พืชทำเงิน
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักยิ่ง วันนี้ผมขอตั้งคำถามง่ายๆ “เราใช้หอมแบ่งในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง” ลองช่วยกันนึกดูนะครับ ต้มยำ ลาบ น้ำตก ซกเล็ก ก้อย ยำ ต้มจืด ผัด ดอง สารพัดเมนูเหล่านี้ล้วนต้องมีหอมแบ่งเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นตัวหลักในเมนูนั้นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว วันนี้เรามาทำความรู้จัก หอมแบ่ง กันหน่อยดีไหม ผมนัดพบกับ ท่านนายกฯ ถิ่น เติบสูงเนิน โทร. 081-977-6100 ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนากลาง อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เพื่อไปชมแปลงเงินด่วนที่ท่านนายกฯ ได้ปลูกเอาไว้ นายกฯ ถิ่น เล่าว่า ปัจจุบัน หอมแบ่ง ที่ปลูกจำหน่ายในท้องตลาดมี 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ลับแล และพันธุ์โคราช ครอบครัวญาติพี่น้องปลูกหอมแบ่งมานานแล้ว ใช้พันธุ์โคราชที่สืบทอดกันมา ตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยว ใช้เวลาแค่ 35-45 วัน เท่านั้น เรียกว่าเป็นการทำเกษตรเงินด่วน ปลูกพืชเงินด่วนได้เลย เตรียมพื้นที่ปลูก…ปกติเกษตรกรจะนิยมปลูกหอมแบ่งกันหลังฤดูเก็บเกี่ยว คือเริ่มประมาณปลายเดือนธันวาคมจนถึงต้นมกราคมของแต่ละปี เลือกพื้นที่ที่มีไม้บังลม หรือเป็นหุบจะดีมาก เพราะป้องกันลมพัดต้นหอมล้ม ผลผลิตไม่สวยงาม แต่ที่
ปัจจุบัน ถ้านึกถึงผลไม้ที่เป็นพืชตระกูลแตง ที่มีราคาค่อนข้างสูง รสชาติหวานละมุนลิ้น คงจะหนีไม่พ้นผลไม้ที่มีชื่อว่า เมล่อน (Melon) ผลไม้เศรษฐกิจชนิดใหม่ที่มีอนาคตทางการตลาดค่อนข้างไกล เมล่อน (Melon) ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cucumis melo L. var. cantalpensis ในวงศ์ Cucurbitaceous ตระกูลเดียวกันกับแตงไทย บางท้องที่เรียก แตงเทศ หรือ แตงหอม มีลักษณะผลค่อนข้างใหญ่ น้ำหนักมาก เปลือกหนา ส่วนผิวเปลือกมีทั้งแบบเรียบ และแบบมีร่างแห หรือมีร่องยาวจากขั้วถึงท้ายผล เนื้อมีสีส้ม หรือสีเหลือง มีรสหวาน และมีกลิ่นหอม ในต่างประเทศมีแหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อเมริกากลาง และเม็กซิโก ถิ่นกำเนิดของแคนตาลูป/เมล่อน มีการกล่าวถึงหลายพื้นที่ เช่น ทวีปแอฟริกา ประเทศอินเดีย แถบกึ่งอบอุ่น และเขตร้อนทางทิศตะวันตกของทวีปแอฟริกา เริ่มพบหลักฐานบันทึกการปลูกแคนตาลูป/เมล่อน ในประเทศอียิปต์ เมื่อ 2400 ปี ก่อนคริสตกาล และมีการบันทึกการนำเข้ามาปลูกในกรุงโรม เมื่อศตวรรษที่ 1 ค.ศ. 1494 และปี ค.ศ. 1582 พบการปลูกแคนตาลูป/เมล่อน ในมลรัฐมิสซิสซิปปี้ อลาบามา และเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1609 การปลูกเมล่อนในประเทศไทย
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 3 ปี 2565 (เดือนกรกฎาคม-กันยายน) หดตัวร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 หลังจากขยายตัวได้ดีในไตรมาส 1 และ 2 ที่ผ่านมา โดยขยายตัวร้อยละ 4.7 และ 4.4 ตามลำดับ เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ประกอบกับปรากฏการณ์ลานีญาที่มีกำลังแรงขึ้น อิทธิพลของลมมรสุมและพายุที่เข้ามาหลายระลอก ขณะที่มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติสะสมอยู่มาก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตร และผลผลิตบางส่วนได้รับความเสียหาย แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.0-3.0 เมื่อเทียบกับปี 2564 จากปัจจัยสนับสนุนด้านสภาพอากาศโดยทั่วไปที่ยังคงเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีมากกว่าปีที่ผ่านมา ประกอบกับความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีในการผลิต ยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน บริหารจัดการการผลิตให้สอดคล้อ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรและประชาชน มีการทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างครูบัญชีอาสาหรือ“อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี” ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการเป็นวิทยากร วิทยากรผู้ช่วย เพื่อสอนแนะ กระตุ้นการเรียนรู้ และติดตามผลการทำบัญชีของเกษตรกร รวมถึงการสร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนของตนและพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกันระหว่างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และครูบัญชี ได้ช่วยเสริมสร้างให้เกษตรกรได้ใช้บัญชีไปใช้วิเคราะห์ต้นทุนการประกอบอาชีพ เพื่อวางแผนธุรกิจในครัวเรือนของตนได้ คุณขนิษฐา มะโนสมบัติ หรือ ครูรุ่ง ครูบัญชีดีเด่น รองชนะเลิศอันดับ 2 ประจำปี 2558 จากจังหวัดเชียงราย นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของครูบัญชีที่น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้แก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ โดยนำระบบบัญชีมาใช้เป็นเครื่องมือให้เข้าถึงแก่นแท้ของความพอเพียง และวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีบริหารจัดการทำเกษตรทฤษ
จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้เกษตรกรในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เกษตรกรจึงจำเป็นต้องปรับตัวกันอยู่เสมอ เพื่อความอยู่รอดของคนในครอบครัว เช่นเดียวกับ คุณประดิษฐ์ ต่ายแสง หรือ คุณปุ๊ เกษตรกรในพื้นที่ตำบลบางหลวง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ที่ปัจจุบันหันมาทำการเพาะปลูก “ต้นแมงลัก” อย่างเต็มรูปแบบ ส่งขายไปยังท้องตลาด จนสามารถมีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้แบบสบายๆ เมื่อพูดถึง “ต้นแมงลัก” หลายๆ คนจะคิดว่าคือ “ต้นโหระพา” หรือ “ต้นกะเพรา” เพราะลักษณะของต้น ใบ และสี ที่มีรูปร่างคล้ายกัน จนบางครั้งแทบแยกไม่ออกนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะ “ต้นแมงลัก” เป็นพืชสมุนไพรเดียวกันกับ “ต้นโหระพา” และ “ต้นกะเพรา” นิยมนำมาบริโภคใบและเมล็ด มีสรรพคุณ คือช่วยควบคุมน้ำหนักและยังเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับลม ขับเหงื่อ และโรคทางเดินอาหารทำให้ถ่ายอุจจาระได้สะดวกมากขึ้น ช่วยดูดซึมน้ำตาลในเส้นเลือดได้ดีอีกด้วย คุณปุ๊ เล่าถึงการทำสวนและวิธีการปลูกต้นแมงลักว่า พื้นที่ที่ใช้ปลูกต้นแมงลักนั้นจะมีพื้นที่ 80 ตารางวา มีลักษณะ 2 ร่องยาว ด้านขั้นตอนของการเพาะปลูกจะมีการเตรียมดิน จากนั้นก็จะเริ่มหว่านเมล็ดพัน
มะขาม เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ เปลือกต้นขรุขระ มีสีน้ำตาล ใบมีขนาดเล็ก ออกตามกิ่งก้านเป็นคู่ ดอก ออกตามปลายกิ่ง มีขนาดเล็ก ผลของมะขาม หรือทุกคนรู้จักกันดี คือ ฝัก ที่มีลักษณะยาวหรือโค้งยาว ประมาณ 3-20 เซนติเมตร ด้านการขยายพันธุ์ของมะขาม จะนิยมทาบกิ่ง ติดตา หรือต่อกิ่ง เพื่อให้ผลผลิตที่ได้ไม่เกิดการกลายพันธุ์ มีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่ทุกประการ และที่สำคัญต้นมะขามสามารถเจริญเติบโตได้ดีกับดินทุกชนิด แม้สภาพดินบริเวณนั้นจะไม่มีความอุดมสมบูรณ์ ด้านคติความเชื่อ ถือว่ามะขามเป็นไม้มงคล ควรปลูกทางทิศตะวันตกของบ้าน เพื่อป้องกันสิ่งไม่ดี ทั้งนี้ ต้นมะขามยังถือว่ามีชื่อที่เป็นมงคลนาม โดยเชื่อกันว่าเมื่อปลูกไว้ที่บ้านแล้วจะทำให้คนเกรงขาม นอกจากนี้ มะขาม ยังใช้ทำอาหารได้หลายส่วน ทั้งใบอ่อน ฝักอ่อน ฝักแก่ เรียกง่ายๆ ว่าอาหารไทยก็จะขาดมะขามเสียไม่ได้ ส่วนเมล็ดก็สามารถนำมาคั่วกินกันแทบฟันหักเลยทีเดียว ซึ่งสมัยผู้เขียนเป็นเด็ก จะให้ยายคั่วแล้วพกไปโรงเรียนเป็นของขบเคี้ยวเพลินๆ เพื่อกินเล่นกับเพื่อนๆ ปัจจุบัน มะขาม ในบ้านเราได้นำมาแปรรูปมากมายหลากหลาย เช่น มะขามแช่อิ่ม มะขามแก้ว มะขามคลุก ฯลฯ
คุณธีระศักดิ์ ขุมเงิน เกษตรจังหวัดอ่างทอง เล่าให้ฟังว่า จังหวัดอ่างทอง มีพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้า จำนวน 15,025 ไร่ การปลูกมีทั้งเป็นการปลูกแบบสวนหลังบ้านเพื่อได้ผลผลิตไว้กินใช้ในครัวเรือน และปลูกในเชิงการค้าเพื่อก่อให้เกิดรายได้จากการขายผลผลิตกล้วย เกษตรกรมักมีพื้นที่ปลูกกล้วยตั้งแต่ 3 ไร่ขึ้นไป และสำหรับเกษตรกรที่ปลูกกล้วยเพื่อตัดใบขายในแต่ละปีจะมีรายได้มากกว่า แสนบาท เป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมการปลูกกล้วยเพื่อตัดใบขายคือ ผู้ปลูกต้องเลือกหน่อพันธุ์ดี ปลอดโรคมาปลูก มีการใส่ปุ๋ยให้น้ำเพียงพอ ทำแนวป้องกันลม ต้องป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูกล้วยไม่ให้เข้าทำลายใบกล้วยให้แตก ฉีกขาด ใบเหลือง หรือใบเป็นรูพรุน ซึ่งหากปฏิบัติได้ก็ทำให้ได้ใบกล้วยที่สมบูรณ์พร้อมตัดไปขายได้ แมลงที่เป็นศัตรูของกล้วยที่สำคัญ ได้แก่ “หนอนม้วนใบ” มันจะกัดกินที่ริมใบให้แหว่งเข้าไปเป็นทางยาว “ตั้กแตนผี” ตัวอ่อนและตัวแก่ชอบกัดกินใบ “หนอนกระทู้” ตัวอ่อนชอบกัดกินใบตองอ่อนที่ยังไม่คลี่ใบ หรือกัดแทะกลางใบให้ทะลุเป็นรูโตตามขนาดและวัยของตัวหนอน และ “หนอนร่าน” มันชอบกัดกินใบที่กำลังเ
หากใครคิดอยากทำเกษตรเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก แต่มีพื้นที่ไม่มาก และไม่อยากทำงานตากแดดตัวดำ ขอแนะนำให้ลงทุนทำฟาร์มเห็ด เพราะใช้พื้นที่น้อย ปลูกดูแลง่าย ลงทุนน้อย ได้กำไรเยอะ เห็นผลเร็ว “กระท่อมเห็ด ฟาร์ม@ไทรน้อย” เป็นหนึ่งในตัวอย่างธุรกิจฟาร์มเห็ดที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มีพื้นที่ฟาร์มแค่ 2 ไร่ แต่สร้างรายได้หลายแสนบาทต่อเดือน กระท่อมเห็ด ฟาร์ม@ไทรน้อย เกิดจากแนวคิดของ คุณจุ๊บ หรือ คุณนัยนา ยังเกิด เมื่อปลายปี 2555 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงที่คุณจุ๊บทำงานเป็นสาวแบงก์ เธอคิดว่าในวันนี้ไม่มีอาชีพอะไรที่มั่นคง ชีวิตไม่มีความแน่นอน จึงได้คิดวางแผนหาอาชีพเสริมที่เหมาะสำหรับผู้หญิง ไม่ต้องใช้แรงเยอะ ไม่ต้องตากแดด คุณจุ๊บตัดสินใจทำฟาร์มเห็ด เพราะทำงานในร่ม เก็บเห็ดขายได้ทุกวัน และสามารถแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเห็ดได้หลากหลายรูปแบบ คุณจุ๊บ มองว่า อาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่มีโอกาสเติบโตมีศักยภาพเป็นครัวโลกได้ โดยนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการเริ่มต้นธุรกิจ เลือกปลูกเห็ด เพราะเห็ดเป็นพืชที่ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ผู้หญิงที่ไม่อยากโดนแดดกลางแจ้ง และ
ระยะนี้อยู่ในช่วงของ “ข้าวยากหมากแพง” สินค้าทุกชนิดขึ้นราคาเป็นว่าเล่น หรือเพราะราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นราคาแทบทุกวัน แต่ราคาสินค้าด้านการเกษตรยังคงที่ บางชนิดเท่านั้นที่ขึ้นราคา เพราะการเก็งกำไรของนักธุรกิจ จากคำขวัญของเทคโนโลยีชาวบ้านที่ว่า “เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” จึงใช้ได้กับทุกวาระทุกสมัย ฉบับนี้มูลนิธิโครงการหลวงใคร่ขอเชิญชวนทุกท่านปลูกพืชผักรับประทานกันเองในบ้าน ไม่ต้องไปหาซื้อของแพงในตลาด ปลูกได้ง่าย ใช้เวลาสั้นแต่เก็บกินได้นาน สะอาดปลอดภัยไร้สารพิษ นั่นคือ ฟักแม้ว บางท่านที่ชอบรับประทานข้าวต้ม มักจะสั่งอาหารประเภทนี้ จนพูดติดปากกันว่าถ้าสั่งฟักแม้วผัดน้ำมันหอย ราคาจานละ 30 บาท หากสั่งซาโยเต้ผัดน้ำมันหอย จะราคาเพิ่มเป็น 50 บาท ฟักแม้ว เป็นชื่อเรียกตามภาษาพื้นบ้านภาคเหนือ หรือจะเรียกให้โก้หรูแบบภาษาญี่ปุ่นและได้ราคาสูงต้องเรียกว่า ซาโยเต้ ฟักแม้วเป็นพืชข้ามปี ลำต้นเป็นเถาเลื้อย มีมือเกาะที่เจริญจากข้อใบ ขยายพันธุ์ด้วยผลแก่ สภาพพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกฟักแม้วจะต้องสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 500-1,400 เมตร เป็นที่ราบหรือที่ราบเชิงเขา อุณหภูมิเฉลี่ย 15-28 องศาเซลเซียส กา
คุณศิวะ แสงต๊ะ หรือ คุณลี้ เกษตรกรหนุ่ม วัย 34 ปี และเจ้าของสวนส้มสายน้ำผึ้ง ในพื้นที่ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จากอดีตพนักงานไอที สู่เกษตรกรผู้ปลูกส้มสายน้ำผึ้งอย่างเต็มรูปแบบและครบวงจร ด้วยการสานต่อธุรกิจของครอบครัว โดยมีคุณพ่อและคุณแม่เป็นแรงผลักดัน ให้กลับมาฮึดสู้และเอาดีด้านการปลูกส้มสายน้ำผึ้ง ต่อยอดเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง จนสามารถสร้างเป็นรายได้หลักมาจนถึงปัจจุบัน จุดเริ่มต้นของการปลูกส้มสายน้ำผึ้งนั้น คุณลี้ เล่าว่า เมื่อ 17 ปีที่แล้ว ในอดีตทางครอบครัวปลูกต้นลิ้นจี่ ก่อนจะมาประสบปัญหาในเรื่องราคาของผลผลิตที่ลดน้อยลง จึงโค่นต้นลิ้นจี่ในสวนทิ้งทั้งหมด เพราะในขณะนั้นทางครอบครัวเล็งเห็นโอกาส จากการสร้างรายได้จากปลูกต้นส้มสายน้ำผึ้งที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการปลูกลิ้นจี่หลายเท่าตัว ก่อนจะค่อยๆ ทยอยปลูกต้นส้มสายน้ำผึ้ง จาก 200 ต้น จนถึงปัจจุบันมีต้นส้มสายน้ำผึ้งกว่า 4,000 ต้น ในพื้นที่ 50 ไร่ หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัย คุณลี้ได้ทำงานเป็นพนักงานไอทีในออฟฟิศแห่งหนึ่ง จนกระทั่งเห็นว่าคุณพ่อและคุณแม่นั้นทุ่มเทเวลาให้กับการทำสวนส้มสายน้ำผึ้งเป็นอย่างมาก จึงเกิดความสงสารและเห็นอกเห
