พืชทำเงิน
ช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ปฎิบัติตามนโยบายรัฐบาล “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ ช่วยชาติ” รักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ชักชวนคนไทยหันมาปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง สำหรับบริโภคในครัวเรือน โดยใช้เวลาปลูกดูแลแค่ 10 วัน การปลูกต้นอ่อนผักบุ้งเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนหรือสร้างอาชีพเสริมรายได้ในยุคโควิดนั้น มีขั้นตอนการทำที่แสนง่าย เริ่มจากเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ 1. เมล็ดผักบุ้งหาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หรือร้านค้าจำหน่ายวัสดุการเกษตร 2. ดินผสมพร้อมปลูก 3. กระบะ/กระถาง หรือตะกร้าปลูก ขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ 4. ผ้าขนหนู และ 5. น้ำ สำหรับวิธีการปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง มีดังนี้ แช่เมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนในน้ำ 6 ชั่วโมง จากนั้นนำขึ้นมาผึ่งทิ้งไว้ 10 นาที โรยเมล็ดลงบนดินผสมไม่หนาแน่นจนเกินไปและโรยดินกลบ ความหนาเท่ากับเมล็ดหรือโรยเมล็ดหนา 1 ชั้น ลงบนผ้าขนหนูที่วางบนตะกร้า แล้วนำผ้าปิดด้านบนเมล็ด ปิดคลุมเมล็ดที่เพาะให้มิด รดน้ำเป็
ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ก่อนกระแสความนิยมการเสพสื่อผ่านออนไลน์จะครอบคลุมเป็นวงกว้างไปทุกวงการ คุณประมวน กองน้อย หนุ่มหน้ามนคนมหาสารคาม เป็นผู้หนึ่งที่มีภูมิลำเนามาจากครอบครัวเกษตรกรรม แต่เจ้าตัวไม่เคยจับงานเกษตรเป็นชิ้นเป็นอันจริงจัง เพราะมีความถนัดในงานเขียนและรักในสายอาชีพผู้สื่อข่าวมากกว่า หลายปีทีเดียวก่อนการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น คุณประมวนตัดสินใจบ่ายหน้ากลับบ้านเกิด เมื่อสื่อสิ่งพิมพ์ปิดตัวลง และตั้งใจทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการเปิดร้านสะดวกซื้อ ผ่านไป 1 ปี ความมั่นคงทางรายได้มีไม่มาก จึงหวนกลับไปทำงานสายอาชีพที่ถนัดอีกครั้งในตัวจังหวัดมหาสารคาม แต่เมื่อบวกลบรายได้และค่าใช้จ่ายแล้ว เงินเดือนที่ได้รับแทบไม่เหลืออะไร ท้ายที่สุด สิ่งที่คุณประมวนคิดได้คือ การกลับไปสู่รากฐานและตัวตนของบรรพบุรุษ เขาซื้อรถไถนาหวังรับจ้างและช่วยพ่อทำนาเท่าที่พอจะทำได้ ด้วยความเป็นคนไม่หยุดนิ่ง เมื่อมีเปิดรับสมัครสอบบุคคลเข้ารับการอบรมโครงการโคกหนองนาตามแนวทางพระราชดำริ หรือที่รู้จักกันในชื่อของ โคก หนอง นา โมเดล เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางและเผยแพร่กิจกรรมของ โคก หนอง นา โมเดล ในนามของนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ จ
สับปะรด ชื่อวิทยาศาสตร์ Ananas comosus (L.) วงศ์มรอมมีเลียซีอี้ (Family Bromeliaceae) มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในประเทศบราซิล ปารากวัยและอาร์เจนตินา นักเดินเรือชาวสเปนและโปรตุเกสเป็นผู้เผยแพร่พันธุ์สับปะรดไปยังประเทศต่างๆ สำหรับประเทศไทยสันนิษฐานว่า ช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ปี ค.ศ. 1680-1700) พ่อค้าชาวโปรตุเกสได้นำพันธุ์สับปะรดกลุ่มสแปนนิช (Spanish) หรือสับปะรดพันธุ์อินทรชิตเข้ามาปลูกในไทย จนกลายเป็นสับปะรดพันธุ์พื้นเมืองของไทย สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย ในไทย ต่อมามีผู้นำสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียจากประเทศอินโดนีเซียมาปลูกไว้ในพื้นที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อของ “สับปะรดปราณบุรี” ทุกวันนี้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์กลายเป็นแหล่งปลูกและแปรรูปสับปะรดที่มากที่สุดของประเทศ ปี 2460 มีผู้นำสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เข้ามาปลูกอย่างแพร่หลายในจังหวัดลำปาง สับปะรดพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ สับปะรดปัตตาเวียพันธุ์น้ำผึ้ง เนื่องจากมีรสหวานเหมือนน้ำตาลทราย ผลจะมีลักษณะอวบใหญ่ น้ำหนักประมาณ 4 กิโลกรัม เพราะเกษตรกรนิยมใช้เส้นตอกมัดก้า
อําเภอสูงเนิน เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นดินแดนเก่าแก่ เป็นเมืองเก่าที่สร้างขึ้นในสมัยขอมเข้ามาเป็นใหญ่ในแผ่นดินที่ราบสูงแห่งนี้ โดยมีเมืองเก่าสองเมือง คือเมืองเสมา และเมืองโคราฆะปุระ ที่มาของคําว่า “สูงเนิน” เป็นชื่อเรียกตามลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งเป็นที่ราบสูงสลับกับที่เนิน เดิมเรียกชื่อว่า “บ้านสองเนิน” เพราะมีเนินดินอยู่สองฟากฝั่งของบึงแห้ว (เป็นบึงใหญ่ที่มีน้ำตลอดปี) ต่อมาในภายหลังได้เรียกชื่อเพี้ยนมาเป็น “สูงเนิน” นับเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากมาย ดังคำขวัญที่ว่า “ถิ่นเดิมโคราช พระพุทธไสยาศน์ศิลา ธรรมจักรล้ำค่า ปราสาทหินโบราณ ส้มโอหวานรสดี ประเพณีกินเข่าค่ำ แดนธรรมวะภูแก้ว” ซึ่งพออ่านคำขวัญประจำอำเภอจนจบประโยคแล้ว หลายคนคงมีความสงสัยไม่น้อยว่า “ส้มโอหวานรสดี” มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับอำเภอสูงเนิน ฉบับนี้มีคำตอบ คุณวิหาร นอกตาจั่น หรือ พี่หาร เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอ อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 7 บ้านหนองเอื้อง ตำบลบุ่งขี้เหล็ก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา จากอดีตเคยทำนา ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำเกษตรผสมผสาน พร้อมกับการปลูกส้มโอขาวน้ำผึ้งสร้างรายได้บนพื้นที่ 5 ไร่
“ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม” ต้นกำเนิดสายพันธุ์จากภาคใต้ เปลือกบาง มีเนื้อสีแดงเข้มเหมือนสีทับทิม รสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มน่ารับประทาน ซึ่งส้มโอพันธุ์นี้แตกต่างจากส้มโอพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน มีลักษณะประจำพันธุ์ที่โดดเด่น คือ เนื้อผลมีสีชมพูเข้มจนถึงแดงเหมือนสีทับทิม ผิวผลส้มโอและหลังใบมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมคล้ายกำมะหยี่ มีความเฉพาะเจาะจงกับสภาพพื้นที่ จึงปลูกกันไม่แพร่หลาย ปัจจุบันพบว่าส้มโอพันธุ์นี้เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง และจำหน่ายได้ในราคาสูง และเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ จนไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค คุณสุธาทิพธ์ อิ่มสำราญ อายุ 48 ปี และ คุณประดิษฐ อิ่มสำราญ อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/2 หมู่ ที่ 9 ตำบลพักทัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เจ้าของสวนชื่อ “ส้มโอทับทิมสยาม ตามรอยพ่อ” ซึ่งปลูกต้นส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม จำนวน 16 ไร่ คุณสุธาทิพย์ ได้เล่าว่า เดิมตนทำงานอยู่ธนาคาร เพิ่งลาออกมาได้ประมาณ 8 เดือน เป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วน คุณประดิษฐ ทำงานอยู่ที่การไฟฟ้านครหลวง และเป็นคนจังหวัดสิงห์บุรี และยังคงทำงานอยู่ ตนมีคุณพ่อเป็นเจ้าของสวนส้มโอพันธุ
สวัสดีครับ สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน พบกันเป็นประจำในคอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of small scale farmers” กับผมธนากร เที่ยงน้อย นาทีนี้กระท่อมถือเป็นพืชที่หลายคนตั้งความหวังเอาไว้ว่าจะสามารถขยับไปเป็นพืชเศรษฐกิจได้ในอนาคตอันใกล้ หลายคนบอกว่ากระท่อมอาจจะเป็นเพียงพืชตามกระแส เหมือนพืชอีกหลายชนิดที่ผ่านมาแล้วผ่านเลยไป ผมเองก็ไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่ากระท่อมจะเข้าเส้นชัยคว้าตำแหน่งพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ไปครองได้หรือไม่ แต่เพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้ที่สนใจ ผมก็พยายามสืบเสาะหาคำตอบจากผู้รู้ พยายามจะพาไปดูคนที่ลงมือลงทุนจริงจังกับการปลูกกระท่อม ฉบับนี้จึงพาท่านขึ้นไปเหนือซู้ดดด…ของประเทศไทย ตามไปเชียงรายกันเลยครับ พีทีเอ็น ฟาร์ม (PTN Farm) กระท่อมก้านแดง เชียงราย พาท่านมาพบกับ ดร.ปรัชญา เตวิยะ เจ้าของพีทีเอ็น ฟาร์ม (PTN Farm) ที่บ้านเลขที่ 555 หมู่ที่ 1 ตำบลเมืองพาน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ดร.ปรัชญา เล่าว่า “โดยส่วนตัวมองว่ากระท่อมเป็นไม้ยืนต้นลงทุนต้นพันธุ์แค่ครั้งเดียว สามารถเก็บผลผลิตไปได้นานเพราะกระท่อมมีอายุหลายสิบปี นอกจากนั้น ต้นกระท่อมเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมาย หากมีก
“ผักหวานป่า” เป็นผักพื้นบ้านที่พบเห็นได้ง่ายในเขตพื้นที่ราบสูง ที่เป็นป่าเต็งรัง ป่าไผ่ รวมอยู่ในกลุ่มพวกป่าเบญจพรรณ ผักหวานป่ามีลักษณะใบใหญ่ กลม ยาว หนา หากสนใจอยากปลูกผักหวาน แต่ไม่รู้วิธีปลูก ต้นผักหวานมักจะไม่ค่อยโต การปลูกผักหวานให้ได้ผลผลิตที่ดีต้องปลูกเลียนแบบธรรมชาติ โดยปลูกผสมผสานกับพืชไร่ไม้ผลอื่นๆ เพื่ออาศัยร่มเงาไม้พี่เลี้ยงช่วยพรางแสงแดดในแปลงเพาะปลูก ป้าสำลี พ่วงนาค เกษตรกรผู้ปลูกผักหวาน อยู่บ้านเลขที่ 260/8 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองปลิง จังหวัดนครสวรรค์ เล่าว่า ก่อนที่ป้าจะหันมาปลูกผักหวาน ป้าทำไร่ข้าวโพดมาก่อน แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็ประสบปัญหาภัยแล้งบ่อยๆ จึงเลิกทำไร่ข้าวโพดแล้วมาปลูกมะขามเทศไว้ส่วนหนึ่ง แต่พอดีว่าช่วงนั้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ที่ป่าไผ่แถวบ้านจะมีต้นผักหวานป่าอยู่เยอะ ป้าก็เข้าไปเก็บเมล็ดมาเพาะเองที่บ้าน แรกๆ ก็ปลูกไม่ได้ผลตายหมด เพราะยังไม่มีความรู้ แต่ก็ยังไม่ถอดใจ ปีที่สองไปเก็บมาเพาะใหม่ก็เริ่มดีขึ้น เพาะได้ 10 ต้น แล้วนำมาขยายพันธุ์ต่อ ตอนปี’38 ปลูกเอาไว้เก็บกิน พอเก็บกินจนเหลือก็คิดว่าแถวบ้านมีตลาดเช้าที่สถานีรถไฟหนองปลิง ป้าก็เอาไปขาย ปรากฏว่าขายดี ตั้งแต่นั้น
ส้มเขียวหวาน ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี นครนายก และสระบุรี เคยปลูกมากถึง 2 แสนไร่ หลังจากพืชนี้ล่มสลาย เกษตรกรหันมาทำนา ปลูกกล้วยหอมทอง ซึ่งก็สร้างชื่อให้กับจังหวัดปทุมธานีมาจนถึงปัจจุบัน คุณธนิสร ชีพประกิต หรือ คุณต่าย อยู่บ้านเลขที่ 10/3 หมู่ที่ 8 ตำบลศาลาครุ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เคยปลูกส้มเขียวหวานมาก่อน เมื่อโรครุมเร้าต้นส้ม ได้หันมาปลูกกล้วยหอมแทน คุณต่าย บอกว่า ทำกิจกรรมการเกษตรในพื้นที่ราว 200 ไร่ มีส้มเขียวหวาน 20 ไร่ มะนาว 30 ไร่ กล้วยหอมทอง 40 ไร่ และอื่นๆ ปลูกสลับ…ลดโรคแมลง ผลผลิตดี พื้นที่ปลูกพืชของที่นี่เป็นร่องสวนส้มเดิม งานปลูกพืชต่างๆ จึงปลูกตามสันร่อง คุณต่าย เล่าว่า กล้วยหอม เป็นพืชหลักที่ปลูกแล้วสร้างงานทำเงิน เมื่อเก็บผลผลิตกล้วยหอมหมด ตนเองจะปลูกข้าวโพดหวานสลับ ซึ่งประโยชน์นั้น ช่วยลดการระบาดของโรคแมลง ข้อดีของการสลับด้วยข้าวโพด พืชชนิดนี้อายุการเก็บเกี่ยวสั้น อยู่ที่ 65-70 วัน ก็จำหน่ายได้เงินแล้ว “นำข้าวโพดหวานมาปลูกสลับ 10 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ เกษตรกรจะเดินไปร้านค้า ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดมาปลูก ช่วงใดราคาดีก็ดีไป แต่ช่วงใดราคาตกต่ำลำบากมาก ทุกวันนี้มี
วิถีการดำเนินชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ล้วนแล้วแต่เร่งรีบ มีเวลาว่างก็เพียงนิด แต่มีกิจกรรมที่กำหนดไว้มากมาย การปลูกผักไว้รับประทานเองภายในบ้าน ก็เป็นอีกวิถีที่คนเมืองนิยมทำกัน แต่ในที่นี้ คงขอเอ่ยเฉพาะ “พริก” ซึ่งเป็นตัวเอก พื้นที่ในคอนโดมิเนียม หรือ อพาร์ตเม้นต์ หากต้องการปลูกพริก คงมีพื้นที่บริเวณระเบียงเท่านั้นที่เหมาะสม เพราะเป็นพื้นที่ที่แสงแดดส่องถึง สำหรับบ้านขนาดเล็กที่พอจะมีส่วนที่เป็นดินไว้สำหรับจัดสวน ปลูกต้นไม้ ก็เป็นเรื่องดี เพราะจะสามารถจัดพื้นที่ปลูกสำหรับไม้ยืนต้น พืชผักสวนครัว ไม้ดอกไม้ประดับ และอื่นๆ เป็นสัดส่วนได้ แต่ถ้าบริเวณบ้านไม่เหลือส่วนที่เป็นดินไว้บ้าง ก็คงต้องอาศัยกระถางหากต้องการปลูกต้นไม้ อย่างที่ขึ้นต้นเนื้อเรื่องไว้ว่าขอหยิบยกมาเฉพาะตัวเอกของเล่ม คือ พริก ซึ่งเป็นพืชชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในพืชผักสวนครัว ในแต่ละครัวเรือนถ้าต้องทำกับข้าว ส่วนประกอบของอาหารในบางมื้อก็น่าจะมีพริกอยู่ไม่น้อย ฉะนั้น การปลูกพริกในบ้าน ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ ใกล้ตัว หากทำได้ก็ไม่ต้องควักกระเป๋า ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อีก สิ่งที่ควรมีอันดับแรก คือ เมล็ดพันธุ์พริกสำหรับปล
คุณปรีดาธพันธุ์ จันทร์เรือง หรือ พี่ดา อาศัยอยู่ที่ 166 หมู่ที่ 7 ตำบลท่าชัย อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท เกษตรกรต้นแบบ ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แม้ในสถานการณ์ที่ราคาข้าวตกต่ำ ก็ไม่สามารถทำอะไรเขาคนนี้ได้ จากการปรับตัว หมั่นศึกษาหาความรู้ทั้งด้านการผลิต และการนำนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาสร้างมูลค่าอย่างถูกวิธี ทำให้สามารถปลูกข้าวขายได้โดยที่ไม่ต้องง้อโรงสี ด้วยการใช้นวัตกรรมขั้นสูงเข้ามาใช้ในการแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารออกมาในหลากหลายรูปแบบ นับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเดิมได้หลายเท่าตัว โดยที่ไม่ต้องมีพื้นที่ปลูกข้าวมากมาย พี่ดา เล่าถึงจุดเริ่มต้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากข้าวกล้องงอกไรซ์เบอร์รี่ให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาทำนาปลูกข้าว ตนเองทำงานเป็นพนักงานประจำ ในตำแหน่งผู้จัดการโรงงานแห่งหนึ่ง ได้รับเงินเดือนเกินครึ่งแสน ต่อมาในปี 58 ตนเองตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อกลับมาทำงานเกษตรที่บ้านเกิดจังหวัดชัยนาท โดยในช่วงเริ่มต้นได้มีการออกไปสำรวจตลาด สำรวจร้านค้าภายในจังหวัดก่อนว่ามีสินค้าอะไรขายดี และนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผล จนได้คำตอบว่าข้าวอินทรีย์ขายดี ซึ่งในตอนนั้นข้าวไรซ์เบอร์รี
