พืชทำเงิน
หากใครมีโอกาสเดินทางไปภาคใต้ อาจเคยรับประทานถั่วหรั่งต้มใส่เกลือ หนึ่งในอาหารว่างแสนอร่อย เมล็ดถั่วหรั่งใช้ต้มรับประทานเช่นเดียวกับถั่วลิสง เมล็ดอ่อนนิยมผัดแทนเมล็ดถั่วลันเตา ใช้ประกอบอาหารประเภทแกง หรือต้มซุปก็ดี จุดเด่นไม่พบเชื้ออัลฟาท็อกซิน แม้จะเก็บไว้เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ เมล็ดถั่วหรั่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีคาร์โบไฮเดรต 55-72% น้ำมัน 6-7% โปรตีน 18-20% นอกจากนี้ ยังมีสารเบต้าแคโรทีน ไทอะมีน ไรโบเฟลวิน ไนอะซิน วิตามินซี และมีสารเมทไธโอนีน ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณสูงกว่าถั่วชนิดอื่น ถั่วหรั่งมีใบรูปร่างใบหอก ก้านใบสีเขียวอมม่วง ลำต้นสีม่วงแดง ดอกสีเหลือง ผิวฝักมีสีขาวอมน้ำตาล เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง ดอกบานเมื่อมีอายุ 38 วัน มีเปอร์เซ็นต์กะเทาะเปลือกสูงถึง 73 เปอร์เซ็นต์ ฝักและเมล็ดเจริญเติบโตในดิน หลังจากผสมเกสรแล้วจะแทงเข็มส่งเมล็ดลงดิน พัฒนามาจนเป็นเมล็ดที่สมบูรณ์ คล้ายกับถั่วลิสง โดย 1 ฝัก มีเพียงเมล็ดเดียว ถั่วหรั่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา ในต่างประเทศเรียกว่า ถั่วคองโก ถั่วมาดากัสการ์ และถั่วแบมบารา แต่ไม่มีบันทึกไว้ว่ามีการนำมาปลูกในประเทศไทยตั้งแต่เม
“กะเพรา” อาจเป็นเพียงผักสวนครัวสำหรับหลายคน แต่สำหรับเกษตรกรในจังหวัดขอนแก่น กำลังกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อการเพาะปลูกไม่ได้อาศัยเพียงประสบการณ์เหมือนในอดีต แต่ผสานองค์ความรู้ การคัดเลือกสายพันธุ์ และการจัดการแปลงปลูกอย่างเป็นระบบ ทำให้กะเพราป่ากลายเป็นวัตถุดิบคุณภาพที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ผลิตอาหารและผู้บริโภค พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิตที่ชัดเจน คุณจามจุรี แก้วใสย ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซีพีแรม จำกัด เปิดเผยถึงแนวทางการพัฒนาการปลูกกะเพราป่าภายใต้ “โครงการเกษตรกรคู่ชีวิต” ซึ่งดำเนินงานก้าวสู่ปีที่ 19 ในอำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น โดยมีเป้าหมายยกระดับการปลูกกะเพราท้องถิ่นเข้าสู่ระบบการผลิตตามมาตรฐาน GAP สร้างแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ รองรับการผลิตเมนูข้าวกะเพรา ซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมในร้านสะดวกซื้อ ผ่านการเชื่อมโยงเกษตรกร ชุมชน และกระบวนการรับซื้อผลผลิตเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพาะปลูก การรับซื้อ ไปจนถึงการนำวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตอาหาร ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรก
ทะเลที่ไหนไม่ฟินเท่าเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี แหล่งท่องเที่ยวตากอากาศที่คุณตักตวงความสุขได้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นทะเลใสสะอาด ธรรมชาติป่าเขา น้ำตก หรืออาหารอร่อยจากซีฟู้ดและอาหารพื้นบ้าน ใครที่วางแผนไปเกาะสมุยทริปนี้ อยากเชิญชวนให้ไปเยี่ยมชม “เรือนไทยเมล่อนฟาร์มสมุย” ตั้งอยู่เลขที่ 138/1 หมู่ที่ 1 ตำบลมะเร็ต อำเภอเกาะสมุย ฟาร์มแห่งนี้ปลูกเมล่อนเชิงพาณิชย์ มีจุดเด่นตรงความหวาน หอม กรอบ เพราะปลูกด้วยดินชายทะเล เป็นเมล่อนเกรดคุณภาพ รับรองมาตรฐาน GAP คุณอภิเชษฐ์ รตจีน หรือ คุณธง เจ้าของฟาร์มเมล่อนรายนี้เป็นคนกรุงเทพฯ ซื้อที่ดินและปลูกบ้านไว้ที่เกาะสมุย เห็นมีพื้นที่ว่างจึงใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกเมล่อน ซึ่งเวลานั้นยังไม่มีใครปลูกเมล่อนจริงจัง หาความรู้จากหลายแหล่งเพื่อมาปรับใช้ปลูกเมล่อนบนพื้นที่เกาะสมุยเพราะมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยเริ่มจากการสร้างโรงเรือนจำนวน 2 โรง เพื่อลองปลูกแล้วพบว่าผลผลิตมีคุณภาพดีระดับใช้ได้ มีรสหวาน กรอบ มีคนชื่นชอบ ขายหมด เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงสร้างโรงเรือนเพิ่มอีก 4 โรง คุณธงบอกถึงเหตุผลที่ปลูกเมล่อนได้คุณภาพเพราะเกิดจากความโชคดีที่ก่อนสร้างบ้านขุดหน้าดินเก็บไว้ เป็นหน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และยกระดับศักยภาพเกษตรกรให้ก้าวสู่การเป็น Smart Farmer และ Young Smart Farmer โดยมุ่งพัฒนาเกษตรกรอย่างรอบด้าน ให้มีความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่สอดคล้องกับการทำเกษตรสมัยใหม่ เป็นต้นแบบ ในการประกอบอาชีพแก่เกษตรกรรายอื่น ตลอดจนเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และความผันผวนของตลาดโลก ต้นแบบของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน คือ นายธนวัฒน์ มโนวชิรสรรค์ Young Smart Farmer จังหวัดพังงา เกษตรกรผู้ผลิตมังคุดทิพย์พังงา ภายใต้แบรนด์ “สวนบ้านแม่” (บริษัทสวนบ้านแม่ จำกัด) ซึ่งเป็นสินค้า GI ของจังหวัดพังงา โดยได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นระดับภาคใต้ ประจำปี 2568 สาขาอาชีพทำสวน นายธนวัฒน์ เจ้าของสวนบ้านแม่ ตำบลบางม่วง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ได้เริ่มเส้นทางอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่ปี 2558 โดยผันตัวจากอาชีพนักออกแบบ มาสานต่อสวนมังคุดของครอบครัว บนพื้นที่ 20 ไร่ ประมาณ 400 ต้น ได้พัฒนาการผลิตมังคุดและต่อยอดสู่การแปรรูป
จ.นครพนม ภายหลังมีฝนตกชุกต่อเนื่อง กลายเป็นฤดูกาลสำคัญของชาวบ้านดอนแดง หมู่ที่ 5 ต.บ้านเสียว อ.นาหว้า จ.นครพนม กว่า 200 ครัวเรือน ถือเป็นหมู่บ้านอาชีพแปลกที่เดียวในไทย ที่มีรายได้จากการล่าปลิงควายมาแปรรูปส่งขายให้นายทุน ส่งออกไปยังประเทศจีน สร้างรายได้มานานกว่า 20 ปี โดยช่วงฤดูฝนถือเป็นโอกาสทอง ชาวบ้านจะออกไปล่าปลิงควายตามแหล่งน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ที่มีปลิงชุกชุม มาแปรรูปทำปลิงตากแห้งส่งขาย นายไพฑูรย์ ท้าวนาง นักล่าปลิง รวมถึงพ่อค้ารับซื้อปลิงควาย ชาวบ้านดอนแดง ต.บ้านเสียว อ.นาหว้า จ.นครพนม เปิดเผยว่า อาชีพล่าปลิงควายเป็นอาชีพที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษในหมู่บ้านมานานกว่า 10-20 ปี เนื่องจากเคยมีชาวบ้านไปรู้จักกับนายทุน รับซื้อปลิงส่งออกไปขายประเทศจีน จึงมาแนะนำชาวบ้านให้ทดลองทำ ออกไปล่าปลิงตามแหล่งน้ำมาขาย ทั้งตัวสด และแปรรูปปลิงตากแห้งขาย แล้วแต่ความถนัด จนสามารถสร้างรายได้จริง จึงสืบทอดเป็นอาชีพมาถึงปัจจุบัน จะมีการรับซื้อตลอดปี แต่ที่มีปลิงมากที่สุดคือช่วงฤดูฝน เป็นโอกาสทองออกล่าปลิง “ช่วงฤดูฝนเป็นโอกาสทองออกล่าปลิงหนองน้ำที่มีปลิงชุมจะเป็นหนองน้ำนิ่ง เช่น หนองหาร หนองบึง ที่มีผักตบหร
กลุ่มรักอาหารคลีน (Clean Eating) ชื่นชอบการบริโภคอาหารธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว ซึ่ง “ข้าวโพดหวานพันธุ์ราชินีทับทิมสยาม” เป็นหนึ่งในสินค้าขายดี ที่ถูกใจคนสายคลีน ทั้งสีสัน ความกรอบหวาน คุณค่าทางอาหาร สรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ สร้างแรงบันดาลใจให้ “ชูใจฟาร์มมุกดาหาร” ตัดสินใจปลูกข้าวโพดหวานใส่ถุงกระสอบขายยกต้นให้ลูกค้าสายคลีนไปหักฝักกินสดๆ กันมือตัวเอง ในราคาต้นละ 300 บาท ตลาดตอบรับดี มียอดสั่งซื้อเข้ามาตลอดทั้งปี คุณป้อม หรือ นายกฤตย์ฑาลิศร์ บุตทศ เจ้าของชูใจฟาร์มมุกดาหาร และเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF) จังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า ทางฟาร์มเน้นปลูกพืชผักอินทรีย์พื้นบ้าน รวมทั้งข้าวโพดราชินีทับทิมสยาม ซึ่งความพิเศษของข้าวโพดสายพันธุ์นี้คือ สามารถกินดิบได้ รสชาติเหมือนกับกินผลไม้ โดยนำสินค้าไปวางจำหน่ายงานแสดงสินค้าต่างๆ ในราคาเริ่มต้นที่ฝักละ 10 บาท มักถูกกลุ่มลูกค้าถามว่า ข้าวโพดที่นำมาขายสดจริงหรือเปล่า ตัดจากต้นมาแล้วกี่วัน ลูกค้าหลายคนมีความใฝ่ฝันอยากหักข้าวโพดกินสดๆ ด้วยมือตัวเอง ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจปลูกข้าวโพดหวานพันธุ์นี้ที่พร้อมเก็บเกี่ยวได้ในระย
คุณกมลวรรณ ภู่เจริญ หรือ คุณเดียร์ เกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรง วัย 26 ปี และเจ้าของ “สวนเดียร์กมล กิ่งพันธุ์องุ่น” ในพื้นที่ หมู่ที่ 5 ตำบลตลาดจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มุ่งหน้าสานต่อการเพาะปลูกพันธุ์องุ่นของครอบครัวอย่างจริงจัง ในพื้นที่กว่า 6 ไร่ มีองุ่นทั้งหมด 1,500 ต้น เพราะความไม่หยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาสายพันธุ์องุ่นมาตลอด 8 ปี จนสามารถสร้างรายได้ให้กับเธอถึงหลักแสนต่อปี คุณเดียร์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำสวนองุ่นนั้นว่า เมื่อเธอลาออกจากมหาวิทยาลัย จึงมุ่งหน้าและมีความตั้งใจที่จะทำอาชีพเกษตรอย่างจริงจัง ด้วยความที่คลุกคลีเกี่ยวกับการทำสวนองุ่นมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย จึงเป็นจุดประกายความคิดให้เธอ ในการที่จะลงมือทำสวนองุ่นของครอบครัวแห่งนี้ ตั้งแต่การปลูก การพัฒนาสายพันธุ์ ตลอดจนไปถึงการขายกิ่งพันธุ์องุ่นให้ลูกค้าที่มีความสนใจ “ที่บ้านของเดียร์มีการปลูกองุ่นไว้อยู่แล้ว เดียร์เห็นแล้วก็อยากสานต่อธุรกิจของครอบครัว พ่อสอนมาก่อน แล้วก็เริ่มปลูกด้วยตัวเอง สอนตั้งแต่ติดตาพันธุ์ ตอนกิ่ง ปักกิ่ง ลงกิ่ง และทุกอย่างที่เกี่ยวกับองุ่น จากนั้นจึงมาปลูกองุ่นแบบลูก หลังจากลาออกจากมหาวิทยาลัย จึ
จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้น การทำเกษตรเพียงด้านเดียวนั้นไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ เกษตรกรหลายคนจึงเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบผสมผสานเป็นระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่ได้รับการยืนยันว่าสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในครัวเรือน เพราะมีผลผลิตออกจำหน่ายที่หลากหลาย ลดปัจจัยการผลิตจากภายนอกสวน ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร ไม้ใช้สอย และเกิดประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เกิดรายได้หลากหลายช่องทาง สร้างเป็นอาชีพที่ยั่งยืนให้กับตนเองได้เป็นอย่างดี เกษตรผสมผสานเป็นการทำการเกษตรตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป เช่น การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมง เพื่อลดความเสี่ยง มีการวางแผนการผลิต การใช้ปัจจัยการผลิตที่ผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง การทำเกษตรแบบผสมผสานจะไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกาหรือกฎตายตัว ว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน การเกษตรแบบผสมผสานเป็นการสร้างความร่มรื่นให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตน
การทำเกษตรแบบผสมผสาน ไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกา หรือกฎตายตัวว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด ทั้งนี้ เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน การผสมผสาน ขอให้ยึดหลัก สร้างความร่มรื่นให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดย คุณสุดชดา สุดสิริ บ้านเลขที่ 17/3 หมู่ที่ 6 ตำบลนาท่ามใต้ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เป็นอีกท่านหนึ่งที่สนใจการทำเกษตรผสมผสานพึ่งพาตนเองที่ยั่งยืน แล้วตั้งใจเดินตามแนวทางนี้ เลือกมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน เพราะทำด้วยใจรัก ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ทำตามความฝันของตนเองและสามี เพื่อเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายของครอบครัว เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้ตนเองและชุมชน เป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรที่สนใจและสมาชิกในกลุ่ม นำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสมาชิกต่อไป เพื่อแบ่งปันผลผลิตที่ได้ให้เพื่อนบ้าน มีความรัก มีความสามัคคี ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และเพื่อได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยไร้สารพิษ การจัดสรรแบ่งพื้นที่การเกษตร ด้านพืชผัก ปลูกไม
คุณพศิน ช่วงใหญ่ มีชื่อเล่นว่า “วัฒน์” เป็นคนจังหวัดชัยนาท ได้แต่งงานกับ คุณณพัฐอร พักตร์อิงตะวัน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลป่าแฝก อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่หลายปี จนกระทั่งวันหนึ่งคงถึงจุดอิ่มตัวหรือว่าอย่างไร ล้มป่วยด้วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล และออกมาพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านพัก ระหว่างที่พักรักษาตัว ทำให้เริ่มกลับมาคิดทบทวนตัวเองว่าอะไรคือแนวทางความยั่งยืนที่ทำให้เราอยู่ได้อย่างพอเพียงแบบสุขกาย สบายใจ หลังจากฉุกคิดก็เริ่มหาโอกาสเปิดดูคลิปวิดีโอเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ตามสื่อออนไลน์ต่างๆ จนกระทั่งได้เจอเรื่องราวของ “อาจารย์สมศักดิ์ เครือวัลย์” ปราชญ์เกษตรแผ่นดิน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ อาจารย์ยักษ์ หรือ คุณวิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้ที่ละทิ้งตำแหน่งเลขาธิการสูงสุด ของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษฯ มาเริ่มต้นชีวิตทางการเกษตรจากระดับศูนย์ โดยอาศัยแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นตัวอย่างพิสูจน์และสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรได้เห็นว่าการทำกสิกรรมธรรมชาตินี้สามารถอยู่อย่างมั่งคั่งบนแนวทางที่พอเพียงได้จริงๆ ขนาดอาจารย์ยัก
