ปศุสัตว์
คุณชัยยงค์ ตุ้มปามา หรือ คุณมาร์ค วิศวกรหนุ่มผู้มีหัวใจรักการทำปศุสัตว์ เขาได้ยึดอาชีพเสริมมาทำฟาร์มสุกรสายพันธุ์เลือดร้อยหรือที่เรียกว่าสายพันธุ์แท้ เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าให้กับการทำตลาดมากขึ้น เพราะสุกรพันธุ์แท้ที่ไม่ใช่ลูกผสม สามารถต่อรองในเรื่องของราคาได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่ต้องรอตามกลไกเหมือนเช่นการเลี้ยงสุกรในวิถีเดิมแบบที่ครอบครัวเขาทำเมื่ออดีต วิศวกรหนุ่มผู้มุ่งมั่น สานต่ออาชีพครอบครัว คุณมาร์ค เล่าว่า สมัยก่อนนั้นครอบครัวเลี้ยงสุกรมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่า แต่เป็นสุกรพันธุ์พื้นเมืองทั่วไปที่เน้นเลี้ยงขุนเพียงเท่านั้น ซึ่งเขาเองยังไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องของการเลี้ยงมากนัก เพราะมีอาชีพหลักเป็นวิศวกร แต่ด้วยความที่เห็นอาชีพนี้มาตั้งแต่เด็กและอยากจะช่วยต่อยอดธุรกิจของครอบครัว จึงได้ปรับเปลี่ยนการเลี้ยงสุกรให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ด้วยการหาซื้อสุกรสายพันธุ์แท้เข้ามาเลี้ยง “เหมือนเราเห็นอาชีพนี้มานานแล้ว ด้วยความที่ผมอยากพัฒนาให้ดีขึ้น คือการขายที่มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ได้ขายเฉพาะในพื้นที่อย่างเดียว แต่สุกรที่ฟาร์มสามารถขายทั่วประเทศได้ ก็เลยปรับเปลี่ยนจากที่เลี้ยงสายพันธุ์พื้นบ้านทั
นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การเลี้ยงจิ้งหรีด โดยทั่วไปสามารถเลี้ยงได้ทุกช่วงเวลา โดยช่วงที่จิ้งหรีดเจริญเติบโตได้ดีที่สุดคือ ช่วงฤดูร้อน เพราะเป็นช่วงที่จิ้งหรีดจะกินอาหารตลอดเวลาทำให้โตไวกว่าช่วงฤดูอื่น ตลอดจนแม่พันธุ์จิ้งหรีดวางไข่ได้ดี ไข่จิ้งหรีดมีการฟักเป็นตัวอ่อนได้ค่อนข้างเร็วอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงจิ้งหรีดในช่วงร้อนแล้งก็ยังคงต้องได้รับการดูแลจัดการการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดต้องพึงระวัง ได้แก่ 1. ควรจัดที่หลบซ่อนของจิ้งหรีดภายในกล่องเลี้ยงให้มีมากพอและจัดให้โปร่ง เพื่อให้ภายในกล่องเลี้ยงมีการถ่ายเทอากาศได้ดี หากอากาศร้อนมาก ควรมีการฉีดพ่นน้ำเป็นระยะๆ เพื่อระบายความร้อน 2. ควรเปลี่ยนน้ำในถาดที่ใช้เลี้ยงจิ้งหรีดทุกวัน โดยอาจนำวัสดุที่ดูดซับน้ำได้ใส่ในถาดน้ำด้วยเพื่อให้น้ำระเหยช้าลง และเก็บมูลจิ้งหรีดเดือนละสองครั้ง 3. อาหารที่ใช้เลี้ยงจิ้งหรีด ถ้าเป็นอาหารสำเร็จรูปต้องไม่เสื่อมคุณภาพ ถ้าเป็นพืชผัก เช่น ฟักทอง หรือผักพื้นบ้านอื่นๆ ต้องปลอดภัยจากสารเคมี เพราะจิ้งหรีดจะมีความรู้สึกไวต่อสารเคมี หากกินอาหารที่มีสารเคมีปะปนอย
“แพะ” นับเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เลี้ยงง่าย ค่าใช้จ่ายไม่สูง กินใบไม้ใบหญ้าเป็นอาหาร ให้ผลผลิตเนื้อและนม จึงนิยมเลี้ยงแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นคนไทยอิสลามนิยมใช้แพะประกอบพิธีทางศาสนาและใช้บริโภคในครัวเรือน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการเลี้ยงแพะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงสนับสนุนทุนให้ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้การนำของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไชยวรรณ วัฒนจันทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอุตสาหกรรมและชุมชน สำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ดำเนินแผนวิจัยการส่งเสริมเลี้ยงแพะอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคใต้ พ.ศ. 2563-2565 ทีมวิจัยได้วางแผนการผลิตส่งเสริมการเลี้ยงแพะเชิงพาณิชย์ให้มีรายได้อย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการวิจัยปรับปรุงพันธุ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ และการจัดการสุขภาพแพะ พัฒนาสูตรอาหารสำหรับแพะเนื้อและแพะนม โดยใช้อาหารสัตว์ในท้องถิ่น การชำแหละแพะและการแปรสภาพได้มาตรฐานฮาลาลสากล เพื่อให้มีเนื้อแพะและน้ำนมแพะดิบที่มีมาตรฐานสู่ผู้บริโภค รองรับการเติบโตตลาดทั้งในประเทศและส่งออกที่
การทำเกษตรแบบผสมผสานคือการนำทุกอย่างที่ทำภายในฟาร์ม มาช่วยต่อยอดในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิตเป็นอีกสิ่งที่เกษตรกรหลายพื้นที่ทำ จึงทำให้มีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สำคัญไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่สามารถมีผลผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างเช่นการทำปศุสัตว์ นอกจากจะจำหน่ายสัตว์ได้แล้ว ยังสามารถนำมูลสัตว์ที่ได้มาใส่ให้พืชที่ปลูก ส่งผลให้ไม่ต้องซื้อปุ๋ย แต่ยังได้ผลผลิตที่ดีจากการปลูกพืชตามไปด้วย คุณนิรันดร พันธุ์โยศรี หรือ คุณน้อย อยู่บ้านเลขที่ 26/1 หมู่ที่ 11 ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสมาชิกกลุ่มผลิตข้าวหอมอินทรีย์ลาวา เซราะตลุง และเป็นสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงแพะแกะจังหวัดบุรีรัมย์ (2017) จำกัด ได้นำแกะมาเลี้ยงภายในพื้นที่ และสิ่งที่ได้จากการเลี้ยงแกะของคุณน้อยก็คือ มูลแกะที่ได้นำมาใส่ในแปลงนาข้าวที่ปลูก นอกจากจะช่วยในเรื่องของการประหยัดต้นทุนปุ๋ยแล้ว ผลผลิตข้าวที่ได้ต่อไร่มีจำนวนสูงขึ้นตามไปด้วย ต้นทุนปุ๋ยแพง เลี้ยงสัตว์เอามูลคือคำตอบ คุณน้อย เล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่มาเลือกเลี้ยงแกะเกิดจากที่ราคาปุ๋ยมีราคาที่แพงขึ้น ทำให้เวลาต
ชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดพะเยา จะรู้ว่าในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้จะมีบรรดาจิ้งโกร่ง หรือจิ้งกุ่ง หรือจิ้งหรีดยักษ์ จะพากันออกมาผสมพันธุ์และอยู่ในรูกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านต่างพากันขุดหานำออกมาขาย สร้างรายได้วันละหลัก 100-1,000 กว่าบาท ต่อวัน โดยชาวบ้านที่ขุดหาได้นำมาจำหน่ายให้กับแม่ค้าในหมู่บ้านรับซื้อ ในราคาตัวละ 1.50-2 บาท แม่ค้าก็จะนำไปขายต่อตัวละ 2-2.50 บาท สร้างรายได้เป็นอย่างดี จิ้งโกร่ง เป็นจิ้งหรีดชนิดหนึ่งที่มีขนาดลำตัวใหญ่ที่สุด นิยมใช้ประกอบอาหารหลายเมนู อาทิ จิ้งโกร่ง คั่วเกลือ ป่นจิ้งโกร่ง แกงหน่อไม้ใส่จิ้งโกร่ง จิ้งโกร่ง ชุบแป้งทอด เป็นต้น นอกจากนั้น ยังนิยมใช้เป็นเหยื่อจับปลาหรือเหยื่อปักเบ็ดได้เช่นกัน ชื่อท้องถิ่น ภาคกลาง และทั่วไปเรียก จิ้งโกร่ง จิ้งหรีดหัวโต จิ้งหรีดหางสั้น อีสานเรียก จิโป่ม จิดโป่ม จิ๊หล่อ เหนือเรียก จิ้งกุ่ง แหล่งที่พบและการแพร่กระจาย จิ้งโกร่ง เป็นจิ้งหรีดชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วโลก สำหรับชนิดที่พบในประเทศไทยจะเป็นสกุล Brachytrupes ซึ่งมีเพียงชนิดเดียว คือ Brachytrupes portentosus หรือที่เรียก จิโป่ม หรือ จิ้งหรีดหางสั้น แต่จิ้งหรีดในสกุลนี้
ในช่วงที่บริเวณท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ต้องประสบอุทกภัยอย่างหนัก นาข้าวบริเวณท้ายเขื่อนจมอยู่ใต้น้ำ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ กลุ่มผู้เลี้ยงโคกระบือก็ต้องปรับตัวให้ทันท่วงทีเนื่องจากช่วงนี้หญ้าหายากอันเนื่องมาจากปัญหาอุทกภัย คุณทองแดง อ่อนตาแสง อายุ 69 ปี อยู่บ้านเลขที่ 90 หมู่ที่ 10 บ้านโพธิ์ตาก ตำบลบ้านผือ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า เอาวัวมาไว้ที่นี่ 3-4 วันแล้ว เลี้ยงวัว 32 ตัว วันหนึ่งเตรียมหญ้าให้วัว 30 มัด แล้วก็ฟางให้ตอนเย็นอีก 5 มัด ตอนเช้า 09.00 น. จะให้หญ้าวัว 20 มัด เกี่ยว 3 คน มียายเต้อ พ่อใหญ่พา และฉัน แต่ละปีอัดฟางไว้เยอะไหมครับ ฟางอัดไว้ปีละหมื่นสอง ถ้าฟางเราเองจ้างเขาอัดก้อนละ 18 บาท แต่ถ้าซื้อก้อนละ 30 บาท ผู้เขียนถามว่าช่วงน้ำท่วมแก้ปัญหาอย่างไร คุณทองแดง ตอบว่า ถ้าน้ำไล่ที่ตรงนี้ก็ย้ายไปที่ใหม่ คอกอยู่ในสวนที่บ้านโนนฆ้อง หมู่ที่ 5 การดูแลวัวหนีน้ำให้อยู่บนที่สูง น้ำไม่ท่วมแล้วเราก็ต้องเกี่ยวหญ้าให้เพียงพอ หนีน้ำทั้งวัวทั้งควายมีแต่เกี่ยวหญ้าให้กิน ถ้าน้ำท่วมหญ้าหมด ก็ต้องไปหาที่อื่นไปหาขอเกี่ยว หญ้าเขาไม่ขายถือว่าช่วยกันยามเดือดร้อน ปีที่
เป็ดเป็นสัตว์ปีกอีกประเภทหนึ่งที่เลี้ยงดูง่าย สามารถกินอาหารตามธรรมชาติได้ และให้ผลผลิตไข่จำนวนมาก ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงรองมาจากไก่ โดยเฉพาะในปัจจุบันมีพันธุ์เป็ดไข่เชิงการค้าและพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้ดีขึ้น ส่งผลให้มีจำนวนเป็ดที่เลี้ยงในประเทศไทยในปัจจุบัน (มีนาคม พ.ศ. 2564) รวม 17,737,537 ตัว (เป็ดไข่ 16,819,398 ตัว และเป็ดเนื้อ 9,181,539 ตัว) ผลผลิตไข่เป็ดส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของขนมไทยและแปรรูปเป็นไข่เค็ม สายพันธุ์เป็ดน่าเลี้ยง พันธุ์กากีแคมเบลล์ เป็ดไข่เชิงการค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีขนลำตัวสีน้ำตาล ในเพศผู้มีขนที่บริเวณส่วนอกเข้มกว่าลำตัว และมีขนที่ปลายหางม้วนงอ สามารถจำแนกเพศได้ง่าย โดยเพศผู้มีขนเป็นวงแหวนสีน้ำตาลอ่อนรอบคอ มีขนที่หัวสีเขียว เพศเมียให้ผลผลิตไข่ฟองแรกที่อายุประมาณ 18-20 สัปดาห์ และให้ผลผลิตไข่อย่างน้อย 280 ฟองต่อตัวต่อปี พันธุ์กบินทร์บุรี เป็ดไข่ที่พัฒนาพันธุกรรมจากเป็ดพันธุ์กากีแคมเบลล์โดยกรมปศุสัตว์ สามารถให้ผลผลิตไข่เมื่อมีอายุ 150-160 วัน โดยให้ผลผลิตไข่ประมาณ 280-300 ฟอง ต่อตัว ต่อปี พันธ
คุณนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “โคขุน” นับเป็นสินค้าเกษตรทางเลือกที่มีศักยภาพการผลิตในพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สร้างรายได้ดีให้เกษตรกร ปัจจุบันเกษตรกรนิยมเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมจากการทำการเกษตรเป็นหลัก โดยในปี 2565 (ข้อมูลจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ณ เดือนธันวาคม 2565) พบว่า พื้นที่การเลี้ยงครอบคลุมทั้ง 19 อำเภอ พบการเลี้ยงมากที่สุดในอำเภอกาญจนดิษฐ์ อำเภอคีรีรัฐนิคม และอำเภอไชยา โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวม 200 ราย จำนวนโคขุนรวมทั้งจังหวัด 866 ตัว จากการลงพื้นที่ของ สศท.8 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตโคขุนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า ปัจจุบัน เกษตรกรมีการเลี้ยงแบบรวมกลุ่ม และเลี้ยงแบบรายเดียว ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงโคขุน คือ คุณปรีชา เรืองแสง เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเป็นสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุนอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยจากการสัมภาษณ์ คุณปรีชา บอกว่
เกษตรกรสาวสวยบึงกาฬ ที่ชาวโซเชียลรู้จักในนาม “เด็กเลี้ยงควาย by ใบเตย” จากเด็กเลี้ยงควายไล่ทุ่งเริ่มจากเลี้ยงแก้เหงากลายมาเป็นความชอบ ทำรายได้สูงสุดหลักล้านต่อปี เพื่อที่จะพัฒนาให้เป็นควายงามส่งเข้าประกวด โดยเริ่มพัฒนาจากแม่พันธุ์ควายเนื้อ เป็นควายงาม แรงบันดาลใจที่ทำให้เปลี่ยนความคิดและมุมมองเกิดขึ้นตอนไปเห็นควายในสนามประกวด คุณสริฏา เดชา หรือ คุณใบเตย เจ้าของโขงนทีฟาร์มควายไทย ตั้งอยู่ที่ หมู่ 10 ตำบลโพธิ์หมาแข้ง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เรียกได้ว่าเป็นวัยรุ่นสาวดีกรีปริญญาตรี จบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สาขาสัตวศาสตร์ เอกการผลิตสุกร ถึงแม้ว่าจะไม่ได้จบเอกสายโคกระบือโดยตรง คุณใบเตย เล่าว่า ยังไงก็สามารถพัฒนาได้เหมือนหมู หลังจากนั้นก็ได้ศึกษาและเลี้ยงพัฒนาให้เป็นควายงามที่ดี นิสัยความน่ารักของควาย เขาพูดไม่ได้แต่สามารถแสดงพฤติกรรมให้เห็น ความยากของการเลี้ยงควายที่พัฒนา คือ ความอดทน และระยะเวลา เนื่องจากควายที่พัฒนาจะใช้ระยะเวลาในการตั้งท้องเกือบปี กว่าจะได้แม่พันธุ์ต้องใช้ระยะเวลา 2-3 ปี เรื่องของความอดทนจึงมาก่อน จุดเริ่มต้นที่สนใจ เกิดจากการที่เราจะซื้อควายงามมาเลี้ยงแต่ไม่รู้ประวัติ
โคนมในประเทศไทย ได้รับความนิยมในการเลี้ยงอย่างแพร่หลาย เพราะเนื่องจากผลผลิตของโคนมนั้นได้ผลตอบแทนที่ดี จึงมีเกษตรกรหลายรายที่หันมาเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี เพราะประเทศไทยของเรานั้นมีพื้นที่และสภาพอากาศที่เหมาะสมแก่การเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้งในเรื่องของอาหารสัตว์ เช่น ทุ่งหญ้าที่ใช้ในการเลี้ยง ข้าวโพด มันสำปะหลัง เปลือกข้าว รำข้าว เปลือกสับปะรด ยอดอ้อย กากน้ำตาล เป็นต้น ซึ่งมีราคาจำหน่ายที่ถูก สามารถใช้แทนกันได้ หากมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งจำหน่ายในราคาที่เพิ่มขึ้น การเลี้ยงโคนมจึงเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตผลที่ผลิตได้ เช่น แทนที่จะผลิตมันสำปะหลังเพื่อส่งออก สำหรับการเลี้ยงปศุสัตว์ในต่างประเทศ ก็นำมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ เพื่อส่งออกเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า เป็นต้น นอกจากนี้ ทางรัฐบาลก็ได้ให้การส่งเสริมทางด้านสินเชื่อการเกษตร การปรับปรุงพันธุ์สัตว์โดยการผสมเทียม การบริการสัตวแพทย์ และเกษตรกรสามารถขายน้ำนมดิบได้ในราคาประกันที่เป็นธรรม สำหรับ Cow scoring แอปพลิเ
