พืชทำเงิน
มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ เมื่อปลูกด้วยวิธีธรรมชาติจะได้มะพร้าวอ่อนที่มีน้ำหอมบริสุทธิ์ให้ดื่มพร้อมกับได้ลิ้มรสเนื้อมะพร้าวอ่อนที่เอร็ดอร่อย มีวิตามินและเกลือแร่ที่ช่วยบำรุงสมอง เสริมสร้างร่างกายผู้บริโภคให้มีสุขภาพแข็งแรง มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์มีทั้งการปลูกเป็นพืชแซมหรือปลูกเป็นสวน หลังจากปลูก 2 ปีขึ้นไป ก็มีมะพร้าวอ่อนให้ตัดเก็บไปขาย 35-45 บาท ต่อผล ทำให้ผู้ปลูกหรือผู้ค้ามีรายได้ มีความมั่นคงต่อการยังชีพ ในสภาวะเศรษฐกิจแปรปรวน การปลูกมะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์เพื่อการค้าและเสริมสร้างรายได้จัดเป็นอาชีพทางเลือกที่น่าสนใจ วันนี้จึงนำวิถีเรื่อง มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ ทางเลือกใหม่ ปลูก ขาย รายได้มั่นคง มาบอกเล่าสู่กัน คุณลุงประสงค์ หรือ ผู้ช่วยศาสตรจารย์ประสงค์ ทองยงค์ เกษตรกรทำสวนมะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ เล่าให้ฟังว่า มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ เป็นมะพร้าวอ่อนที่เหมาะสำหรับการดื่มน้ำหอมบริสุทธิ์ ได้กินเนื้อมะพร้าวอ่อนรสอร่อย มีวิตามินและเกลือแร่ที่เสริมให้ผู้บริโภคได้มีสุขภาพแข็งแรง มะพร้าวมี 2 กลุ่ม คือ มะพร้าวอ่อนหรือมะพร้าวน้ำหอม และมะพร้าวแกง การปลูกมะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ทำได้ทั้งในพื้นที่ลุ่มและที่ดอน
การมีธุรกิจส่วนตัว มีอาชีพอิสระที่เป็นนายตัวเอง คงเป็นอาชีพในฝันของใครหลายๆ คน แต่แน่นอนว่าการจะมายืนในจุดที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง อาชีพที่เป็นนายตัวเองได้นั้น หนทางในการไปสู่ความสำเร็จคงจะไม่เรียบง่ายอย่างแน่นอน ดั่งเช่น คุณศราวุธ จับใจ หรือ คุณต้อม (สามี) อายุ 31 ปี และ คุณอรพินท์ รินทรท้าว อายุ 34 ปี หรือ คุณโบว์ (ภรรยา) อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 8 ตำบลวังเงิน อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ปัจจุบัน ทั้งคู่เป็นเจ้าของฟาร์มเห็ด คุณศราวุธ กล่าวว่า อดีตตนเองและภรรยาก็มีอาชีพเป็นพนักงานบริษัททั่วไปในจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่แท้จริงแล้วตนเองเป็นคนจังหวัดสุโขทัย ส่วนคุณอรพินท์ ภรรยา เป็นคนจังหวัดลำปาง ทั้งคู่ทำงานบริษัทไปประมาณระยะเวลาหนึ่ง ต่างฝ่ายก็ต่างเริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับอาชีพของการเป็นพนักงานบริษัท อยากกลับไปอยู่บ้านเกิด มีอาชีพอิสระเป็นของตนเอง และมีเวลาได้ดูแลคนในครอบครัวมากขึ้น คุณศราวุธ และคุณอรพินท์ จึงปรึกษากันว่า เรากลับบ้านไปทำอาชีพเกษตรกรกันดูไหม เนื่องจากคุณอรพินท์ และคุณศราวุธ เติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพอิสระ สามารถสร้างธุรกิจของตนเองได้ มีสภาพแวดล้อมที่ดีอยู่ก
“อาร์ทูอีทู” จัดเป็นมะม่วงพันธุ์การค้าของประเทศออสเตรเลีย พัฒนามาจากมะม่วงพันธุ์เคนท์ (Kent) ผลมีลักษณะกลม เนื้อแข็ง ผลค่อนข้างใหญ่ น้ำหนักผลเฉลี่ยประมาณ 800 กรัม-1 กิโลกรัม ต่อผล เมื่อสุกผิวผลจะมีสีเหลืองอมแดง เนื้อสีเหลืองมะนาว ไม่มีเสี้ยน รสชาติหวาน เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยวได้นาน เมื่อนำมาปลูกในประเทศไทยได้ผลผลิตและคุณภาพไม่แพ้ที่ปลูกในออสเตรเลีย ปลูกได้ในทุกพื้นที่ในบ้านเราที่ปลูกมะม่วงได้ (ยกเว้นภาคใต้) มีคำยืนยันมาจากพ่อค้าส่งออกมะม่วงว่า อาร์ทูอีทูในบ้านเรา ขนาดผล สีสันมีสีแดง ได้คุณภาพไม่แพ้มะม่วงอาร์ทูอีทูที่ปลูกประเทศออสเตรเลียได้อย่างแน่นอน เพียงแต่จะต้องปรับปรุงเทคนิคในการผลิตและวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวให้ดีขึ้น เช่น การตัดแต่งกิ่งช่วยให้ผลมะม่วงได้รับแสงแดดเต็มที่ ทำให้ผิวผลมีสีแดงจัดสม่ำเสมอทั่วผล หรือจะเป็นการใช้ถุงห่อชุนฟงเข้ามาช่วย เป็นต้น ข้อได้เปรียบหนึ่งของมะม่วงอาร์ทูอีทูที่ปลูกในไทยคือ ค่าแรงงานถูกกว่าค่าแรงงานในประเทศออสเตรเลีย ที่ อ.บางแพ จ.ราชบุรี นอกจากจะมีการเลี้ยงกุ้งที่เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดแล้ว ในพื้นที่ก็ย
วันนี้ได้รับการชักชวนจาก “คนหัวใจเกษตร” คนหน้าเดิม ทนายขจรศักดิ์ เบ็ญชัย ทนายความ ผู้รักการทำเกษตร และเป็นอดีต ส.อบจ. สกลนคร เขตอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ไปที่บ้านโนนคนึง หมู่ที่ 8 ตำบลแพด อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร ที่ไม่ยอมนอนอยู่บ้าน ทั้งนี้ โดยบอกว่า แม้เชื้อไวรัส โควิด-19 จะร้ายแรงก็ไม่สามารถมาใก้ลตัวเขาได้ เพราะมีการรักษาป้องกันตัวเองและครอบครัวเป็นอย่างดี โดยไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับใครหากไม่จำเป็น โดยเฉพาะคนแปลกหน้าจะไม่มีโอกาสมาหา โดยหลบตัวเองออกไปอยู่ที่ท้องไร่-ท้องนา ทำเกษตรแบบเงินมาหา หรือว่าส่งสินค้าทางมือถือ หรือที่เรียกกันว่า สั่งทาง “ออนไลน์” เป็นเกษตรกรที่ทันสมัย แต่ห่างไกล โควิด-19 รถกระบะ หรือที่เรียกว่า “ปิกอัพ” พาเรามุ่งหน้าออกจากจังหวัดสกลนคร โดยนัดแนะกับ ทนายขจรศักดิ์ เบ็ญชัย ที่ปั๊มน้ำมันมีชื่อแห่งหนึ่ง ที่มีการบริการครบเครื่อง ทั้งเครื่องดื่มและอาหาร นั่งจิบกาแฟรอประมาณ 10 นาที กาแฟยังไม่หมดแก้ว ทนายคนดี คนเก่งที่พึ่งของชาวบ้านด้านกฎหมาย แต่หัวใจเกษตร ก็ขับรถเข้ามา ซดกาแฟหมดหยดสุดท้าย สะพายกล้องและกระเป๋ามาขึ้นรถ โดยมีเพื่อนที่ชอบงานด้านเกษตร 2 คน นั่งอยู่ตอนหลัง
เห็ดแครง หรือ เห็ดตีนตุ๊กแก เป็นเห็ดที่เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนชื้น เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ พบเห็นได้บ่อยบนท่อนไม้ยางพาราและไม้เนื้ออ่อนทั่วไป โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมนำมาประกอบอาหารเป็นหลากหลายเมนู เช่น เห็ดแครงหมกสมุนไพร คั่วกลิ้ง แกงกะหรี่ ห่อหมก ลวกยำ ลาบ หรือไข่เจียวเห็ดแครงก็อร่อยไม่น้อย ซึ่งนอกจากความอร่อยเด็ดแล้ว เห็ดแครงยังอุดมไปด้วยธาตุอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย ทั้งโปรตีน ไฟเบอร์ที่สูง และยังมีสารที่มีคุณสมบัติในการต้านไวรัส ซึ่งด้วยจุดเด่นของเห็ดแครงที่มีรอบด้าน ทำให้ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเพาะเลี้ยงระบบปิดในโรงเรือนที่มีมาตรฐานปลอดภัย และสามารถเพาะเลี้ยงผลผลิตให้ออกได้ทั้งปี คุณบุญเลิศ ไชยคง หรือ พี่เลิศ อยู่บ้านเลขที่ 49/4 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านทำเนียบ อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ที่มีฝีมือการเพาะเห็ดไม่เป็นสองรองใคร ใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับการเพาะเห็ดมานานกว่า 7 ปี เรียนรู้พัฒนาจนเข้าใจธรรมชาติของเห็ดหลากหลายชนิดตามที่ตลาดต้องการ เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดหลินจือ เห็ดขอนขาว และเห็ดแครง ที่เป็นเห็ดน้องใหม่ของฟ
อะโวกาโด เป็นไม้ผลที่กำลังมาแรงของอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ปลูกได้ง่ายและเจริญเติบโตดีในสภาพอากาศที่เอื้อให้ผลผลิตดก และสมบูรณ์ในเรื่องขนาดและรสชาติที่แตกต่าง ทำให้เป็นที่สนใจของตลาด มีราคาสูงเป็นที่ถูกใจของเกษตรกรจึงหันมาปลูกเพิ่มมากขึ้น “เทพนา” เป็นสวนอะโวกาโดขายผลผลิตและต้นพันธุ์ ตั้งอยู่เลขที่ 229 บ้านเทพพนา หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ สวน “เทพนา” ปลูกอะโวกาโดเฉพาะพันธุ์แฮสส์อย่างเดียว มีระบบการจัดสวนที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐาน แล้วยังจับมือกับภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญจัดทำโครงการพัฒนาสายพันธุ์อะโวกาโดด้วยการเปิดศูนย์เรียนรู้ให้แก่เกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานการผลิตต้นพันธุ์ การปลูก การดูแลรักษา การแปรรูป ทั้งคุณภาพและการจัดการ ตอบรับความต้องการของตลาดผู้บริโภค ทั้งยังวางเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ให้ดีขึ้น ปลูกเชิงการค้า พร้อมสร้างรายได้ให้ชุมชน คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ เจ้าของสวน “เทพนา” กล่าวว่า สวนแห่งนี้ดำเนินการในรูปแบบของการค้าและพัฒนาชุมชนควบคู่กันไป ส่วนจุดประสงค์ของการพัฒนาสายพันธุ
ผักหวานป่าเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่ปลูกและเพาะขยายพันธุ์ค่อนข้างยาก เกษตรกรชาว อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ใช้ภูมิปัญญาขยายพันธุ์ผักหวานป่าโดยวิธีการสับราก นายคำมี ปุ้งโพธิ์ เกษตรกรชาวบ้านป่าเป้ง ตำบลแวงน้อย อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น นับเป็นเกษตรกรที่มีความรู้ และมีความชำนาญในด้านการขยายพันธุ์ผักหวานป่าโดยวิธีการสับราก นายคำมี เล่าว่าการเพาะขยายพันธุ์ผักหวานป่าด้วยวิธีการสับรากนั้น เป็นอีกหนึ่งวิธีการขยายพันธุ์ที่เป็นความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน กรณีที่เรามีต้นผักหวานอยู่แล้ว ทำได้ง่ายๆ โดยใช้วิธีขุดดินข้างต้นผักหวานป่าเพื่อหารากผักหวาน ความลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร หลุมที่ขุดควรห่างจากต้นพันธุ์ ประมาณ 50-100 เซนติเมตร เมื่อพบรากให้ใช้เสียมสับรากของต้นผักหวาน และใช้กระบอกไม้ไผ่ ครอบไว้เพื่อป้องกันการถูกทำลาย ปล่อยไว้ประมาณ 15 วัน ต้นผักหวานจะแตกยอดงอกเป็นต้นผักหวานต้นใหม่ ทำให้ได้ต้นผักหวานป่าเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การขยายพันธ์ด้วยวิธีสับรากนั้น ต้องดูที่ขนาดและอายุของต้นผักหวานด้วย สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการขยายพันธ์ด้วยวิธีนี้คือช่วงปลายฤดูฝน หรือช่วงปลายเดือนตุลาคมจะได้ผลดีที่สุด ซึ่งการขยายพันธุ์
ในระยะนี้จะมีฝนตกและฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ให้หมั่นสังเกตอาการของโรคต้นเน่า มักพบแสดงอาการในระยะที่ต้นข้าวโพดเริ่มออกดอกจนถึงระยะต้นข้าวโพดติดฝัก ซึ่งในระยะนี้ต้นข้าวโพดจะอ่อนแอต่อโรคนี้มาก โดยอาการของโรคจะพบใบข้าวโพดมีสีเขียวอมเทา ต่อมาใบจะเหี่ยวสลด และไหม้แห้งตาย ส่วนบริเวณลำต้นเหนือดินพบแผลสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้ม ต่อมาแผลจะแห้งยุบตัวลง ลำต้นจะแตกหรือฉีก เมื่อผ่าดูภายในลำต้นจะพบเนื้อเยื่อบริเวณที่เกิดอาการของโรคเป็นสีชมพูอมม่วง ลำต้นจะกลวงเพราะถูกเชื้อราย่อยสลาย ทำให้ต้นหักล้มได้ง่าย เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ กรณีเริ่มพบการระบาดของโรค ให้เกษตรกรถอนต้นข้าวโพดที่แสดงลักษณะอาการของโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที และควรหมั่นกำจัดวัชพืชภายในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความชื้นสะสมในแปลงปลูก รวมทั้งก่อนการปลูกข้าวโพดในฤดูต่อไป เกษตรกรควรไถพรวนพลิกดินขึ้นมาตากแดด 2-3 แดด โดยไถให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจตกค้างในดิน และช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก จากนั้
หลังได้รับข้อมูลว่า ณ บ้านพะโค ตำบลท่าแร่ อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร มีเกษตรกรท่านหนึ่งรักการเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้-ใบหญ้า ตั้งแต่ปลูกผักชี ไปจนถึงไม้ยืนต้นที่ให้ผลผลิตแทบทุกชนิด แม้วัยจะล่วงเข้าเกือบ 80 ปี ก็ยังขยันขันแข็ง ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติด้วยการปลูกพืชไว้มากมาย แต่ที่สำคัญท่านผู้เฒ่ารายนี้ปลูกแล้วมักจะมอบให้หรือแจกฟรี สำหรับผู้ที่ต้องการนำไปปลูก วันนี้มีโอกาสดี จึงเดินทางไปที่บ้านพะโค ห่างจากตัวเมืองสกลนคร ราว 35 กิโลเมตร ขับรถเลาะเลียบริมหนองหาร แหล่งทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ที่รองลงมาจากบึงบอระเพ็ด มุ่งหน้าออกจากตัวเมืองสกลนคร ไปตามถนนสายสกลนคร-นครพนม ที่มองดูท้องทุ่งนาเริ่มเขียวชอุ่ม ด้วยข้าวกล้าที่เกษตรกรลงมือหว่านและปักดำ ด้วยใจเบิกบาน มองผ่านไปทางด้านทิศตะวันออก มองเห็นท้องน้ำกว้างใหญ่ของหนองหาร สายหมอกและก้อนเมฆ ลอยอ้อยอิ่ง จับกันเป็นกลุ่มก้อน ขาวเป็นเงาทะมึนเมื่อกระทบแสงแดด ทำให้มองแล้วเพลินตา ฟากน้ำโพ้น มองเห็นทิวเทือกเขาภูพาน เป็นสีเขียวครามเย็นตาเป็นเงางาม หมอบสงบนิ่งอย่างทรนง สวยงามแฝงไว้ความน่าเกรงขาม ใช้เวลานั่งรถประมาณครึ่งชั่วโมงมาถึงหมู่บ้า
ปัญหาเดียวที่แก้ไม่ตกของเกษตรกรไทย คือ ภัยจากธรรมชาติ อาทิ ภัยแล้งและน้ำท่วม ซึ่งเกษตรกรที่ทำนาในหลายพื้นที่ ได้เลิกทำนาปรัง แล้วหันมาปลูกพืชน้ำน้อยทดแทน บางรายมีรายได้มากกว่าปลูกข้าวเสียอีก เช่นเดียวกับคุณนงลักษณ์ สิงห์แอ้ซ์ เกษตรกรจังหวัดพิจิตร วัย 65 ปี หันมาปลูกมันญี่ปุ่น และมันเทศอีกหลายๆ สายพันธุ์ สลับกับทำนาปรัง ซึ่งมันญี่ปุ่นใช้น้ำน้อย สู้ภัยแล้งได้ดี ทำเงินได้ทั้งปี คุณนงลักษณ์ เผยว่า เป็นเกษตรกรปลูกข้าวมาตลอดทั้งชีวิต เดิมทำนาปี ปลูกข้าวหอมมะลิ พื้นที่ 36 ไร่ กระทั่งประสบปัญหาภัยแล้งน้ำน้อย เคยแก้ปัญหาด้วยวิธีไปซื้อน้ำบาดาล ระยะหลังสู้ราคาไม่ไหว เลยปรับมาเป็นนาปรัง และปลูกมันญี่ปุ่นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ลักษณะเป็นการปลูกสลับกับการทำนาข้าว สำหรับจุดเริ่มต้นที่คุณนงลักษณ์คิดอยากปลูกมันญี่ปุ่น เธอบอกว่า น้องสาวกลับจากประเทศญี่ปุ่น โดยซื้อมันญี่ปุ่นมาด้วย 5 กิโลกรัม ในราคา 600 บาท จึงทดลองปลูก เพราะขายได้ราคาดี ใช้ระยะเวลาปลูกไม่นานมากเพียง 95 วันเท่านั้น หนที่สุด เลยทดลองปลูก “ช่วงเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิ เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว จะเตรียมแปลง เพื่อลงมันญี่ปุ่น
