พืชทำเงิน
คุณลุงประเสริฐ รัมมันต์ เรียนมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อมีเครื่องบินญี่ปุ่นมาทิ้งระเบิดที่บางกอกจึงต้องอพยพไปเรียนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ครูจึงแนะให้ไปเรียนที่โรงเรียนจ่าทหารเรือในปี พ.ศ.2488 ถนนวิทยุ เรียนอยู่ 2 ปี ก็สอบติดจ่าโท ประจำการเป็นช่างอยู่โรงเรียนจ่าทหารเรือ เมื่อมีกบฎแมนอัตตั้นในปี พ.ศ.2494 โรงเรียนถูกยึด เขาเตรียมลาออกจะเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยสำรอง แต่โรงเรียนนายร้อยสำรองไม่รับเพราะเป็นทหารเรือ เขาจึงย้ายสังกัดเข้ากรมเสนาธิการ กระทรวงกลาโหมในยศจ่าเอก ปัจจุบันคือกองบัญชาการทหารสูงสุด ต่อมาได้มีโอกาสเรียนช่างไฟฟ้า โรงเรียนช่างกลางคืนของกรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย เพราะประเทศขาดแคลนช่างในช่วงนั้น โรงเรียนดังกล่าวเปิดเพียงระยะสั้นในปี พ.ศ.2492-2500 ก็ยุบกิจการ วุฒิการศึกษาเทียบเท่าอนุปริญญาจึงต้องมีตำแหน่งนายร้อยแต่อัตราที่กรมเสนาธิการไม่มี จึงย้ายไปบรรจุเป็นเรืออากาศตรีในปี พ.ศ.2499 ที่กรมการบินพลเรือน กองทัพอากาศ จนกระทั่งตำแหน่งสุดท้ายมียศนาวาอากาศโท หัวหน้าหน่วยฐานย่อยที่ 2 หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ จังหวัดกาญ
ภาษาอังกฤษเรียกมะขามว่า tamarind ภาคกลางเรียกมะขาม ภาคใต้เรียกขาม โคราชเรียกตะลูบ กะเหรี่ยงจังหวัดกาญจนบุรีเรียกม่วงโคล้ง อิสานเรียกหมากขาม ไกลจากไทยออกไป มาลายูเรียกอาซาม เยอรมันเรียกทามาราย เสปนและอิตาลีเรียกทามารินโด อินเดียเรียกอะมะลา จีนเรียกซวนโต้ว เพราะนำเข้ามาปลูกนาน คนท้องถิ่นในไทยรู้จักกันดี จึงนำชื่อมะขาม มาตั้งเป็นชื่อท้องถิ่น เช่นอำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี ที่อื่นๆก็เช่นบ้านหนองขาม บ้านนาขาม กุดนาขาม มะขามล้ม คลองมะขามเฒ่า การแพร่พันธุ์ของมะขามยุคแรกๆ ใช้เมล็ดเป็นหลัก ถือว่าสะดวกที่สุด อย่างค้นพบว่า มะขามที่จังหวัดนนทบุรี มีคุณสมบัติดีเด่น เมื่อคนจังหวัดนครพนมมาพบเข้า ก็นำเมล็ดใส่กระเป๋ากางเกง ไปปลูกยังท้องถิ่นของตนเอง ส่วนใหญ่แล้ว ต้นที่ปลูกด้วยเมล็ดจะมีลักษณะแตกต่างออกไป มะขามแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือมะขามหวานกับมะขามเปรี้ยว ซึ่งจริงๆแล้วมะขามทั้งสองประเภทตีคู่กันมา แต่ระยะกลางๆ มะขามหวานดูจะมีชื่อเสียงมากกว่า มะขามเปรี้ยว เปรียบดังลูกเมียน้อย มักถูกเจ้าของพิจารณา ตัดโค่นไปทำเขียงเสมอ เมื่อถึงอายุขัย พบประชากรของมะขามหวานขึ้นอยู่ในหลายจังหวัด แต่ท้องถิ่นที่ได้ร
คุณกัญญา สุภาพ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 238 หมู่ที่ 9 ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เกษตรกรปลูกขมิ้น กล่าวว่า ตนได้ปลูกขมิ้นเป็นอาชีพเสริม นอกเหนือจากทำสวนยางพาราที่เป็นอาชีพหลัก ทั้งนี้เนื่องจากว่าพื้นที่ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม เกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมปลูกขมิ้นจำนวนมาก ด้วยสภาพพื้นที่เป็นที่ลาดชันแนวเชิงเขา ไม่อุ้มน้ำ ทำให้ขมิ้นมีคุณภาพ ซึ่งตนเองเริ่มปลูกขมิ้นมาตั้งแต่ ปี 2556 และในปีนี้ใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 3 ไร่ คุณกัญญา กล่าวอีกว่า การปลูกขมิ้น ไม่ยุ่งยากและไม่ซับซ้อน ดูแลง่าย ใช้ทุนน้อย แต่รายได้ค่อนข้างดี ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเริ่มปลูกตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ใช้เวลาปลูก 6 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายได้ โดยวิธีปลูก เพียงขุดหลุมขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร ลึก 10 เซนติเมตร ระยะห่าง 1 ฟุต จากนั้นนำเหง้าขมิ้นที่แก่จัดลงปลูก และเมื่อปลูกได้ประมาณ 1 เดือน ให้ดายหญ้า ใส่ปุ๋ยบำรุง ขมิ้นจะเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อขมิ้นอายุได้ 4 เดือน ให้ดายหญ้า และใส่ปุ๋ยอีกครั้งหนึ่ง จนอายุครบ 6 เดือน สามารถขุดขมิ้นไปขายได้ ซึ่งพื้นที่ 1 ไร่ สามารถขายขมิ้นได้ไม่ต่ำกว่า 40,000 บาท ในขณะท
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณตฤณศร สัมทับ อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ที่ 12 บ้านดาดทองเจริญ ตำบลอ่างทอง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร 62000 สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชาเอกภาษาอังกฤษ วิชาโทภาษาญี่ปุ่น จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลาครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อปี พ.ศ. 2536 ได้เริ่มทำงานกับ บริษัท อมากาซากิไพพ์ (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดชลบุรี ต่อมาเข้าทำงานบริษัทน้ำมัน หลังจากนั้นได้ทำงานกับกองบรรณาธิการนิตยสารด้านสื่อสารมวลชน และในที่สุดคุณตฤณศร ได้ทำงาน เอ็นจีโอ เกี่ยวกับการส่งเสริมจริยธรรมให้กับเยาวชน แต่จากการงานในเมืองหลวงที่ทำให้สุขภาพอ่อนแอลง คุณตฤณศรจึงได้ตัดสินใจกลับมาทำสวนที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยการปลูกปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่ 6 ไร่ 2 งาน พร้อมทั้งได้ปลูกผักสวนครัว อาทิ กล้วย พริก มะเขือ ฟัก และพืชล้มลุก เพื่อปลูกแซมเป็นการชดเชยรายได้ก่อนเก็บปาล์ม รวมทั้งปลูกไม้ยืนต้น เช่น มะม่วง ขนุน ยางนา สัก เป็นต้น ขุดสระเลี้ยงปลาแบบธรรมชาติ และปลูกข้าวปลอดสารพิษ ใช้ชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และใช้พื้นที่การเกษตรเป็นศูนย์เรียนรู้ชีวิตพอเ
แนวโน้มที่รุนแรงขึ้นทุกขณะจากสภาพอากาศที่แปรปรวนทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและเกษตรกรทุกภูมิภาค โดยเฉพาะการทำนาที่ต้องอาศัยฟ้าฝนเป็นหลัก กรมการข้าว มีความเป็นห่วงพี่น้องชาวนาที่ต้องประสบกับปัญหารอบด้าน ทั้งปัญหาโรคและแมลงศัตรูข้าวระบาด ปัญหาดินฟ้าอากาศแปรปรวน ต้นทุนการผลิตสูง ที่ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในส่วนของกรมการข้าวเองก็ได้พยายามศึกษาวิจัย พัฒนา และปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพ โดยเมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์กรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานด้านข้าวที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กรมวิชาการเกษตร สมาคมชาวนาไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมค้าข้าวไทย ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารับรองพันธุ์ข้าว จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้า พันธุ์ กข 65, กข 67, กข 69 และข้าวเหนียว กข 22 ข้าวเจ้า สายพันธุ์ IR77954-28-36-3 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 65” โดย คุณปิยพันธุ์ ศรีคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะกอตั้ง สูงประมาณ 1
ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยียืดอายุลำไยเพื่อการส่งออก ซึ่งได้มอบหมายให้ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดำเนินการจัดสร้างขึ้นตามนโยบายรัฐบาล โดยใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเป็นต้นแบบและเพิ่มขีดความสามารถของเอกชน ชุมชน เกษตรกรลำไย ให้รู้จักการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาการเน่าเสียของลำไยจากสภาวะลำไยล้นตลาด ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลผลิตได้มาตรฐานการส่งออก เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2559 ณ อบต.เหล่ายาว อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ในการนี้ นางสาวปาณี นาคะนาท รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน และ ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. พร้อมด้วยผู้บริหารและแขกผู้เกียรติร่วมให้การต้อนรับ โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การเสวนาเรื่อง “ประโยชน์จากการถ่ายทอดความรู้การยืดอายุลำไยเพื่อส่งออก” เยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ฯ นิทรรศการด้านเทคโนโลยีลำไย รวมทั้งโชว์ผลิตผลของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดลำพูน ทั้งนี้ภายในศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยียืดอายุลำไยเพื่อการส่งออก เป็นที่ตั้งขอ
เกษตรกรเมืองสมุทรสาคร สู้ทำ “มะพร้าวน้ำหอม” จนราคาดี ปลดหนี้ได้ ทั้งออกแบบผลิตภัณฑ์และสร้างแบรนด์ใหม่ แต่งตัวพร้อมขึ้นห้าง ทุกวันนี้ต้องคัดมะพร้าวน้ำหอมให้ได้ 8,000 ลูก เพื่อส่งขายโมเดิร์นเทรด เซเว่น อีเลฟเว่น รับซื้อรายเดียว 1,500-2,000 ลูก ต่อวัน เทคนิคปลูกมะพร้าวน้ำหอมให้หวาน ส่งขายโมเดิร์นเทรด วันละกว่า 6,000-8,000 ลูก “มะพร้าวน้ำหอม” พระเอกแห่งเมืองสมุทรสาคร และเป็นสินค้าเกษตรประจำเมืองสมุทรสาครที่ขึ้นชื่อว่า มีความหวาน กลมกล่อม อร่อยกว่าทุกพื้นที่ ทำให้เกษตรกรกลุ่มหนึ่งสามารถมีรายได้ และนำมะพร้าวน้ำหอมส่งขายผ่านโรงงาน โดยมีช่องทางจำหน่ายรายใหญ่ที่เรียกว่า โมเดิร์นเทรด แต่กว่าจะทำให้ “มะพร้าวน้ำหอม” ขึ้นห้างได้ เกษตรกรในพื้นที่ได้บอกเล่าถึงเทคนิคและขั้นตอนต่างๆ ซึ่งมีผลอย่างมากที่ทำให้มะพร้าวน้ำหอมอวดโฉมได้อย่างสวยงามและมีราคาดีขึ้นมาทันตา คุณธานี ทรัพย์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรัพย์ประเสริฐ จำกัด เจ้าของธุรกิจมะพร้าวน้ำหอม “โคโค่ เฟรส” (COCO FRESH) และเป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในจังหวัดสมุทรสาคร เล่าให้สื่อมวลชนฟังอย่างเป็นกันเอง ถึงวิธีการปลูกและตัดมะพร้าวน้ำ
ก่อนจะมีการถมดินสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเพียงเล็กน้อย ทีมงานนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านมีโอกาสไปพูดคุยกับเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงในแถบนั้น พร้อมกับชิมมะม่วงน้ำดอกไม้…มะม่วงที่ได้ชิมรสชาติเยี่ยมยอดอยู่ในระดับเดียวกันกับทางพระประแดง และอำเภออื่นๆ ของจังหวัดสมุทรปราการ เหตุที่มะม่วงของถิ่นนี้รสชาติดี เพราะดินที่ปลูกเป็นดินเหนียว เกิดจากการทับถมมานานปี บางช่วงมีน้ำเค็มเข้าถึง ดินลักจืดลักเค็ม ว่างเว้นจากการทำข่าวแถวหนองงูเห่าไปนาน เพราะเข้าใจว่า พื้นที่เกษตรคงแทบไม่เหลือแล้ว เครื่องบินโดยสารลำใหญ่ที่ส่งเสียงดัง ต้นไม้คงยอดหด ไม่เจริญเติบโต…มีความเข้าใจอย่างนี้จริงๆ แต่เมื่อได้ไปสัมผัสอีกครั้งหนึ่ง โดยการนำทางของ คุณศักดิ์ชัย ศรีสุวรรณ อดีตนักวิชาการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ พบว่า ที่จังหวัดสมุทรปราการยังปลูกมะม่วงได้ผลดีอยู่ คุณศักดิ์ชัย บอกว่า พื้นที่รวมๆ แล้ว มีประมาณ 7,000 ไร่ สวนของเกษตรกรที่พาไปดู อยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิทางตรงราว 10 กิโลเมตร เท่านั้น เน้น มะม่วงน้ำดอกไม้ และเขียวเสวย คุณศักดิ์ชัย นำทางจากสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งแรกๆ ริมถนนสองข้างทางเต็มไปด้ว
การดำรงชีวิตในวัยหลังเกษียณ จำเป็นต้องมีการวางแผน มีการเตรียมพร้อมล่วงหน้า เพราะรู้ดีว่าวันนั้นคงมาถึง แต่มีหลายคนยังคงวางเฉยเพราะรู้ดีว่าอาจมีลูกหลานดูแล จึงมุ่งดำเนินชีวิตเพื่อจะใช้เวลาที่เหลือสำหรับพักผ่อน เพราะลูกหลานไม่ต้องการให้ทำงานอีกต่อไป สำหรับคนที่วางแผนชีวิตหลังเกษียณไว้อย่างรอบคอบ ย่อมทำให้ชีวิตไม่สะดุด ไม่เป็นภาระแก่ลูกหลาน คนเหล่านี้จึงเตรียมตัวกันตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการถามตัวเองตลอดเวลาว่า ชอบอะไร ต่อไปในอนาคตจะทำอะไร สำหรับ คุณฐิตินันท์ หะมาน ลูกย่าโมที่เพิ่งหยุดอาชีพแม่พิมพ์อย่างถาวรเมื่อปี 2557 จึงเลือกที่จะปลูกพืชผักแล้วทำสวนครัวอยู่กับบ้านสำหรับรับประทานเองอย่างปลอดภัยในบั้นปลายชีวิต คุณฐิตินันท์เป็นอดีตครูโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ จังหวัดนครราชสีมา จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยครูนครราชสีมา ก่อนจะสอบบรรจุครูครั้งแรกที่อำเภอพิมาย ต่อมาย้ายไปเป็นครู 1-2 แห่ง จนกระทั่งมาสอนประจำที่โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์เป็นแห่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ “ครูปุ๊” เป็นชื่อเล่นของคุณฐิตินันท์ที่คุ้นเคยกันในกลุ่มครูและหมู่นักเรียน โดยมีอายุราชการในฐานะครูมาตลาด 38 ปี ทั้งเป็นช่วงเวลาที
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณพรรณพิมล ปันคำ อยู่บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 7 บ้านท่าศาลา ตำบลศรีเมืองชุม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย 57130 เดิมทำเกษตรเชิงเดี่ยว คือการปลูกข้าว แต่ประสบปัญหาความไม่คุ้มทุน ด้วยราคาค่าปุ๋ย ค่าสารเคมีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ราคาผลผลิตตกต่ำจึงไม่สามารถชำระเงินกู้คืนได้ เมื่อมองเห็นปัญหาแล้ว คุณพรรณพิมล จึงเริ่มต้นแก้ปัญหาให้ตัวเองด้วยการทำบัญชีครัวเรือน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เริ่มต้นเรียนรู้และลงมือทำการเกษตรแบบลดต้นทุน ไม่พึ่งพาสารเคมี ทำเกษตรอินทรีย์ จนกระทั่งปลดภาระหนี้สินได้สำเร็จ เนื่องจากคุณพรรณพิมลมองเห็นว่าเพื่อนชาวเกษตรกรไทยอีกมากมายยังคงอยู่ในวังวนของความทุกข์จากการมีหนี้สินครัวเรือนสูงขึ้นจากการกู้หนี้นอกระบบ ขาดทักษะการทำมาหากิน ครอบครัวแตกแยก และมีสุขภาพที่ทรุดโทรมจากการทำเกษตรกรรมจากการใช้สารเคมีที่เข้มข้นเพื่อเพิ่มผลผลิต และยังส่งผลร้ายต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค เมื่อปี พ.ศ. 2545 จึงตัดสินใจเปิดบ้านของตนเองเป็นแหล่งการศึกษาเรียนรู้ ชื่อ ศูนย์เกษตรกรรมยั่งยืนตำบลศรีเมืองชุม โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ 14 ไร่ 1 งาน เป็นแปลง
