พืชทำเงิน
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นได้นั้นตัวเราทั้งสิ้นคือคนที่ทำให้เกิด เพราะนี่คือความจริงแห่งชีวิตมนุษย์ พยายามปลุกตัวเองให้เป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ พร้อมเปิดใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทุกคนย่อมมีอิสระในการใช้สมองคิดและลงมือทำในสิ่งที่เราคิด ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่น คนที่โชคดีที่สุดของชีวิตคือคนที่ชนะใจตัวเอง ควบคุมเวลาที่เดินไปตลอดเวลาให้มีคุณค่ากับชีวิตให้ได้มากที่สุด อย่าให้เวลานั้นมาควบคุมชีวิตเรา เชื่อมั่นในตัวเองให้มากที่สุด นี่คือข้อแรกที่สามารถทำให้จิตใจเราแข็งแกร่ง ทำให้มีความกล้าคิด กล้าทำกับทุกสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเอง แบบเชื่อมั่นว่าจะต้องสำเร็จได้แน่นอน เพราะมันคือวิถีชีวิตที่เกิดจากการตัดสินใจของตัวเองทั้งสิ้น ก่อนอื่นขอขอบพระคุณอย่างมากมายจากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน ที่มีแฟนๆ ให้แรงใจกันมาตลอด ทุกครั้งเมื่อหนังสือวางแผงมักจะมีการส่งเสียงโทร. (081) 846-0652 และทางเฟซบุ๊ก สมยศ ศรีสุโร หรือ ID Line Janyos จากแฟนๆ ที่ให้แรงใจเสมอมากับทุกเรื่องราวที่ได้นำมาเสนอ ขอขอบพระคุณอีกครั้ง ขอฝากคอลัมน์นี้ไว้ในอ้อมใจแฟนๆ ด้วยนะครับ ปักษ์นี้ผมมีความยินดีอย่างมากที่ได้นำเสนอเรื่
“อโรคยา ปรมาลาภา … ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ยิ่งในยุคโควิด สุขภาพดีต้องมาก่อน “ดร. โชติมา ชุบชูวงศ์” แห่งไร่โชตวัน Organic Farm ในพื้นที่อำเภอปากช่อง ตั้งใจผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพดี ป้อนเข้าสู่ตลาด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพดีกันถ้วนหน้า ก้าวสู่อาชีพเกษตรกร ดร. โชติมา ชุบชูวงศ์ เป็นนักการตลาดผู้ปั้นแบรนด์สินค้าในองค์กรเอกชนมานานกว่า 10 ปี ได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อกลับไปฟื้นฟูสวนเกษตรในพื้นที่ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นที่ดินทำกินของครอบครัวมานานกว่า 100 ปี เป็นแปลงปลูกพืชไร่ประเภทอ้อย มันสำปะหลัง รวมทั้งพืชผัก ผลไม้นานาชนิด เช่น น้อยหน่าพันธุ์พื้นเมือง กระท้อน เงาะ ทุเรียน ลำไย ฯลฯ ดร. โช ได้เปลี่ยนแปลงไร่แห่งนี้ให้กลายเป็นสวนเกษตรผสมผสาน ที่ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ โดยเข้าร่วมกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ SDGsPGS ปัจจุบันไร่แห่งนี้ ปลูกทั้งพืชผักไม้ผลนานาชนิด เช่น อะโวกาโด มัลเบอร์รี่ แก้วมังกรเหลืองอิสราเอล หมากเม่า ตะลิงปลิง เสาวรส ฯลฯ “ระหว่างทำดุษฎีนิพนธ์ ช่วงศึกษาปริญญาเอก สาขาพุทธจิตวิทยา ที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไ
หากใครไม่อยากใช้สารเคมีกำจัดแมลงในบ้านเรือน ขอแนะนำให้ลองปลูก “ดอกไพรีทรัม” เป็นพืชทางเลือกใหม่ สำหรับช่วยป้องกันและกำจัดแมลงร้ายแบบวิถีธรรมชาติที่ไม่เป็นภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม “ไพรีทรัม” ดอกไม้ของพระเจ้า ดอกไพรีทรัม เป็นพืชสมุนไพร ที่มีสรรพคุณเด่นในด้านกำจัดแมลงศัตรูพืช และเป็นยากำจัดเชื้อรา ช่วยรักษาความสมดุลทางธรรมชาติและดูแลป้องกันชีวิตมนุษย์มานานกว่า 2,000 ปี วงการพฤกษศาสตร์ระดับนานาชาติจึงยกย่องพืชชนิดนี้ว่าเป็น “ดอกไม้ของพระเจ้า” (Flower of God) การปลูกดูแล ดอกไพรีทรัมนั้น เป็นไม้ดอกทรงพุ่ม มีดอกสีเหลือง/ขาว คล้ายดอกเดซี่ หรือ เบญจมาศ มีการเจริญเติบโตคล้ายต้นผักกาดหอม และเยอร์บีร่า ไพรีทรัมมีลำต้นสั้นติดดิน ใบคล้ายใบผักชีเรียงซ้อนกันแน่นที่โคนต้น มีหัวใต้ดินคล้ายต้นรักแรก และแตกกอเพิ่มจำนวนหัวได้เป็นกลุ่ม ต้นไพรีทัมขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ดและแยกหัวใต้ดินไปปลูก หลังเพาะเมล็ดประมาณ 7 เดือน ต้นจะออกดอกได้ เมื่อได้รับอุณหภูมิต่ำกว่า 16 องศาเซลเซียส ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ (หากต้นไพรีทรัมได้รับอุณหภูมิสูงกว่า 24 องศาเซลเซียส นานกว่า 1 เดือน จะไม่ออกดอก) การปลูกไพรีทรัมให้ผ
มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ 1. ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด 2. ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ 3. ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ ไม่มีโรคและแมลงศัตรูทำลายหรือติดมา เมื่อคัดผลที่ได้ข
ยามนี้ ไม่มีข่าวสารใดที่ฟังแล้วเครียดไปกว่าการติดตามข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 อีกแล้ว แต่ละคนพยายามดูแลรักษาสุขภาพตัวเองหลากหลายวิธี ตั้งแต่สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลล้างมือ รักษาระยะห่างระหว่างบุคคล หยุดการสัญจรไปมาในสถานที่ต่างๆ ทำงานที่บ้าน รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 6-8 ชั่วโมง ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ลดจำนวนผู้ป่วย ไม่ให้เป็นภาระหนักแก่ทีมแพทย์พยาบาล กะเพรา สมุนไพรต้านเชื้อไวรัส หากใครยังมีพื้นที่ว่างเหลือที่บ้าน อยากชวนมาดูแลตัวเอง ด้วยการปลูก “กะเพรา” สมุนไพรไทยต้านไวรัส เพื่อใช้เป็นอาหารบริโภคในครัวเรือน สร้างภูมิคุ้มกันให้กับทุกคนที่คุณรัก หากใครสนใจปลูกกะเพราเป็นอาชีพเสริมรายได้ ก็ถือเป็นเรื่องดีงาม มั่นใจได้เลยว่า อาชีพปลูกกะเพรา มีโอกาสสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ เพราะกะเพราเป็นพืชสวนครัวยอดนิยมที่ปลูกดูแลง่าย ขายดี ตลาดมีความต้องการใช้กะเพราตลอดทั้งปี ยิ่งในยุคนี้ กะเพราขายดีสุดๆ เพราะกะเพรามีสารอาหารสำคัญ เรียกว่า โอเรียนทิน (orientin) ที่มีศักยภาพสูง ช่วยดูแลป้องกัน
มีเหตุผลมากมายกับการนำไผ่มาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะขายหน่อ ขายลำไผ่ และต้นพันธุ์ ทั้งยังนำไปแปรรูปในระดับอุตสาหกรรมหลายด้าน ครอบคลุมทุกปัจจัยในการดำรงชีพ แต่สำหรับ คุณวีรชาต เกิดเอี่ยม ชาวเชียงราย ที่ไม่ได้เป็นนักวิชาการ ไม่ได้เป็นครูบาอาจารย์ ไม่ใช่พ่อค้า เขาเป็นคนธรรมดาที่มองไผ่มีคุณค่าควรอนุรักษ์เพื่อให้เป็นมรดกสืบต่อกันไป คุณวีรชาต เคยมีอาชีพเป็นหัวหน้าเชฟอาหารที่โรงแรมในจังหวัดเชียงราย และเคยไปเป็นเชฟที่ต่างประเทศมาก่อน แต่หลังจากโควิด-19 ทำให้ต้องลาออก ความที่เป็นผู้ที่ชื่นชอบหลงใหลความสวยงามพันธุ์ไผ่ทุกชนิดในฐานะพืชมหัศจรรย์ที่มีคุณค่าก่อเกิดประโยชน์มากมาย ตั้งแต่ในครัวเรือนไปจนถึงระดับประเทศ จึงตั้งใจมุ่งมั่นทำไผ่ในแนวอนุรักษ์ โดยเฉพาะพันธุ์พื้นเมืองเชียงราย ขณะเดียวกันยังตระเวนไปทั่วทุกแห่งเพื่อตัดไผ่ขายส่งทั้งประเทศ เมื่อพบพันธุ์ไผ่แปลก น่าสนใจ หายาก ก็จะเก็บไว้เพื่อนำมาขยายพันธุ์เผยแพร่ การทุ่มเทเอาใจใส่กับงานอนุรักษ์พันธุ์ไผ่หลายชนิดทั้งในเชียงรายและที่อื่น ทำให้คุณวีรชาตเข้าสู่สังคมพบปะกับคนที่มีใจรักไผ่หลายกลุ่ม หลายองค์กร จนเป็นที่รู้จักแล้วเรียกขานเขาว่า “ลุงไทย ไผ่เชียงราย
บ้านห้วยหาด เป็นชุมชนคนพื้นราบลุ่มเชิงเขา ที่ย้ายถิ่นฐานมาจากหมู่บ้านต่างๆ ในเขตพื้นที่ตำบลอวน อำเภอปัว ซึ่งมี ร้อยโท สรรณทิพย์ ว่องไว เป็นผู้ก่อตั้งหมู่บ้าน ตามแผนยุทธศาสตร์ป้องกันอันเป็นคอมมิวนิสต์ อันอยู่ภายใต้การควบคุมของ พลตรี ประหยัด รอดโพธิ์ทอง ซึ่งเป็นผู้บังคับการกองพลทหารม้า ร่วมพัฒนาหมู่บ้าน โดยได้อบรมไทยอาสาป้องกันชาติให้กับชาวบ้าน รวมไปถึงได้สร้างอาคารเรียนให้กับหมู่บ้าน เมื่อปี พ.ศ. 2523-2524 ในช่วงเวลานั้นมีผู้คนไทลื้อบ้านห้วยหาด เพียง 37 หลังคาเรือน ชาวบ้านผู้สูงอายุได้เล่าให้ฟังว่า “เกือบสี่สิบปีมาแล้วที่ นายพูนชัย เนียมวัฒนะ นายอำเภอปัวในขณะนั้น ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ปกครองอำเภอปัว ได้เข้ามาเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน แต่เนื่องจากคณะกรรมการหมู่บ้าน บ้านห้วยหาดเคยเป็นฐานที่ตั้งของผู้ก่อการร้าย ชาวบ้านเคยได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเหยียบกับระเบิด ทำให้ชาวบ้านบางส่วนทยอยอพยพกลับภูมิลำเนาเดิม จึงทำให้ผู้คนลดจำนวนลงเหลือเพียง 17 หลังคาเรือนเท่านั้น ผู้คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตร มีผู้นำหมู่บ้านหลายคนเข้ามาทำหน้าที่ปกครองดูแล เริ่มตั้งแต่ นายสวาย นายสยุด ใหม่น้อย นายประช
“มะพร้าว” เป็นพืชพื้นถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตชาวบ้านจังหวัดสมุทรสงครามมาอย่างยาวนาน ในฐานะพืชอาหาร พืชสมุนไพรคู่ครัว อีกทั้งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างอาชีพและรายได้ก้อนโตให้แก่เกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม หากใครอยากเรียนรู้ บทบาท “มะพร้าว” ในวิถีชีวิตชาวบ้านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขอแนะนำให้แวะไปที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ ซอยบ้านปรก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ที่นี่ผู้มาเยือนทุกท่านจะได้เรียนรู้เรื่องมะพร้าวอย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูกดูแล การใช้ประโยชน์มะพร้าวแบบเจาะลึกครบทุกมิติกันเลยทีเดียว มะพร้าวเพื่อชีวิต บ้านริมคลองโฮมสเตย์ ภาคภูมิใจในวิถีชีวิตชาวสวนมะพร้าว จึงก่อตั้ง “พิพิธภัณฑ์มะพร้าว” เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของมะพร้าว พืชมหัศจรรย์คู่วิถีไทยและคู่ครัวไทยให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักธรรมชาติมะพร้าวในทุกแง่มุม ตั้งแต่การปลูก การแปรรูป การใช้ประโยชน์ ในฐานะพืชอาหารและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่เกิดจากมะพร้าว ภายในพิพิธภัณฑ์มะพร้าว จัดแสดงนิทรรศการพันธุ์มะพร้าวไทย ทำให้รู้ว่า มะพร้าว ที่ปลูกในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มต้นสูง ออกผลช้า มีสะโพกที่โคนต้น ผสม
ค่ำวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564 มีการเสวนาย่อย หัวข้อ ทุเรียนปลอดภัยจากสารเคมีไหม ภายใต้หัวข้อใหญ่จักรวาลทุเรียน จัดโดยมูลนิธิชีววิถี ซึ่งสามารถรับฟัง on line ย้อนหลังได้ที่เพจของ Biothai นะครับ บางประเด็น เช่น เรื่องทุเรียนสวนเมืองนนทบุรี ผมเคยสรุปมาเสนอไว้บ้างแล้ว สำหรับเสวนาย่อยเรื่องทุเรียนและสารเคมีนี้ เป็นการชวนคนทำสวนทุเรียน นักวิชาการเกษตร และผู้ปฏิบัติงานเฝ้าระวังสารเคมีตกค้างในผัก ผลไม้ มานั่งคุยกันถึงสภาวะความเป็นไปได้ของสวนทุเรียนอินทรีย์ในปัจจุบัน ซึ่งก็นับว่าเป็นคำถามที่ท้าทาย ไม่เฉพาะวงการทุเรียนหรอกครับ หากเป็นโจทย์ทางเลือกสำคัญของเกษตรกรในอนาคตด้วย ถ้าใครได้ลองเข้าไปฟังหัวข้อนี้มาแล้ว คงรู้สึกเหมือนผม ว่าเหมือนเราได้ก้าวเข้าไปเหยียบบนทางสองแพร่งสามแพร่ง โดยมีผู้ที่เหยียบย่างผ่านไปแล้วมาคอยบอกเล่านานาประสบการณ์อย่างออกรส โดยเฉพาะ “คำถามใหญ่” เรื่องความเป็นไปได้/ไม่ได้ ของการทำเกษตรอินทรีย์ในกรณีทุเรียน ผลไม้ที่ดูเหมือนต้องการการดูแลประคบประหงมละเอียดลออทุกขั้นตอน ทั้งมีมูลค่าผลผลิตสูงสุดในปัจจุบัน สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ฟัง ผมคิดว่าคงไม่สามารถย่นย่อการสนทนาหัวข้อนี้ลงได้ใน
เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอปัญหาการเรียกชื่อพืชพันธุ์ผักไม่เหมือนกันมาบ้างนะครับ เมื่อลองไล่ๆ ดูแล้ว ก็พบว่ามีหลายกรณีทีเดียว เช่นว่า ผู้คนรุ่นเก่าๆ ในเขตภาคเหนือและบางส่วนของภาคกลาง มักเรียก ขึ้นฉ่าย ว่า “ตั้งโอ๋” เสมอ เมื่อเข้าร้านอาหารสั่งปลาช่อนผัดใบตั้งโอ๋ ก็จะเป็นผัดขึ้นฉ่ายทุกครั้ง ใบเบย์ (bay leaf) ถูกเรียกในครัวไทยว่า “ใบกระวาน” มาตลอด ทั้งๆ ไม่ใช่เป็นใบของต้นกระวาน (cardamom) แต่อย่างใด เม็ดยี่หร่า (cumin) ซึ่งเป็นพืชตระกูล “เทียน” ชนิดหนึ่งในกลุ่มสมุนไพรไทยโบราณนั้น ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเมล็ดของต้นไม้ใบฉุนที่คนภาคใต้เรียกยี่หร่า (tree basil) กระทั่งหนังสือตำราอาหารภาษาไทยหลายเล่มก็ยังเขียนไว้เช่นนั้น เลยกลายเป็นความเข้าใจผิดที่แก้ไขยากที่สุดไปอีกข้อหนึ่ง ส่วนกรณี “ใบยี่หร่า” ที่ร้านข้าวแกงปักษ์ใต้เรียกสั้นๆ ว่า “ใบรา” พบได้ในแกงเนื้อ หรือแกงปลาดุกนั้น แถบภาคกลางมีหลายชื่อ อย่างเช่นแถบกาญจนบุรี เรียก “กะเพราควาย” บ้าง “กะเพราช้าง” บ้าง ทว่าส่วนใหญ่เมื่อเอ่ยถึงยี่หร่าก็จะเข้าใจร่วมกันได้ว่าคือต้น tree basil นี้ แต่มีอีกชื่อหนึ่งที่คนภาคเหนือใช้เรียกใบยี่หร่าด้วย คือเรียกว่า “ใบจันทน์
