในบ่อปลาสลับกับมูลวัว ซึ่งพบว่าปลาเข้าไปตอดกินหญ้าดังกล่าว โดยวิธีการนี้ช่วยให้ต้นทุนลดต่ำลงอย่างมาก ปัจจุบันหญ้าจึงกลายอาหารหลักที่ผู้เลี้ยงปลาใน จ.เชียงราย ใช้เลี้ยงปลาในบ่อของตัวเองแล้ว นายอมร พุทธสัมมา ประมงจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า หญ้าที่ใช้เลี้ยงปลาคือ เนเปียร์ ปากช่อง 1 ซึ่งได้คิดสูตรขึ้นเพื่อให้นำมาเลี้ยงปลาได้ โดยใช้สูตร 6 : 4 : 1 คือ หญ้า 6 ส่วน รำข้าว 4 ส่วน และหัวอาหาร 1 ส่วน เมื่อนำมาผสมและบดแล้วให้ปลา พบว่าปลากินดีมาก ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนค่าอาหารปลาได้อย่างมาก เพราะในปัจจุบันอาหารปลามีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 26 บาท แต่ถ้าใช้หญ้า ต้นทุนจะลดเหลือเพียงกิโลกรัมละ 6 บาท นอกจากนี้ผลพลอยได้ยังพบว่าน้ำในบ่อปลาไม่เน่าเสีย ซึ่งแตกต่างจากการให้อาหารปลาทั่วไปที่มักประสบปัญหาน้ำเสียหรือมีกลิ่น โดยน้ำที่เลี้ยงด้วยหญ้าจะม
เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกคำสั่งเรื่องการบรรเทาความเสียหายให้แก่ประชาชนในกรณี ปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลำน้ำ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 สาระสำคัญคือให้ขยาย เวลาการจดแจ้งการครอบครองและ ยกเว้นการลงโทษ ตั้งแต่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ยังมีประเด็นที่ยังคลุมเครือว่าชุมชนชายฝั่งและบ้านเรือนที่อยู่อาศัยจะมีกระบวนการตามกฎหมายอย่างไร หรือเป็นไปตามข้อเสนอของเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.การเดินเรือฯหรือไม่อย่างไร หลังจากสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายชุมชนต่างๆ ในนาม เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบฯ ยื่นหนังสือร้องเรียนขอให้แก้ไข ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆตามลำดับ ทำให้สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ได้เรียกประชุมเพื่อการผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ไม่ให้เกิดผลกระทบ ต่อชุมชนชาวประมงพื้นบ้านและชายฝั่ง โดยเร่งด่วน ในวันที่ 15-18 กรกฎาคม 2560 ณ มูลนิธิเพื่อการ พัฒนาที่ยั่งยืน นายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะ
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม จากกรณีพบมีผู้ป่วยอาหารเป็นพิษรุนแรง และจากการซักประวัติผู้ป่วยกว่า 10 ราย ให้การตรงกันว่ากินหอยมีชื่อเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า “หอยตีเบง” ถูกนำตัวส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาล อ.สายบุรี อ.ไม้แก่น ติดเขต จ.นราธิวาส ล่าสุด นายสุนิตติ์ โรจน์พิทยากูล ประมงจังหวัดปัตตานี ได้ติดตามข้อมูลและจัดส่งเจ้าหน้าที่ประมงอำเภอเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง เบื้องต้นคาดเป็นหอยที่รับสารพิษจากยาฆ่าแมลงและยาปราบศัตรูพืช โดยหอยดังกล่าวจากการตรวจสอบในสารบบกลับไม่มีระบุชื่อประวัติ หรือเป็นหอยชนิดใดตามหลักวิชาการ แต่เรียกกันเพียงภาษามลายูท้องถิ่นว่า “หอยตีเบง” และคนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็นำมาประกอบอาหารมานานแล้ว และไม่เคยมีการแจ้งสิ่งผิดปกติ หรือมีแต่ก็ไม่มีการแจ้งสาเหตุเพราะอาจไม่ทราบผลข้างเคียงมาจากการกินหอยชนิดนี้มาตั้งแต่สมัยรุ่นก่อนๆ หน้านี้ โดยฝากแจ้งเตือนสำหรับผู้ที่จะนำหอยชนิดนี้มาประกอบอาหารควรมีการทำความสะอาดผ่านชะล้างและขังกรองพิษที่ตกค้างอยู่ในหอยออกก่อนจะเกิดอันตราย นายสุนิตติ์ โรจน์พิทยากูล ประมงจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า เป็นไปได้มากว่าสาเหตุจากการใช้สารเคมีฆ่าแมลง หรือปราบศัตรูพืช เม
