พืชทำเงิน
ในพื้นที่ ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ที่มีข้อมูลระบุในเอกสารหลายแห่ง ว่าเป็นพื้นที่ที่มีเห็ดตับเต่าขึ้นมากที่สุด คุณดนัย ภาคีฉาย หนุ่มกรุงเก่าโดยกำเนิด เรียนจบทางด้านการตลาด ก่อนจะทำงานดูแลระบบคลังสินค้าไม่ไกลจากบ้านมากนัก ทุกๆ วัน คุณดนัยจะไปทำงานที่บริษัท และกลับบ้านในเวลาเย็น คุณดนัยอยู่กับแม่เพียง 2 คน ดังนั้น การดูแลแม่และทุกๆ สิ่งที่แม่ทำ คือ หน้าที่ของคุณดนัย คุณดนัย อาศัยอยู่กับแม่ คือ คุณสนอง ภาคีฉาย ที่หมู่ 6 ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลายปีแล้ว ที่คุณดนัยมีรายได้สองทาง เป็นรายได้จากการทำงานประจำ และอีกทางคือ การเพาะเห็ดตับเต่าขาย “ผมไม่อยากเรียกว่าเพาะ เพราะเห็ดตับเต่าเป็นพืชพื้นถิ่นที่ขึ้นได้เองตามธรรมชาติ แต่บังเอิญว่า เห็ดตับเต่า ขึ้นในที่ดินของเรา และเรามีเทคนิคที่ช่วยทำให้เห็ดตับเต่าขึ้นได้ดี สามารถเก็บขายได้เป็นกอบเป็นกำ” อดีตคุณดนัยบอกว่า ไม่มีใครรู้ว่าเห็ดชนิดนี้กินได้หรือไม่ จนกระทั่งมีคนทางภาคอีสานมารับซื้อ เริ่มขายได้ ก็รู้ว่ารับประทานได้และหายาก เมื่อถึงฤดูกาลที่เห็ดออกตามธรรมชาติ ชาวบ้านก็เก็บขายให้กับพ่อ
สำหรับอาชีพเกษตรถือเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศและคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในช่วงอายุประมาณสัก 28-35 ปี เป็นอย่างมาก ถือเป็นปรากฏการณ์ที่แตกต่างไปจากอดีต ที่อาชีพเกษตรจะเป็นอาชีพสุดท้ายที่คนจะนึกถึง ขนาดที่ว่าลูกบ้านไหนที่มีพ่อแม่ปูทางงานด้านการเกษตรไว้ให้ก็ไม่เต็มใจอยากจะสานต่อสักเท่าไหร่ กระเสือกกระสนที่จะไปทำงานในเมืองหลวง เหตุผลส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะได้จดจำภาพที่พ่อแม่ทำแล้วลำบาก ทำแล้วมีแต่หนี้ แต่เมื่อมาถึงยุคปัจจุบันยุคที่ข้าวยากหมากแพง กลับกลายเป็นว่าอาชีพเกษตรกลายเป็นอาชีพที่เนื้อหอม ด้วยการดำรงชีวิตยุคปัจจุบันที่มีความเคร่งเครียดขึ้น แก่งแย่งเพื่อให้ตัวเองได้อยู่รอด หรือหลายคนอยากหลุดพ้นจากงานประจำ อยากมีชีวิตอิสระ เพราะฉะนั้นอาชีพเกษตรกรจึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ ทั้งในแง่ของการลดค่าใช้จ่ายประจำวันปลูกผักกินเอง รวมถึงในแง่ที่จะได้หนีจากความวุ่นวายในเมืองหลวง ไปใช้ชีวิตอิสระแบบที่อยากเป็น แต่ก็ยังคงตอบโจทย์ชีวิตที่มั่นคงได้อีกด้วย คุณปรียาภรณ์ กงเพชร หรือ คุณบุ๋ม อยู่บ้านเลขที่ 98 หมู่ที่ 12 ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม สาวบ้านนาหน้าใส ผันตัวเป็นเกษตรก
ปลายปี 2564 อากาศเย็นสบายอย่างไม่น่าเชื่อ ออกจากตัวเมืองสุพรรณบุรี มุ่งสู่อำเภอดอนเจดีย์ ไปไม่นานนัก ขวามือเป็นที่ตั้งของ บริษัท ซิตโต้ อินเตอร์เทรด จำกัด อยู่เลขที่ 272 หมู่ที่ 5 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี สังเกตุง่ายๆ คือหลังคาสีเขียว เป้าหมายของการเดินทางคือ การสัมภาษณ์ คุณสรรพ์ บุญเจริญ ผู้จัดการขาย บริษัท ซิตโต้ อินเตอร์เทรด จำกัด เมื่อเอ่ยถึง ซิตโต้ ท่านผู้อ่านไม่น้อยจะคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทนี้ที่มีปุ๋ย และปัจจัยการผลิตทางการเกษตรคุณภาพ ถือว่าเป็นผู้มีอุปการคุณกับนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านอย่างมาก วิจัย และพัฒนาพันธุ์ข้าว ส่งเสริมปลูก ซื้อคืน ส่งออก คุณสรรพ์ เริ่มให้สัมภาษณ์ว่า งานปุ๋ยและปัจจัยการผลิตยังทำอยู่ ขณะเดียวกันก็พัฒนาระบบไฮโดรโปนิกส์ อยู่ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็นการนำนวัตกรรมมาใช้พัฒนาการเจริญเติบโตของพืช สำหรับที่สุพรรณบุรี เป็นการพัฒนาพันธุ์ข้าว โดยมีที่นา 83 ไร่ครึ่ง ทำการทดสอบร่วมกับมหาวิทยาลัย เรื่องของการเก็บพันธุกรรม มีอาจารย์เป็นผู้ดูแล ทางบริษัทดูแลปัจจัยการผลิต จัดการเรื่องปุ๋ย เคมีภัณฑ์ เพื่อทำอาหารคุณภาพและปลอดภัย มีความน
หากใครผ่านไปทางถนนแม่ต๋ำฝากน้ำ และแม่ต๋ำสายใน จะพบร้านฮิมต้า การ์เด้น ในสไตล์บ้านโบราณทางภาคเหนือซึ่งแวดล้อมไปด้วยพืชผักและไม้ยืนต้น บรรยากาศน่านั่ง จะได้ชิมกับอาหารอร่อยและเครื่องดื่มเมนูสุขภาพ ชากาแฟตามสมัยนิยม รวมถึงขนม ร้านนี้เป็นของพี่น้องตระกูลฟูแสง คุณศุภัชญา ฟูแสง หนึ่งในพี่น้องตระกูลฟูแสง เล่าให้ฟังว่า เป็นบุตรของ พ่อน้อย และ แม่บุญ ฟูแสง ปัจจุบันเสียชีวิตไปหมดแล้วทั้งสองคน ทั้งได้มาซื้อที่ดินผืนนี้ประมาณ 1 ไร่กว่า ในปี 2507 เพื่อปลูกบ้านและปลูกผักขาย สำหรับเลี้ยงลูกทั้ง 6 คน ในบางช่วงพ่อน้อยต้องไปค้าขายวัวควาย ที่ตลาดนัดวัวควายตำบลแม่ต๋ำทุกวันจันทร์ ในฐานะหุ้นส่วน ส่วนลูกๆ ก็ช่วยพ่อแม่ทำสวนในช่วงหลังเลิกเรียนทุกวัน พ่อน้อย แม่บุญ ทั้งคู่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่เห็นความสำคัญของการศึกษาพยายามส่งลูกให้ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาทุกคน ในส่วนคุณศุภัชญา ถึงแม้เป็นลูกสาว ก็มีความสนใจที่จะเรียนทางสายเกษตรตามพี่ชายคนโต โดยไปเรียนที่วิทยาลัยเกษตรน่าน รุ่น 37 ในปี 2522 และสอบบรรจุเข้ารับราชการกรมส่งเสริมการเกษตร ที่สำนักงานเกษตรอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ในเดือนเมษายนปี 2522 จากนั้นจึงย้
กระผม คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ ผู้เขียน เดินทางผ่านจากบ้านค่ายลูกเสือ ถึงบ้านหนองแวง หมู่ที่ 5 ตำบลภูปอ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนถึงเทศบาลตำบลภูปอ เห็นป้ายขนาดใหญ่เชิญชวนท่องเที่ยว ริมอ่างเก็บน้ำฝายน้ำล้นห้วยแก่งน้อย คุณวิจิตรา สารปรัง ให้การต้อนรับด้วยไมตรีจิตร คุณนิยม สารปรัง อดีตข้าราชการครู ลาออกเมื่ออายุ 55 ปี ปัจจุบันอายุ 58 ปี กำลังทำความสะอาดโรงเรือนสุกรขุน อยู่ 2 คน อย่างมีความสุข ลูกสาว และลูกชาย จบการศึกษาไปทำงานมีฐานะที่มั่นคงแล้ว กลับมาเยี่ยมพ่อแม่บ้างเมื่อถึงวันหยุด “การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง” พื้นที่บริเวณนี้ 7 ไร่เศษ ตอนใต้ฝายน้ำล้น เริ่มต้นทำไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริฯ ได้รับการประสานงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เลี้ยงโคขุน 10 ตัว ไปได้ดีและพอมีกำไรสวยงามมาก เพราะเป็นการออมเงินที่ดี วัวมีอาหารคือหญ้า หากเอาเงินหมื่นไปฝากธนาคาร ดอกเบี้ยไม่กี่บาท ซื้อวัวแม่พันธุ์ 1 ตัว ผ่านไป 1 ปีคลอดลูกได้ 5-6 พันบาท หรือขุนแบบซื้อมาขายไป ได้กำไรดีมาก คุณนิยม เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนบ้านนาจารย์ หมู่ที่ 2 ต
กล้วยน้ำว้าในประเทศไทย พบว่ามีอยู่ประมาณ 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้ขาว, กลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้เหลือง และกลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้แดง โดยกล้วยน้ำว้าในแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะการใช้งานที่เหมาะสมที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น กล้วยน้ำว้าไส้ขาว ที่รู้จักกันดีคือ “กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง” เป็นกล้วยน้ำว้าไส้ขาว เมื่อนำไปทำ “กล้วยตาก” จะได้กล้วยตากที่สีเหลืองสวย ไม่ดำคล้ำ หรือเอาไปทำกล้วยแผ่นอบ ก็จะมีสีเหลืองสวยพอดี ไม่เหลืองมาก เหมือนกลุ่มกล้วยน้ำว้าเหลือง ส่วนกล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้เหลือง เหมาะสำหรับการกินผลสด ทำกล้วยเชื่อม กล้วยทอด กล้วยบวชชี เป็นกล้วยที่เหมาะสำหรับการแปรรูป ทำขนม ใช้งานได้หลากหลายที่สุด สุดท้ายคือ กล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้แดง เป็นกล้วยที่ติดผลค่อนข้างดก ไส้กลางค่อนข้างแข็ง มีความฝาด จะเหมาะนำไปทำกล้วยเชื่อม หรือทำไส้ข้าวต้มมัด เพราะไส้กล้วยมีความแข็งไม่เละ กล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้แดงนั้น ไม่เหมาะที่จะนำไปทำกล้วยตาก เพราะกล้วยตากที่มีสีคล้ำดำ สีไม่สวย ดูเหมือนกล้วยตากเก่า ในกรณีดังกล่าวก็เคยเกิดขึ้นกับผู้ปลูกหลายรายที่ส่งกล้วยน้ำว้าไส้แดงขายกับผู้ผลิตกล้วยตาก พบว่ากล้วยตากที่ได
“ฟักข้าว” นับเป็นพืชโบราณ ที่เชื่อว่ามีมาตั้งแต่ก่อนจะค้นหาพืชพรรณธัญญาหาร แต่ทุกวันนี้นับวันจะหาตามธรรมชาติยากมากขึ้น บางพื้นที่หายสูญไปเลย คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยจะรู้จัก จะเห็นมีคนที่อายุมากสักหน่อย มักจะถามหากัน ก็อาจเป็นเพราะปัจจุบัน มีสื่อเผยแพร่สรรพคุณของฟักข้าว ว่าเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเสื่อมสภาพตามกาลเวลา เช่น ผิวหนัง เส้นผม และที่สำคัญต้านทานยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอดส์ และยับยั้งมะเร็ง และมีการจดลิขสิทธิ์พืชทรงคุณค่าให้ประโยชน์ของประเทศไทยแล้ว เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ CUCURBI TACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ Momordica cochinchinens is Spreg. มีชื่อเรียกแถบภาคกลางว่า “ฟักข้าว” ทางเหนือ ที่จังหวัดตาก เรียก “ผักข้าว” แพร่-น่าน เรียก “มะข้าว” ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน เรียก “พุกู้เด๊ะ” เชียงใหม่ เรียก “ฟักข้าว” ทางอีสานทั่วไป เรียก “ฝักไฟ” จังหวัดเลย เรียก “หมากข้าว” ปักษ์ใต้ที่ปัตตานี เรียก “ขี้กาเครือ” สตูล-สงขลา เรียก “ขี้พร้าไฟ” เวียดนาม เรียก “แก็กงึก” ซึ่งที่เวียดนามนั้นมีปลูกฟักข้าวกันมาก โดยปลูกพันขึ้นไม้ระแนงข้างบ้าน ลักษณะทั่วไปของ
ลำไย จัดเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญอันดับหนึ่งของภาคเหนือที่ทำรายได้จากการส่งออกทั้งในรูปผลสด อบแห้ง และลำไยกระป๋อง คิดเป็นมูลค่าปีละไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ในอดีตแหล่งผลิตหลักของลำไยอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็นเพียงพอที่จะชักนำให้ลำไยออกดอกนอกฤดูได้ แต่ภายหลังจากการค้นพบคุณสมบัติของสารโพแทสเซียมคลอเรตด้วยความบังเอิญว่าสามารถชักนำการออกดอกของลำไยโดยไม่ต้องพึ่งอากาศหนาวเย็น นับตั้งแต่นั้นมาลำไยจึงแพร่กระจายไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้พื้นที่การผลิตลำไย จาก 3 แสนกว่าไร่ ในปี 2537 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1 ล้านไร่ ในปี 2549 ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาผลผลิตลำไยล้นตลาด ส่งผลให้ราคาผลผลิตตกต่ำ นอกจากนี้ ยังขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวผลผลิต จากปัญหาดังกล่าวได้มีการระดมความคิดจากผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิชาการ และหน่วยงานต่างๆ จากภาครัฐ โดยมีความคิดเห็นร่วมกันว่าควรมีการผลิตลำไยนอกฤดูโดยกระจายผลผลิตให้ออกสู่ตลาดหลายๆ รุ่นต่อปี แต่การผลิตลำไยนอกฤดูให้ประสบผลสำเร็จนั้นจะต้องใช้ความรู้ความเข้าใจแล
คุณบุญยืน วงค์กระโซ่ เกษตรกรหนุ่มใหญ่ อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 3 บ้านโพนไฮ ตำบลหนองแคน อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร คุณบุญยืน เล่าว่า ปลูกผักหวานป่าเป็นอาชีพเสริมมาตั้งแต่ พ.ศ. 2547 สาเหตุที่สนใจปลูกผักหวานป่า เพราะเคยไปศึกษาดูงานเรื่องการปลูกผักหวานป่า ที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ขากลับแวะซื้อต้นกล้าผักหวานป่า และเมล็ดพันธุ์กลับบ้านมาด้วย การปลูกผักหวานป่าด้วยเมล็ดของคุณบุญยืน เขาใช้วิธีการเพาะเมล็ดให้ออกรากเสียก่อน แล้วนำลงปลูก ช่วงปลูกเป็นฤดูฝน ฝนตกสม่ำเสมอ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการรดน้ำ ประกอบกับพื้นดินที่ใช้ปลูกมีความสมบูรณ์ค่อนข้างสูง การรอดของต้นกล้าจึงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ จากนั้นก็ขยายปลูกเพิ่มเรื่อยๆ จนเต็มพื้นที่ราว 11 ไร่ การดูแลรักษา คุณบุญยืน เล่าว่า ทำเหมือนกับต้นไม้อื่นทั่วไป เช่น การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยเคมี พืชที่เป็นพี่เลี้ยงก็ไม่ให้ความสำคัญมากนัก จะมีเพียงต้นลำไยซึ่งปลูกไว้ห่างๆ นอกจากนั้นยังมีต้นไม้ที่เกิดเองตามธรรมชาติบ้าง การเพิ่มปริมาณโดยไม่ต้องปลูกเพิ่ม คุณบุญยืน ใช้วิธีขุดหลุมข้างต้นผักหวานป่า หลุมที่ขุดควรห่างจากต้นแม่ ประมาณ 50-100 เซนติ
หอมหัวใหญ่…เป็นพืชผักคู่ครัว ปลูกง่าย ใช้น้ำน้อย และโตไว ปลูกได้ 2 วิธี คือ ปลูกแบบสวนหลังบ้านเพื่อเก็บผลผลิตมาบริโภค และการปลูกในเชิงการค้า จะเน้นการปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตออกมาปริมาณมากที่เพียงพอกับความต้องการของตลาด หอมหัวใหญ่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกมีรายได้และมีความมั่นคงในการยังชีพ วันนี้จึงนำเรื่อง เกษตรกรปลูกหอมหัวใหญ่แปลงใหญ่…ได้คุณภาพผลผลิต มาบอกเล่าสู่กัน คุณเจริญ พิมพ์ขาล หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี เล่าให้ฟังว่า หอมหัวใหญ่หรือหอมใหญ่ (Onion) เป็นพืชผักคู่ครัว มีสรรพคุณช่วยรักษาเบาหวาน โรคหัวใจ ลดน้ำตาลในเลือด บำรุงระบบโลหิต ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือมีวิตามินซีสูงที่เสริมสร้างให้มีสุขภาพแข็งแรง หอมหัวใหญ่ เป็นพืชผักที่ปลูกเพียง 1 ครั้ง ต่อปี เมื่อย้ายต้นกล้าอายุ 45 วัน ลงปลูกในแปลง หลังจากนั้นอีก 90-110 วัน ก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยลักษณะดอกหอมหัวใหญ่จะออกเป็นช่อ แทงขึ้นมาจากลำต้นใต้ดิน กลีบดอกสีขาว หัวหอมกลมป้อม เปลือกนอกบาง มีสีม่วงแดง เมื่อแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เกษตรกรที่รวมกลุ่มปลูกหอมใหญ่แ
