พืชทำเงิน
พบเห็นกระท้อนปลูกอยู่ใกล้บ้านน้อย ให้เดาคงเป็นเพราะขั้นตอนบางอย่าง ยุ่งยากกว่าจะได้ลิ้มชิมรสโดยเฉพาะการห่อ แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงสำหรับผู้ปลูก กระท้อน หากตั้งใจจริง หากสนใจปลูกกระท้อน ก็แวะไปตามร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ เขามีให้เลือก อาจเป็นสายพันธุ์อีล่า หรือปุยฝ้าย ทุกวันนี้เขาไม่มีพันธุ์ปลอม เพียงแต่อีล่า อาจหายากสักหน่อย เขาอาจถามกลับมาว่า ปุยฝ้ายได้ไหม หากพอใจก็ซื้อมาปลูกได้ หลังปลูกผ่านปีที่ ๓-๔ ไปแล้ว กระท้อนก็จะเริ่มให้ผลผลิต ปลูกกระท้อน เมื่อมีผลผลิตหากไม่ห่อไม่ได้กินแน่ เพราะแมลงวันทองจะวางไข่ ตัวหนอนชอนไช ในผลเสียหายแมลงวันทองเริ่มวางไข่เมื่อผลเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง ดังนั้น ควรห่อผลตั้งแต่กระท้อนมีขนาดเท่ามะนาว วิธีการห่อใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษถุงปูนซีเมนต์ หรืออาจเป็นใบต้องแห้งก็ได้ ผู้ที่ปลูกมากๆ เป็นการค้า ก่อนห่อเขาจะใช้สารเคมีหรือสารสกัดชีวภาพฉีดพ่นให้ แต่หากปลูกแบบมือสมัครเล่น ไม่จำเป็นต้องพ่นก็ได้ การห่อผลนอกจากจะป้องกันแมลงวันทองทำลายแล้ว ยังช่วยให้ผลไม้มี ขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์อีกด้วย การห่อเป็นการหลีกเลี่ยงสารเคมีได้อย่างดี เผยแ
อำเภอบันนังสตา เป็นอำเภอหนึ่งที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อจากตัวอำเภอเมืองยะลาตามเส้นทางลงไปสู่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ใต้สุดแดนสยาม อันเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง แต่แม้อำเภอบันนังสตาจะไม่ได้ถูกจดจำว่ามีการเกษตรชนิดใดโดดเด่นเป็นหลัก แต่เมื่อถึงฤดูที่ทุเรียนให้ผลผลิต ก็มีทุเรียนหมอนทองจำนวนไม่น้อยที่ออกจากพื้นที่นี้ไป คุณอาลี บือแน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา พาเราเข้าพื้นที่ไปดูแปลงทุเรียนหมอนทอง ที่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเองการันตีว่า หมู่ที่ 2 เป็นแปลงปลูกทุเรียนหมอนทองแปลงใหญ่ที่สุดของอำเภอบันนังสตา คุณอาลี บอกว่า เดิมชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกยางพารา มีอาชีพกรีดยางขาย เป็นหลัก แต่เมื่อราคายางตกต่ำ ชาวบ้านหลายรายคิดเปลี่ยนอาชีพ ที่มองเห็นช่องทางของรายได้ขณะนั้นคือ การปลูกทุเรียน เพราะไม่มีปีใดที่ทุเรียนราคาถูก ทำให้มีเกษตรกร จำนวน 114 ราย โค่นยางพาราและปลูกทุเรียนหมอนทอง เฉลี่ยมีพื้นที่ปลูกทุเรียนหมอนทอง ประมาณ 5 ไร่ ต่อราย รวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ โดยในจำนวนนี้ มีเกษตรกรคุณภาพ 13 ราย การรวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ระบุว่า เพราะช่วย
อาจารย์ประทีป กุณาศล นักวิชาการพืชสวนอิสระ อดีตข้าราชการกรมวิชาการเกษตร และเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการพืชสวน ของ “นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน” ได้แนะนำให้ผู้เขียนไปเยี่ยมชม “สวนคุณปาน รีสอร์ทเขาใหญ่” ที่โดดเด่นในเรื่องเทคนิคการผลิตองุ่นแบบประณีต เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตองุ่น ตามคำแนะนำของ ดร. ชินพันธ์ ธนารุจ สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จนประสบความสำเร็จด้านการผลิตและการตลาด ทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้เรื่องการจัดการสวนองุ่นอย่างมืออาชีพ จากเส้นทางถนนธนะรัชต์ ขับผ่านแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง “ปาลิโอ เขาใหญ่” ก่อนถึงด่านเก็บเงินขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยมาประมาณ 7 กิโลเมตร ขับตรงไปเรื่อยๆ ผ่านคีรีมายากอล์ฟรีสอร์ทแอนด์สปาเขาใหญ่ และครัวกำปั่น ประมาณ 500 เมตร ก็จะถึงสถานที่ตั้งของสวนองุ่นแห่งนี้ สังเกตด้านขวามือ มีบ้านทรงไทยหลังใหญ่ ด้านหน้ามีป้ายขนาดใหญ่ ติดชื่อ “สวนคุณปาน รีสอร์ทเขาใหญ่” สวนแห่งนี้อยู่ก่อนทางเข้าหมู่บ้านคลองเดื่อ ปัจจุบัน “สวนคุณปาน รีสอร์ทเขาใหญ่” ตั้งอยู่เลขที่ 8/3 หมู่ที่ 6 บ้านคลองเดื่อ ถนนทางหลวงชนบท นม.
20จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองมะขามหวาน แต่รู้หรือไม่ว่าพืชที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันก็คือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ซึ่งที่นี่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากที่สุดในประเทศไทย คือกว่า 8 แสนไร่ (ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2562/63) และในครั้งนี้จะบุกไปพบ “คุณสีไพร แก้วสุวรรณ” เกษตรกรหัวก้าวหน้าแห่งอำเภอหล่มเก่าที่ช่างคิดช่างวางแผน และทำการเกษตรพื้นที่กว่า 50 ไร่ แบ่งเป็นมะขาม 40 ไร่ และเกษตรแบบผสมผสานอีก 10 ไร่ หมุนเวียนปลูกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยาสูบ และผัก ทำให้มีรายได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ได้ผลผลิตมากถึง 2 ตัน ต่อไร่ ได้กำไรงามทุกปี ว่าเขามีวิธีการอย่างไร วางแผนการปลูกให้ดี ทำให้มีรายได้ตลอดปี คุณสีไพร เผยว่า การทำเกษตรแบบผสมผสานของตน จะปลูกพืชหลากหลายชนิด แบ่งตามฤดูกาลและความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศ ลองผิดลองถูกมาจนประสบความสำเร็จเช่นในปัจจุบัน ส่วนเคล็ดลับการสร้างรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปีนั้น สิ่งสำคัญคือ การจัดการพื้นที่การเกษตร วางแผนการเพาะปลูก เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตตกต่ำ หากปลูกแค่ชนิดเดียวแล้วราคาผลผลิตไม่ดี จะทำให้ไม่
นอกจากส้มเขียวหวานและส้มโอที่มีการปลูกในประเทศมาเป็นเวลาช้านานแล้ว ในระยะเวลาต่อมาเกษตรกรได้ทำการคัดเลือกต้นพันธุ์ และพัฒนาสายพันธุ์เดิมที่มีอยู่ รวมทั้งมีการนำพันธุ์ส้มชนิดและสายพันธุ์ต่างๆทั้งส้มโอ ส้มติดเปลือก และโดยเฉพาะส้มเปลือกล่อนจากต่างประเทศ เข้ามาทดลองปลูกอีกหลายสายพันธุ์ ส้มบางสายพันธุ์ที่มีการปรับตัวและการพัฒนาที่ดี สามารถเจริญเติบโตให้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับและต้องการของผู้ บริโภค ทำให้ปัจจุบันมีสายพันธุ์ของส้มเปลือกล่อน และส้มที่มีความหลากหลาย ทั้งด้านลักษณะคุณภาพ และรสชาติ ให้เลือกบริโภคตามความต้องการ ปัจจุบันมีส้มเปลือกล่อนที่เกษตรกรนิยมปลูกในประเทศ ได้แก่ 1.ส้มเขียวหวาน พันธุ์บางมด (บางล่าง/กิ่งอ่อน) 2.ส้มเขียวหวาน พันธุ์แหลมทอง (บางบน/กิ่งแข็ง) 3.ส้มสีืองหรืส้มผิวทองซึ่งตามความเป็นจริง คือส้มเขียวหวาน หรือพันธุ์แหลมทอง ที่นำไปปลูกจังหวัดน่านและจังหวัดเชียงใหม่ หากแต่ผลส้มที่มีสีของเปลือกผลเป็นสีส้มแดง แทนที่จะมีเปลือกเป็นสีเขียว เนื่องจากอิทธิพลของอากาศเย็น 4.ส้มฟรีมองต์ 5.ส้มสายน้ำผึ้ง (หรือส้มโชกุน) 6.ส้มออร่า (พวงทอง/ออร่า 9) 7.ส้มซัสซุมา 8.ส้มพองแกน
“ฝรั่ง” เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางด้านโภชนาการ เนื้อกรอบมีรสชาติอร่อยกลมกล่อม ฝรั่งปลูกดูแลง่าย ให้ผลผลิตจำนวนมาก ขายได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี เกษตรกรจึงนิยมปลูกฝรั่งเป็นไม้ผลทำเงินกันอย่างแพร่หลาย การเตรียมแปลงปลูก เกษตรกรนิยมปลูกฝรั่งบนคันร่อง ก่อนปลูกดินจะต้องตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน เพื่อทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของโรคแมลงศัตรูพืชต่างๆ ให้หมดไป จากนั้นเตรียมหลุมปลูกกว้างยาวลึกด้านละประมาณ 1 ศอก หรือด้านละ 30 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกหรือขี้ไก่ และแกลบ รองก้นหลุมเพื่อช่วยทำให้ดินชุ่ม ดินฟู แล้วนำต้นพันธุ์ฝรั่งลงปลูกเกลี่ยดินกลบแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ต้นฝรั่ง ฝรั่ง เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 3 เมตร แตกกิ่งก้านบริเวณใกล้โคนต้น แตกหน่อจากราก เปลือกสีน้ำตาลอมแดงหรือน้ำตาลอมเขียว เมื่อลำต้นแก่เปลือกจะลอกออกมาเอง ใบเป็นใบคู่ ใบอ่อนสีเขียว ใบไม่เรียบ ด้านบนใบมีร่องลึก ด้านหลังใบเรียบ ใบเป็นรูปไข่ ปลายใบมน ผลมีรูปร่างกลมในลักษณะต่างๆ กัน เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-9 เซนติเมตร เนื้อกรอบ รสชาติอร่อย เกษตรกรนิยมปลูกฝรั่งไร้เมล็ดและฝรั่งแป้นสีทอง เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อ การ
การทำให้เกษตรกรชาวสวนลำไย ได้รับผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้นนั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตลำไยโดยใช้เทคโนโลยีการบริหารต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลำไย ดังนี้ การทำลำไยนอกฤดูแบบปีเว้นปี…เพื่อไม่เสี่ยงต่อการขาดทุน และเป็นการบังคับลำไยให้ออกดอกได้ดี โดยผลผลิตเฉลี่ย ประมาณ 3,000 กิโลกรัม/ไร่ ลดต้นทุนการผลิตได้ถึง 9,950 บาท/ไร่ การแบ่งสวนแบ่งส่วนทำ…เป็นการลดความเสี่ยงด้านการผลิต การตลาด เป็นการทยอยการลงทุน ซึ่งใช้ต้นทุนไม่มาก และเป็นการใช้แรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เพิ่มมูลค่าของผลผลิตได้ถึง 7,500 บาท/ไร่ โดยแบ่งเป็น 3 แปลง แปลงที่ 1 ทำช่วงตรุษจีน ใส่สาร 20 พฤษภาคม เก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่าย 20 มกราคม-20 กุมภาพันธ์ แปลงที่ 2 ทำก่อนฤดูกาล ใส่สาร 15 กันยายน-5 ตุลาคม เก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่ายเดือนมิถุนายน แปลงที่ 3 ทำในฤดูก่อนล้นตลาด ใส่สาร 1-10 ธันวาคม เก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่าย 1-15 กรกฎาคม การทำผลผลิตในฤดูให้ผลโตและมีคุณภาพ…เพื่อแก้ไขปัญหาลำไยผลเล็ก ผลแตกและผลร่วง โดยใช้เทคโนโลยี ดังนี้ – ตัดแต่งช่อผลทิ้งบางส่วน ประมาณ 10-25% และตัดแต่งผลให้เหลือที่ช่อ ประมาณ 50-70 ผล/ช่อ สามารถเพิ่มประ
บนโต๊ะอาหาร สำรับกับข้าววันนี้ ผักเคียงที่นิยมคู่อาหารประเภท ลาบ ยำ พร่า ก้อย น้ำพริก เพิ่มรสชาติกับข้าวเราขึ้นเยอะมาก หากจะสำรวจความนิยมและเรารู้จักกันมากคือ “สะระแหน่” เชื่อว่าหลายบ้านคงมีปลูกไว้ ใส่กระบะ กระถาง อ่าง ปี๊บ ลงแปลงดิน เป็นผักเครื่องเทศ และสมุนไพรชั้นยอด ที่ทุกบ้านไม่ควรละเลยที่จะมีปลูกไว้ ถึงแม้อาจจะดูแลยากไปนิด แต่ถ้ารู้วิธีดูแลรักษา วิธีปลูก ก็จะเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับทุกคน เคยมีหลายคนที่ได้สัมผัสรู้จักกับสรรพคุณของสะระแหน่กันมาแล้ว ช่วงเข้าสู่ฤดูกาล ปลายฝน ต้นหนาว มักจะเป็นหวัดคัดจมูก ได้เคี้ยวสะระแหน่สักยอดสองยอด เป็นหายใจโล่งสะดวกสบาย ไข้หวัดไม่ได้เกาะแกะแซะตามตัวเรา ไม่เคี้ยวกิน ก็เด็ดยอด ใบแช่น้ำร้อน ดื่มแทนน้ำชา เป็นน้ำยาที่ได้ผลดีเช่นกัน และบ้านเรามีคำพ้องเสียงอยู่คำหนึ่ง ไม่รู้ว่า มีความเกี่ยวพันกันอย่างไรบ้าง สมัยนี้มักจะเอามาใช้ปนกัน ว่ากันตรงๆ คือคำว่า “สาระแน” แปลว่า สู่รู้ไม่เข้าเรื่อง หรือเสือกนั่นกระมัง “สะระแหน่” เป็นพืชล้มลุก อายุหลายปี แตกต้นกิ่งก้านสาขา เลื้อยไปตามดิน มีขนสั้นๆ นิ่มๆ ปกคลุมทุกส่วนของลำต้น ใบกลมมนรูปไข่ ขอบใบจักแบบซี่ฟัน ออกใบสลับกัน
การพัฒนาปรับปรุงดินให้มีคุณภาพควรมีการบูรณาการหลายอย่าง ฉะนั้น จึงมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการดินด้วยการใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมในพื้นที่ตัวเอง โดยพิจารณาและปรับตามผลวิเคราะห์ดิน มีการประยุกต์ปรับใช้ภูมิปัญญาในท้องถิ่นมาแก้ไขปัญหาในพื้นที่ อาทิ การปรับปรุงดินที่เป็นกรดโดยการใช้โดโลไมท์ ใช้ปุ๋ยสดหว่านแล้วกลบ การใช้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ทางการเกษตร แล้วยังเพิ่มคุณภาพดินด้วยปุ๋ยหมัก/น้ำหมัก ได้มาจากผลไม้สุก 4 ชนิด ได้แก่ กล้วยน้ำว้า มะละกอ ฟักทอง และสับปะรด ผสมกับเปลือกกุ้ง เปลือกไข่นกกระทา โดยมีอัตราผสม ได้แก่ ถ้าใช้น้ำในปริมาณ 150 ลิตร ให้ใช้ผลไม้อย่างน้อยชนิดละ 5 กิโลกรัม ใส่สารซุปเปอร์ พด. 2 ใส่กากน้ำตาล 10 ลิตร เติมน้ำพอสมควรอย่าให้ล้น แล้วถ้าใส่ยาคูลท์ด้วยยิ่งดี อย่างไรก็ตาม การนำไปใช้กับพืชแต่ละชนิดจะมีอัตราการผสมไม่เท่ากัน อย่างถ้าน้ำหมัก 1 ลิตร กับน้ำ 10 ลิตร ใช้กับพืช ไม้ผล แต่ถ้าเป็นพืชผักใบสวนครัวควรผสมในอัตรา 1 ต่อ 20 ผสมปุ๋ยเอง นอกจากนั้น ยังมีการปลูกพืชสมุนไพรหลายชนิดที่สำคัญ เพื่อนำมาใช้เป็นยารักษาโรคแทนการใช้ยาแผนปัจจุบัน แล้วยังต่อยอดด้วยการนำสารจากสมุนไพรเหล่านั้นมา
จุดเด่น ของ ลิ้นจี่พันธุ์ป้าชิด ลิ้นจี่พันธุ์ป้าชิด เริ่มเป็นที่รู้จักในท้องตลาดตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน เนื่องจากมีลักษณะเด่นที่โดนใจผู้บริโภคทั่วไป นั่นคือ ผลโต มีรสชาติหวาน กรอบ เนื้อแห้งหนา มีเมล็ดเล็กลีบเป็นจำนวนมาก ทางไร่จะคัดผลผลิตออกขายใน 2 เกรด คือเกรดพรีเมี่ยม เน้นคัดผลสวย เมล็ดลีบเล็ก และตัดก้านสั้น และสินค้าเกรด เอ คัดผลสวย มีก้าน เมล็ดขนาดปกติ แต่มีรสชาติอร่อยเหมือนเกรดพรีเมี่ยม ลิ้นจี่พันธุ์ป้าชิด 2 เนื้อแห้งหนา รสหวาน หอม เมล็ดลีบเล็ก ปลูกต้นลิ้นจี่ในระบบชิด การปลูกลิ้นจี่ใหม่ในระบบชิด เช่นเดียวกับการปลูกลิ้นจี่ของจีน โดยทดลองปลูกลิ้นจี่ในระยะห่าง 3×3.50 เมตร จำนวน 150 ต้น ในพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อต้นลิ้นจี่อายุ 1 ปีครึ่ง จะดูแลควบคุมทรงต้นไม่ให้สูงเกิน 2 เมตร เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลจัดการสวน ซึ่งต้นลิ้นจี่ที่ปลูกในระบบชิด สามารถผลิดอกออกผลได้เร็วขึ้นกว่าเดิม โดยให้ผลผลิตครั้งแรกเมื่ออายุปลูกเพียงปีเศษเท่านั้น นอกจากนี้ ยังได้ประยุกต์เทคนิคการควั่นกิ่งจากจีนมาใช้ในช่วงที่ต้นลิ้นจี่ติดผล สามารถลดปัญหาผลร่วง และช่วยให้ต้นลิ้นจี่มีรสชาติดีขึ้น ลิ้นจี่ป้าชิด 2 ให้ผลดก คุ้มค่ากับการ
