ประมง
จำนงค์ บุญเลิศ ปราชญ์ปลานิลแห่งบ้านป่ากว๋าว อ.พาน จ.เชียงราย ที่แม้จะจบเพียง ป.4 แต่ด้วยความขยันใผ่ที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการเพาะเลี้ยงปลา จนมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเพาะพันธุ์ปลานิล คิดค้นเทคนิค และอุปกรณ์ในการเลี้ยงปลานิลได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้ได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ และรางวัลเกียรติยศอีกมากมาย คุณจำนงค์ เล่าให้ฟังว่า ปลานิล เป็นปลาที่มีเนื้อมากและมีรสดี สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลายอย่าง เช่น ทอด ต้ม แกง ตลอดจนทำน้ำยาได้ดีเท่ากับเนื้อปลาช่อน นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารประเภทต่างๆ เช่น ทำเป็นปลาเค็มตากแห้งแบบปลาสลิด ปลากรอบ ปลาร้า ปลาเจ่า ปลาจ่อมหรือปลาส้ม และยังนำมาประกอบเป็นอาหารแบบอื่นได้อีกหลากหลายชนิด “เริ่มทำฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลมาตั้งแต่ ปี 2522 โดยเริ่มต้นจากการทำบ่อเลี้ยงปลานิลขนาดเล็ก ไปพร้อมกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้รู้ในท้องถิ่น อ่านจากในตำรา ลองผิดลองถูกมาหลายครั้งจนเกิดเป็นองค์ความรู้ สามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและขยายรูปแบบการเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ศึกษ
จากกรณีที่มีผู้พบการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอสีคางคำ” (หรือ ปลาหมอคางดำ) ในหลายพื้นที่ของจังหวัดชุมพร เช่น ในพื้นที่อำเภอละแม และอำเภอสวี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและสัตว์ชนิดอื่นๆ เนื่องจากปลาหมอสีคางคำเปรียบเหมือนกับ “ปลาเอเลี่ยน” ที่จะกัดกินปลาและสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ จนส่งผลเสียต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมากนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ที่ทำการชมรมอนุรักษ์กุ้งก้ามกรามแม่น้ำสวี หมู่ที่ 5 ตำบลปากแพรก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร คุณอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง พร้อมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ชาวชุมพรร่วมใจขจัดภัยหมอสีคางดำ รักษ์ลุ่มน้ำสวี” เพื่อช่วยกันกำจัดปลาหมอสีคางดำ หลังจากพบเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาด ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่าง กรมประมง และเกษตรกร โดยชมรมอนุรักษ์กุ้งก้ามกรามแม่น้ำสวี ได้ร่วมกำจัดพ่อแม่พันธุ์ปลาหมอสีคางดำ พร้อมกับปล่อยปลาพื้นเมือง เช่น ปลากะพงขาว และปลาอีกง ซึ่งเป็นปลานักล่า ลงแหล่งน้ำเพื่อกำจัดปลาหมอสีคางดำเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันรณรงค์ให้ช่วยกันกำจัดปลาหมอสีคางดำ โดยกรมประมงได้ให้การสนับสนุนทั้งอุปกรณ์ในการกำจัด และพันธุ์ปลาพ
“ชาวบ้านในพื้นที่นี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอาชีพเพียงอาชีพเดียว แต่ละครอบครัวจะมีอาชีพอย่างน้อย 2 อาชีพ ขึ้นไป อาชีพแรกก็จะทำสวนยางพารา อาชีพที่สองที่ตอนนี้ทุกคนทำกันอยู่ก็จะเป็นเรื่องการเลี้ยงปลากระชัง เพราะพื้นที่นี้อยู่ติดกับแนวชายฝั่งทะเล และระบบนิเวศป่าชายเลน ดังนั้น การเลี้ยงปลากระชังจึงเป็นอีกอาชีพที่สามารถทำได้ โดยที่ทุกครัวเรือนสามารถทำเงินได้จริงแบบประหยัดต้นทุน ด้วยการนำลูกปลามาเลี้ยงให้ใหญ่แล้วส่งขายได้” คุณบรรจง กล่าว คุณบรรจง นฤพรเมธี อยู่บ้านเลขที่ 145/1 หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งภายในฟาร์มของเขาไม่เพียงทำเป็นฟาร์มปลาอย่างเดียว ยังจัดพื้นที่บางส่วนทำเป็นโฮมสเตย์พักผ่อนริมชายฝั่งทะเล เพื่ออยู่กับธรรมชาติ ศึกษาวิถีชีวิตชุมชน และที่สำคัญผู้ที่ได้มาเที่ยวยังได้รับประทานอาหารสดๆ จากปลาในกระชังที่เป็นเมนูสำหรับต้อนรับผู้ที่มาเข้าพักอีกด้วย คุณบรรจง เล่าให้ฟังว่า ชุมชนในย่านนี้เริ่มเลี้ยงปลากระชังมาตั้งแต่ปี 2520 โดยหลักการเลี้ยงจะนำลูกพันธุ์ปลาที่ได้จากแหล่งธรรมชาติ โดยหาช้อนมาปล่อยลงในกระชัง เช่น ปลากะพง ปลาเก๋า ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่
คุณอดิศัย ว่องไวไพโรจน์ อยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ 10 ตำบลหลุมรัง อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี รหัสไปรษณีย์ 71160 เริ่มต้นเลี้ยงจระเข้ เมื่อปี 2542 โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ดังนี้ ห่วงที่ 1 ความพอประมาณ ปีแรกเริ่มทดลองเลี้ยงจระเข้ 50 ตัว โดยใช้เงินทุนของตนเอง และค่อยๆ ทยอยลงทุนเลี้ยงเพิ่มทุกปี ปีละ 50 ตัว จนกระทั่งครบรอบการเลี้ยงและมีผลผลิตออกจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนและลดความเสี่ยงจากการลงทุน โดยมีหลักในการลงทุน คือ “มีน้อยใช้น้อย มีมากขยายต่อ” ห่วงที่ 2 ความมีเหตุผล การเริ่มต้นเลี้ยงจระเข้จะตัดสินใจโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น พิจารณาว่าจระเข้เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายและใช้แรงงานน้อย เลือกทำเลที่ตั้งฟาร์ม โดยพิจารณาจากราคาที่ดินซึ่งมีราคาถูก ตั้งอยู่ใกล้ฟาร์มเลี้ยงไก่ จึงซื้ออาหารจระเข้ได้ในราคาถูก ลดต้นทุนการเลี้ยง สภาพภูมิอากาศร้อนและมีแสงแดดเหมาะแก่การเลี้ยงจระเข้ ไกลจากแหล่งชุมชน จึงไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งกับชุมชน ไกลจากฟาร์มจระเข้อื่น จึงป้องกันปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากฟาร์มอื่นได้ เส้นทางคมนาคมและไ
ดร.อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยที่ผลิตสินค้าทางการเกษตรประเภทเดียวกันได้รวมกลุ่มกันเพื่อบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับสินค้าให้มีมาตรฐาน รวมทั้งสามารถแข่งขันได้ในตลาด ภายใต้การสนับสนุนอย่างบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีแล้ว โดยในปีงบประมาณ 2561 กรมประมง มีเป้าหมายในการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่รวมทั้งสิ้น 77 แปลง มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 4,667 ราย คิดเป็นพื้นที่กว่า 48,000 ไร่ โดยในด้านการประมงนั้นมีสัตว์น้ำที่เข้าร่วมโครงการหลากหลายชนิด อาทิ ปลานิล ปลาตะเพียนขาว ปลายี่สก ปลาดุก ปลาแรด กุ้งก้ามกราม กุ้งขาวแวนาไม ปูทะเล รวมถึงลูกอ๊อดกบ เป็นต้น ซึ่งสัตว์น้ำบางชนิดถือเป็นสัตว์น้ำชนิดใหม่ที่เพิ่งเริ่มนำร่องเข้าโครงการอีกด้วย “ลูกอ๊อดกบ” เป็นหนึ่งในชนิดสัตว์น้ำนำร่องที่กรมประมงได้ผลักดันให้เข้าสู่โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้านการประมงแห่งแรกของประเทศไทย เนื่องจาก
สุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีการทำเกษตรหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำนาข้าว ปลูกพืชไร่ เช่น ไร่อ้อย ตลอดไปจนถึงพืชผักสวนครัว พืชสวนต่างๆ จึงเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งพื้นที่ที่มีผลผลิตทางการเกษตรสำคัญอีกจังหวัดหนึ่งก็ว่าได้ นอกจากจะมีเรื่องทางการเกษตรที่เป็นพืชแล้ว ทางด้านการประมงนั้นสุพรรณบุรียังมีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาด้วยเช่นกัน โดยบางพื้นที่จะเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำท่าจีน เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่หล่อเลี้ยงทุกคนในจังหวัดมาอย่างยาวนาน จึงเกิดเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี สองพี่น้อง เป็นอีกหนึ่งอำเภอที่มีการเปรียบกันว่าเป็นอู่ปลาที่มีปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่ค่อนข้างสมบูรณ์ โดยเฉพาะปลาช่อนที่ยังมีอยู่ค่อนข้างมาก จึงทำให้ลูกปลาช่อนจากแหล่งน้ำธรรมชาติทำให้เกิดรายได้ของคนในพื้นที่ ด้วยการช้อนลูกปลาช่อนเหล่านั้น มาส่งจำหน่ายให้กับฟาร์มที่รับซื้อ เพื่อมาอนุบาลให้เป็นปลาไซซ์นิ้วต่อไป คุณมานิตย์ โสภณ อยู่บ้านเลขที่ 150 หมู่ที่ 1 ตำบลบางพลับ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรที่เพาะพันธุ์ปลาช่อนมากว่า 20 ปี โดยรับซื้อลูกพันธุ์จากชาวบ้านที่ไปช้อนมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติในอำเ
การเพาะเลี้ยงปลาปัจจุบัน มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งที่เห็นและนิยมกัน คือ การเพาะเลียงในบ่อดินขนาดใหญ่ ในกระชังริ่มแม่น้ำ บ่อซีเมนซ์ และอื่นๆ (เชิงพานิชย์) ซึ่งการเพาะเลี้ยงตามที่กล่าวมา สามารถควบคุมปริมาณ น้ำหนัก อีกทั้งยังสามารถเร่งการเจริญเติบโต ใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 4-5 เดือน ก็สามารถจับไปจำหน่ายทำเงินไว้กว่าการเลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติ คุณพรปวีร์ แสงฉาย เป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่หันมาให้ความสนใจกับอาชีพเพาะเลี้ยงปลาเบญจพรรณควบคู่กับการทำนาในพื้นที่ตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง “พื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ลุ่ม เหมาะที่จะเพาะเลี้ยงปลามากว่าอาชีพอื่นๆ เนื่องจากมีระบบชลประทานที่พร้อม เพียงเปิดน้ำเข้าบ่อก็สามารถเพาะเลี้ยงปลาได้แล้ว ประจวบเหมาะในช่วงนั้นทางญาติฝ่ายแม่เลี้ยงกันอยู่ ทำให้เราได้เห็นได้สัมพัสและศึกษาวิธีการเลี้ยงจนเกิดความชำนาญระดับหนึ่ง ซึ่งในช่วงขณะนั้นเอง ก็มองและศึกษาตลาดไปพร้อมกัน มองว่าตลาดต้องการปลาอะไร ไซด์ไหน เพื่อที่จะได้ผลิตให้ตรงกับตลาดและผู้บริโภค ธรุกิจเพาะเลี้ยงปลาของคุณพรปวีร์มีทั้งหมด 2 แบบ ด้วยกัน คือการเลี้ยงในบ่อดินทั่วไป 150 ไร่ และการเลี้ยงปลาผสมผส
คุณกัลญา สุริยัน ผู้เพาะเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังริ่มฝังแม่น้ำเจ้าพระยามานากว่า 20 ปี เล่าประสบการณ์การเลี้ยงให้กับทีมงานฟังว่า ก่อนจะหันมาประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงปลาในกระชังตนเคยประกอบอาชีพรับจ้างมาก่อน แต่ด้วยเป็นอาชีพที่มีเวลาให้กับครอบครัวน้อย จึงคิดมองหาอาชีพที่สามารถทำอยู่ที่บ้านเพื่อจะมีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น สภาพแวดล้อมบริเวณบ้านที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง สามารถใช้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ คุณกัลญาจึงมีแนวคิดหันมาให้สนใจเพาะเลี้ยงปลาในกระชังริมแม่น้ำส่งจำหน่าย เพราะมองว่าอาชีพนี้เป็นหนึ่งอาชีพที่ตอบโจรย์ความต้องการของตนเองได้ จึงตัดสินใจเริ่มใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่บ้านเพาะเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง คุณกัลญา เริ่มเพาะเลี้ยงปลาในกระชังอยู่ที่บ้านเลขที่ 13/1 หมู่ที่ 2 ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง โดยเริ่มต้นทดลองเลี้ยงครั้งแรกเพียง 2 กระชัง “แรกๆ ที่เลี้ยงพี่ก็ยังไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังเลย แต่ด้วยความตั้งใจใช้เวลาศึกษา สอบถามจากผู้รู้ และขอคำปรึกษาเจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชนที่คอยมาเป็นพี่เลี้ยงสอนเทคนิคขั้นต
ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า เนื่องจาก นายเดชา บรรลือเดช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประมง สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ศึกษา ค้นคว้า ทดลองเรื่องการเลี้ยงกุ้งที่สามารถแก้ไขปัญหาโรคต่างๆ ในระบบเลี้ยงกุ้ง โดยเฉพาะโรคกุ้งตายด่วน (EMS) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังได้ผลผลิตกุ้งเพิ่มขึ้น ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งได้อย่างยั่งยืน โดยเมื่อ วันที่ 13-14 มีนาคม 2559 ในงาน “สานพลังประชารัฐสร้างเศรษฐกิจฐานรากขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรและภาคเกษตรกรรม สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” จัดโดยสภาเกษตรกรแห่งชาติที่เมืองทองธานี รองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นประธานพิธีเปิด ภายในงานสภาเกษตรกรฯ ได้จัดแสดงการเลี้ยงกุ้งรูปแบบอิงธรรมชาติและได้รับการแนะนำจากรองนายกรัฐมนตรีว่าการเลี้ยงกุ้งรูปแบบอิงธรรมชาติเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาการเลี้ยงกุ้งที่สำคัญและยั่งยืน เห็นควรให้สภาเกษตรกรแห่งชาติดำเนินการจดสิทธิบัตรเป็นทรัพย์สินทางปัญญา สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมและมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเ
อดีตเจ้าของร้านเสริมสวย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย หลังแพ้สารเคมีอย่างหนัก ได้ผันตัวไปเลี้ยงจิ้งโกร่ง ควบคู่กับเลี้ยงกุ้งก้ามแดงหรือกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืด แต่แล้วเธอก็พบว่า รายได้จากการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดนี้นั้นมากกว่าจิ้งโกร่ง 2 เท่าตัว เพราะนอกจากขายส่งร้านอาหาร และขายลูกกุ้ง ยังมีโรงงานมารับซื้อถึงฟาร์ม บางครั้งกุ้งไม่พอขาย ล่าสุดไม่สนใจว่าในตลาดจะฮิตหรือไม่ฮิต เพราะทำเงินให้สบายๆ เดือนละกว่า 3 หมื่นบาท คุณภันฑิรา วิเศษลา หรือ คุณหนี ปัจจุบันอายุ 39 ปี เธอเป็นเจ้าของฟาร์มกุ้ง “ภันฑิราฟาร์ม” เลขที่ 71 หมู่ 8 บ้านหนองฟ้าแลบ ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย คุณหนี เล่าว่า อาชีพแรก เป็นช่างเสริมสวย แต่ด้วยวิถีชีวิตประจำวัน ต้องอยู่กับสารเคมีตลอด กระทั่งร่างกายเริ่มทนไม่ไหว หนที่สุดปิดกิจการ แล้วลองไปเลี้ยงจิ้งโกร่ง เป็นแมลงชนิดหนึ่งสามารถรับประทานได้ มีลักษณะคล้ายกับจิ้งหรีด เนื้อเยอะกว่า ตัวใหญ่กว่า นิยมนำไปทอด หญิงสาวอดีตเจ้าของร้านเสริมสวย หันมาเลี้ยงจิ้งโกร่ง เมื่อราวปี 2556 สำหรับพื้นที่เลี้ยงจิ้งโกร่ง เธอบอกว่า 6 บ่อ ประมาณ 2 งาน ทุกๆ 2 เดือน จะเก็บจิ้งโกร่งขายได้ 1 ครั้ง เฉลี่ยคร
