ประมง
ปลาดุกบิ๊กอุย เป็นปลาลูกผสมข้ามพันธุ์ระหว่างปลาดุกอุยเพศเมียและปลาดุกเทศเพศผู้ ซึ่งการเพาะขยายพันธุ์เป็นไปได้ดี ลูกที่ได้มีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็ว ทนทานต่อโรคสูง มีลักษณะใกล้เคียงกับปลาดุกอุย จึงทำให้เกษตรกรนำวิธีการผสมข้ามพันธุ์ไปปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย โดยลูกปลาที่เกิดจากคู่ผสมนี้ระหว่างปลาดุกทั้งสองนี้ทางกรมประมงให้ชื่อว่า ปลาดุกอุย-เทศ แต่โดยทั่ว ๆไปชาวบ้านจะติดเรียกกันว่า บิ๊กอุย หรือ อุยบ่อ คุณชนชัย ปั้นทองสุข เกษตรกรคนเก่งชาวจังหวัดปทุมธานีเป็นหนึ่งคนที่ได้หันมาประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยเป็นอาชีพหลัก อยู่ที่จังหัวดปทุมธานี บนพื้นที่กว่า 160 ไร่ คุณชนชัย เล่าให้ฟังว่า เดิมตนประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำนาสืบทอดมาจากพ่อและแม่ เหมือนกับคนอื่นๆที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน แต่ทำมาระยะหนึ่ง ในชุมชนเริ่มปรับเปลี่ยนอาชีพ หาอาชีพเสริมเข้ามาทำควบคู่กับการทำนา เพราะกว่าต้นข้าวจะให้ผลผลิตได้ต้องใช้ทั้งเวลาและต้นทุนการผลิตที่สูง ต้องหาอาชีพที่สามารถสร้างรายได้เข้ามา และในขณะนั้นมีเพื่อนบ้านเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน แต่ละปีได้ผลผลิตดี ทำรายได้สูงในแต่ละรอบ จึงสนใจและทดลองเลี้ยงดู “เริ่มแรกผมเริ่
เกษตรกรเลี้ยงกุ้งจังหวัดสงขลา เชื่อมั่นระบบการเลี้ยง 3 สะอาด ช่วยให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งประสบความสำเร็จ ป้องกันปัญหาโรคขี้ขาว ที่ส่งผลกระทบฟาร์มเลี้ยงกุ้งในหลายพื้นที่ รวมทั้งช่วยป้องกันโรคตายด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญช่วยให้เกษตรกรสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ รวมทั้งช่วยเพิ่มความแน่นอนของผลผลิตและช่วยลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น นายปรีชา สุขเกษม เจ้าของฟาร์มศรีสงขลาฟาร์ม กล่าวว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา ฟาร์มเลี้ยงกุ้งของตนไม่เจอโรคขี้ขาวเลย จากการจัดการสุขาภิบาลฟาร์มกุ้งด้วยระบบ 3 สะอาด ตามที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ถ่ายทอดแก่เกษตรกรเพื่อต่อสู้กับโรคตายด่วน โดยเน้นดูแลให้ฟาร์มและบ่อเลี้ยงมีความสะอาดอยู่เสมอ ขจัดสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคระหว่างการเลี้ยงกุ้งให้มากที่สุด ซึ่งช่วยให้ผู้เลี้ยงกุ้งรับมือกับโรคต่างๆ ได้ รวมทั้งโรคขี้ขาวในกุ้ง โรคขี้ขาว ซึ่งเกิดจากเชื้อไมโครสปอร์ริเดีย ที่พบอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป เช่น น้ำ ตะกอนดินที่หมักหมมก้นบ่อ ซึ่งแม้ลูกพันธุ์กุ้งที่ปล่อยลงเลี้ยงจะมีคุณภาพดี แต่หากปล่อยในบ่อเลี้ยงที่ไม่สะอาดและม
พื้นที่บ้านบางพระ ตำบลปากแพรก อำเภอปากพนัง เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผลจากการพัฒนาส่งผลทำให้หลายพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำปากพนังที่สามารถใช้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์ อาชีพเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เกิดขึ้นจากผลของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สามารถช่วยสร้างอาชีพใหม่แก่เกษตรกรในพื้นที่อำเภอปากพนังโดยเฉพาะพื้นที่ตำบลปากแพรก คุณไมตรี สกุณา ประธานกลุ่มเลี้ยงปลาน้ำจืด ตำบลปากแพรก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เล่าให้ฟังว่า เดิมพื้นที่ตำบลปากแพรกส่วนใหญ่จะมีอาชีพทำนา ทำไร และทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งเนื่องสภาพพื้นที่เหมาะสมที่จะใช้เพาะเลี้ยงกุ้งเป็นอย่างดี อยู่ห่างจากทะเลไม่มาก อีกทั้งราคากุ้งในระยะแรกๆเห็นผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ เกษตรกรแทบทุกครัวเรือนจึงหันมาทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งกันเป็นจำนวนมาก “ฟาร์มกุ้งช่วงแรกได้ผลกำไรเป็นที่น่านพอใจ แต่ทำอยู่ได้ไม่นานต้องประสบกับปัญหาโรค อีกทั้งปัจจัยทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไม่เอื้อต่อการเลี้ยงกุ้ง ส่งผลกระทบทำให้เกษตรกรหลายรายขาดทุน บางรายขาดท
ปลาคาร์พ หรือ แฟนซี คาร์พ (Fancy carp) เดิมทีเป็นปลาไนชนิดธรรมดา เป็นปลาน้ำจืดในกลุ่มปลาตะเพียน (carp) ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า โคย (Koi) นิยมเลี้ยงเพื่อความสวยงาม หรืออีกทางมีความเชื่อว่าปลาคาร์พเป็นปลาแห่งโชคลาภเสริมฮวงจุ้ยด้านธุรกิจสร้างผลกำไรดี จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลายในปัจจุบัน ด้วยกระแสที่มาแรง ทำให้เกิดพ่อค้าแม่ค้าหลายรายมองเห็นช่องทางการสร้างอาชีพ บ้างเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ บ้างก็เลี้ยงเพราะความชอบ จนเกิดเป็นอาชีพ คุณมลิวรรณ ผ่านชมภู หรือ คุณติ๊ก อยู่บ้านเลขที่ 275 หมู่ที่ 7 บ้านหนองเดิ่น ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เป็นอีกหนึ่งคนที่ชื่นชอบและหลงใหลสีสัน ลวดลาย ความสวยงามที่ไม่ซ้ำกันของปลาคาร์พ จากเลี้ยงเล่นๆ กลายเป็นอาชีพหลักในที่สุด โดยก่อนหน้านี้คุณติ๊กช่วยพี่สาวทำงาน เป็นบริษัทเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งออฟฟิศอยู่ที่บ้าน บริเวณข้างๆ จะมีบ่อเลี้ยงปลาคาร์พที่พี่เขยเป็นคนเลี้ยงไว้ ด้วยความที่เห็นทุกวัน ช่วยพี่เขยให้อาหารบ้างตอนที่เขาไม่อยู่ จึงเกิดความผูกพัน และกลายเป็นความชอบโดยที่สุด คราวนี้เมื่อชอบเวลาไปเห็นปลาคาร์พที่ไหนสวยๆ ก็ซื้อมาเลี้ยงเพิ่ม เลี้ยงจนปลาเต็ม
จ่าสิบเอกไพทูล พันธาตุ อดีตข้าราชการทหารเป็นบุคคลหนึ่งที่หันมาจับอาชีพเพาะเลี้ยงปลาเบญจพรรณควบคู่กับทำการเกษตรแบบผสมผสานในช่วงบั้นปลายของชีวิต อยู่ที่ตำบลเขาสามสิบ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว จ่าสิบเอกไพทูล เล่าให้ฟังว่า ในช่วงที่รับราชการอยู่มีโอกาสทำงานพัฒนาส่งเสริมด้านการเกษตรกับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ทำให้ได้สัมผัสและได้เรียนรู้การทำการเกษตรทุกรูปแบบ จนมีความชำนาญ พอเกษียณราชการจึงออกมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน ภายใต้จิตสำนึกรักในอาชีพเกษตรกรรมที่ติดตัวมา “อายุก็มาก จะไปปลูกมัน ทำไร่ ทำนา เหมือนกับคนอื่นๆ ก็ทำไม่ไหว จึงปรับแนวคิดมาทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชผัก ไม้ผล เลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่เดียวกัน โดยไม่ต้องใช้แรงเยอะ ใช้ความรู้ที่ติดตัวจากการทำงานในหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ เป็นระยะเวลากว่า 8 ปี มาปรับใช้ในพื้นที่ก็เพียงพอ” จ่าสิบเอกไพทูล เริ่มทำการเกษตรผสมผสาน ช่วงประมาณ ปี 45-46 โดยเริ่มจากพื้นที่ทั้งหมด 28 ไร่ จัดสรรแบ่งทำนาปลูกข้าว 7 ไร่ ขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้และเลี้ยงปลาเบญจพรรณ 6 ไร่ และส่วนที่เหลือปลูกพืชผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้น เก็บผลผลิตจำหน่ายรายวัน เช่น หวานกินยอด “ทำนาปลูกข้าวปีละ 1
ปลากะรัง หรือมีชื่อเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า ปลาเก๋า ปลาราปู (ภาคใต้) ในน่านน้ำไทยมีอยู่มากมายหลายชนิดแต่มีไม่กี่ชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันนับเป็นสัตว์น้ำชายฝั่งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูง เนื้อมีรสชาตอร่อยจึงมักจะเป็นอาหารขึ้นโต๊ะในภัตตาคารชั้นนำทั้งหลาย นอกจากนี้ปลาชนิดนี้ยังเลี้ยงง่าย โตเร็ว อีกทั้งเป็นที่นิยมรับประทานของชาวต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นต้น จังหวัดสตูลเป็นจังหวัดที่มีการประกอบอาชีพการประมงทุกรูปแบบ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีเกาะมาก ถึง 88 เกาะ มีป่าชายเลนที่สมบูรณ์ทำให้สัตว์น้ำจึงมีมาก มีการแบ่งพื้นที่จับสัตว์น้ำ ให้สามารถอยู่กับได้ร่วมกับคนในชุมชนอย่างยั่งยืน นำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างดีขึ้น คุณธนา วิศวฤทธิ์ หัวหน้ากลุ่มผู้เพาะเลี้ยงปลากะรังบ่อดินบ้านทุ่งสะโบ๊ะ หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งบุหลัง อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล เล่าถึงขั้นตอนการเพาะเลี้ยง การเลือกพื้นที่เพาะเลี้ยง รวมถึงการดูแลให้ฟังว่า ปลากะรังเป็นปลาที่ชอบอาศัยอยู่ตามซอกหิน ปะการัง ไม่สามารถเข้ามาอาศัยอยู่ในน้ำจืดได้เช่นเดียวกับปลากะพงขาว สถานที่เลี้ยงจ
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ นายนิติพัฒน์ เตียนพลกรัง ประมงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมประมงได้กำหนดมาตรการใหม่ในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเลอ่าวไทย ครอบคลุมพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาถึงวันที่ 15 พฤษภาคม นี้ โดยประกาศปิดอ่าวไทยตั้งแต่อ่าวประจวบคีรีขันธ์ไปจนถึงเขต อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ห้ามการใช้เครื่องมือประมงต้องห้ามจับสัตว์น้ำในพื้นที่ 27,000 ตารางกิโลเมตร จากชายฝั่ง เช่น อวนลากคู่ อวนล้อมจับทุกชนิด จากนั้นในวันที่ 16 พฤษภาคม -16 มิถุนายน จะขยายระยะเวลาปิดอ่าวเพิ่มเติมในพื้นที่เดิม แต่ลดพื้นที่ประกาศห้ามจับสัตว์น้ำระยะห่างจากชายฝั่งเหลือ 5,400 ตารางกิโลเมตร หรือ 7 ไมล์ทะเล เพื่อให้สัตว์น้ำวัยอ่อนได้เจริญเติบโตเต็มที่ โดยเฉพาะปลาทูซึ่งเป็นสัตว์น้ำสำคัญทางเศรษฐกิจ จึงขอให้ชาวประมงทุกประเภทปฏิบัติตามประกาศอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ล่าสุด มีการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ออกตรวจอย่างเข้มงวด ร่วมกับการใช้ตรวจสอบผ่านระบบดาวเทียม สำหรับการปิดอ่าวที่ใช้ระยะเวลานานหลายเดือนยอมรับว่าส่งผลกร
ซีพีเอฟเผยปลื้ม “เพาะพ่อ-แม่พันธุ์กุ้งกุลาดำ” ได้สำเร็จ 1 เดียวในไทย ส่งออกจีน-เวียดนาม ขายแข่งกับรายใหญ่จากฮาวาย สหรัฐ พร้อมวางเป้าอีก 5 ปี บูมเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้กลับมาอีกครั้ง น.สพ.สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายธุรกิจสัตว์น้ำ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ทางกลุ่มธุรกิจสัตว์น้ำซีพีเอฟมีนโยบายจะผลักดันการเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้กลับมาอีกครั้ง เนื่องจากปัจจุบันซีพีเอฟสามารถพัฒนาสายพันธุ์ของพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำได้สำเร็จ และจะพยายามส่งเสริมการเลี้ยงให้มากขึ้น และคาดว่าในอีก 5 ปีการเจริญเติบโตของกุ้งกุลาดำจะใกล้เคียงกับกุ้งขาว หากมีสายพันธุ์ที่โตได้เร็วขึ้น ต้นทุนการเลี้ยงการผลิตลดลง “ที่ผ่านมากุ้งกุลาดำไม่สามารถเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ได้ ต้องจับจากธรรมชาติในทะเล แต่วันนี้คนที่เพาะพันธุ์กุ้งกุลาดำขึ้นมาได้เองมีซีพีเอฟเพียงรายเดียว ทำให้มีโอกาสปรับปรุงเรื่องพันธุกรรม (genetic) สูง ขณะที่ในต่างประเทศที่ผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งได้อีกรายอยู่ที่โมอาน่า (moana) รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีส่งเข้ามาขายในไทยเหมือนกัน แต
การเพาะเลี้ยงปลาในกระชังมีกระจายอยู่ในหลายพื้นที่บริเวณสองฝั่งของแม่น้ำสายสำคัญๆ โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยาที่พร้อมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติมีความเหมาะสมที่จะใช้ประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายหลากชนิด คุณกัลญา สุริยัน ผู้เพาะเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังริ่มฝังแม่น้ำเจ้าพระยามานากว่า 20 ปี เล่าประสบการณ์การเลี้ยงให้กับทีมงานฟังว่า ก่อนจะหันมาประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงปลาในกระชังตนเคยประกอบอาชีพรับจ้างมาก่อน แต่ด้วยเป็นอาชีพที่มีเวลาให้กับครอบครัวน้อย จึงคิดมองหาอาชีพที่สามารถทำอยู่ที่บ้านเพื่อจะมีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น สภาพแวดล้อมบริเวณบ้านที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง สามารถใช้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ คุณกัลญาจึงมีแนวคิดหันมาให้สนใจเพาะเลี้ยงปลาในกระชังริมแม่น้ำส่งจำหน่าย เพราะมองว่าอาชีพนี้เป็นหนึ่งอาชีพที่ตอบโจรย์ความต้องการของตนเองได้ จึงตัดสินใจเริ่มใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่บ้านเพาะเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง คุณกัลญา เริ่มเพาะเลี้ยงปลาในกระชังอยู่ที่บ้านเลขที่ 13/1 หมู่ที่ 2 ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง โดยเริ่มต้นทดลองเลี้ยงครั้งแรกเพียง 2 กระชัง
ปูทะเล นับเป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากประชาชนให้ความนิยมในการบริโภค เพราะมีรสชาติที่อร่อย อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะปูทะเลในสกุล Scylla ที่พบในน่านน้ำไทยมี 4 ชนิด คือ ปูดำหรือปูแดง (Scylla olivacea) ปูเขียวหรือปูทองโหลง (Scylla serrata) ปูม่วง (Scylla tranquebarica) และ ปูขาวหรือปูทองหลาง (Scylla paramamosain) แต่ปัจจุบันพบว่าปริมาณปูทะเลในธรรมชาติมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จำเป็นต้องเร่งหาแนวทางการเพิ่มปริมาณปูทะเลให้มากขึ้น และสนับสนุนให้มีการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์เพื่อลดการจับจากธรรมชาติ นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงมีนโยบายที่จะเร่งศึกษาค้นคว้าวิจัยในการผลิตลูกพันธุ์ปูทะเล เพื่อเพิ่มปริมาณในธรรมชาติ ให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศ พร้อมส่งเสริมการเพาะเลี้ยงเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ซึ่ง “ปูขาว” หรือ “ปูทองหลาง” เป็นปูทะเลอีกสายพันธุ์หนึ่ง ที่กรมประมงกำลังผลักดันให้มีการศึกษา วิจัย การเพาะขยายพันธุ์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการปล่อยคืนสู่ธรรม
