พืชทำเงิน
จุดเริ่มต้นของการทำแบรนด์คาเคาโอ้-โกโก้ คุณธันย์ปวัฒน์ เศวตภัทรวาทิน ประธานวิสาหกิจชุมชนโกโก้ระนอง และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท คาเคาโอ้-โกโก้ จำกัด กับจุดเริ่มต้นที่อยากกลับมาพัฒนาชุมชน ในปี 2563 คุณธันย์ปวัฒน์ หรือ คุณหนุ่ย ได้คิดอยากจะทำธุรกิจที่สร้างประโยชน์ให้กับชุมชน ซึ่งพื้นฐานของคุณหนุ่ยก็เป็นลูกหลานเกษตรกร จึงอยากทำธุรกิจเพื่อชุมชน และสร้างให้พื้นที่ที่บ้านเราเห็นถึงความยั่งยืน คุณหนุ่ย เล่าว่า “ในอดีตจากที่ผมเป็นลูกหลานเกษตรกรปลูกโกโก้ เรียกว่าเคยช่วยพ่อโค่นต้นโก้โก้ทิ้งเมื่อ 30 ปีที่แล้วนะครับ หลังจากนั้นเมื่อปี 63 ผมได้กลับมา และศึกษาเกี่ยวกับการปลูกโกโก้ ด้วยการรื้อฟื้นการปลูกโกโก้ขึ้นมาใหม่ในจังหวัดระนอง และก็ก่อตั้งเป็น วิสาหกิจชุมชนโกโก้จังหวัดระนอง” ปัจจุบันโกโก้ที่ปลูกเป็นสายพันธุ์ลูกผสมชุมพร 1 แล้วก็สายพันธุ์ท้องถิ่นเดิมที่มีอยู่ในภาคใต้มา 30 กว่าปีแล้ว เป็นโกโก้ท้องถิ่นของเรา จุดเด่นของที่คาเคาโอ้โกโก้ทำก็คือ การสร้างอัตลักษณ์ให้กับโกโก้แต่ละจังหวัด ซึ่งคุณหนุ่ยได้สร้างเครือข่ายโกโก้จากการรับซื้อโกโก้จากเกษตรกรในพื้นที่ และในอีก 6 ภาคของประเทศ จากเกษตรกรโดยรับซื้อกับกลุ่
“คนรุ่นใหม่” เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่เวลานี้พูดถึงกันไม่น้อยทีเดียว เพราะไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เรามักได้ยินว่า ประเทศไทยกำลังเป็นประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นในแต่ละบทบาทหรือการทำหน้าที่ในสังคม องค์ความรู้ และโอกาส จึงเป็นสิ่งที่ต้องมาพร้อมๆ กัน เพื่อที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงถึงศักยภาพของตัวเอง ในการทำงานหลายๆ ด้าน อย่างเป็นระบบและมีความเข้มแข็งเพื่อเป็นอาชีพที่มั่นคงต่อไป ในภาคการเกษตรในหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเห็นครอบครัวทำการเกษตรมานาน จึงเกิดความสนใจและไปเรียนในสาขาวิชาทางการเกษตรอย่างจริงจัง พร้อมทั้งนำองค์ความรู้มาปรับใช้และผสมผสานไปพร้อมๆ กับสิ่งที่ครอบครัวทำอยู่เดิม ช่วงแรกอาจจะไม่ได้ปรับเปลี่ยนมากนัก แต่ในเรื่องของการลดต้นทุนหากไม่ปรับเปลี่ยน ซึ่งการทำเกษตรแบบเดิมๆ อาจทำให้ได้ผลกำไรที่น้อยลงและขาดทุนไปเลยก็มี เพราะฉะนั้นคนรุ่นใหม่นี้เองจึงมีความสำคัญให้อาชีพทางการเกษตรคงอยู่ โดยที่พวกเขาไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปทำงานในเมืองใหญ่ แต่กลับสามารถทำอาชีพในผืนแผ่นดินของตัวเองได้ คุณวงกต ขุนทองน้อย อยู่บ้านเลขที่ 189/27 หมู่ท
อาชีพเกษตรหลังเกษียณ เป็นความใฝ่ฝันของคนวัยทำงานจำนวนมาก แต่งานเกษตรเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยความรู้ ความอดทน และต้องใช้ระยะเวลานาน กว่าพืชที่ปลูกจะให้ผลผลิตและมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ หากรอลงมือทำสวนเกษตรในวันที่เกษียณอายุ บางคนอาจไม่มีเรี่ยวแรงที่จะลุยทำสวนเสียแล้ว หากใครไม่อยากพลาดความสนุก เพลิดเพลินใจกับการทำงานเกษตร ขอแนะนำให้เริ่มลงมือทำเกษตรก่อนเกษียณเหมือนกับ “อาจารย์ธีระพล จันทวงษ์” ที่หันมาทำสวนเกษตรผสมผสาน ในชื่อ “คุ้มจันทวงษ์” เนื้อที่ 38 ไร่ ควบคู่กับอาชีพข้าราชการครู ในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินสูง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี สวนเกษตรผสมผสาน อาจารย์ธีระพล จันทวงษ์ เล่าให้ฟังว่า น้องชายผมก็ทำอาชีพเกษตรกรรม โดยปลูกพืชไร่ เช่น อ้อย ยูคาลิปตัส ส่งขายโรงงาน แต่ถูกกดราคารับซื้อผลผลิต หักค่าใช้จ่ายแล้วแทบไม่เหลือผลกำไร ทำให้ผมไม่สนใจปลูกพืชส่งขายโรงงาน และตัดสินใจทำสวนเกษตรผสมผสานแทน โดยวางแผนทำสวนเกษตรล่วงหน้าก่อนเกษียณถึง 10 ปีเต็ม อาจารย์ธีระพล เน้นลงทุนปลูกพืชอาหารเป็นหลัก เช่น ลำไย ไผ่ เพกาต้นเตี้ย กล้วย พลู มะนาว ปัจจุบันรายได้หลักมาจากสวนม
“ชนะอะไรไม่เท่าชนะใจตัวเอง” นี่คือจุดเริ่มต้นของ ธนวัฒน์ ว่องไวตระการ ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี ที่พลิกฟื้นผืนดินจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม มาสู่การทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งต้องฟันฝ่าอุปสรรคและใช้เวลามากกว่า 2 ปี ในการสร้างแปลงผักออร์แกนิกที่ได้มาตรฐานส่งถึงมือผู้บริโภคผ่านสาขาต่างๆ ของแม็คโคร “ครอบครัวผมเป็นเกษตรกรชาวไร่ที่ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปีละครั้ง เมื่อเรียนจบออกมา จึงมองหาช่องทางที่จะปลูกพืชผักชนิดอื่น เพื่อหารายได้หมุนเวียนเข้ามาเสริม” ธนวัฒน์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการปลูกผักเสริมรายได้จากการทำไร่อ้อยและมันสำปะหลัง พลิกชีวิตสู่วิถีเกษตรอินทรีย์ ช่วงแรกเขาลองผิดลองถูกกับการปลูกผักหลายชนิดที่ต้องใช้สารเคมี เพราะให้ผลตอบแทนดี ตามคำบอกเล่าที่ว่า…จะทำให้มีรายได้ มีโอกาสรวยเหมือนถูกหวย…ซึ่งเมื่อลงมือทำ สิ่งที่เขาต้องเจอหลังจากนั้น ทำให้ธนวัฒน์เปลี่ยนแนวคิดในการทำเกษตรไปอย่างสิ้นเชิง “การเริ่มต้นปลูกผักของเรา ยอมรับว่าใช้สารเคมีเยอะมาก จนตัวผมเองได้รับผลกระทบจากการฉีดพ่น ทำให้แสบและคันไปทั้งตัว
เซียนท้อ เป็นพันธุ์ไม้ผลยืนต้นที่สันนิษฐานว่ามีถิ่นกำเนิดมากจากเม็กซิโกตอนใต้ แถบประเทศกัวเตมาลา เอลซัลวาดอร์ และบราซิล แล้วจึงแพร่เข้าไปยังฟลอริดา สหรัฐอเมริกา และหมู่เกาะเวสต์อินดีส เป็นไม้ที่ปลูกได้ดีในพื้นที่เขตร้อน และจัดอยู่ในตระกูลเดียวกันกับผลไม้ อย่างละมุด ลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ต้นที่พบอาจมีความสูงราวๆ 5 เมตร ต้นเซียนท้อมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นที่ปลูก จึงไม่แปลกที่เราจะพบเห็นผลของเซียนท้อแต่ละพื้นที่ถูกเรียกเป็นชื่ออื่นๆ อาทิ ม่อนไข่ ลูกท้อ ท้อไข่ ท้อเขมร ทิสซา ท้อเทวดา ละมุดเขมร ละมุดสวรรค์ ละมุดอินเดีย หมากป่วนหรือหม่าปิน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อกันว่า เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ดอกท้อเป็นดอกไม้ที่เกิดบนดวงจันทร์ ในสมัยโบราณมีความเชื่อว่าที่คนเจ็บไข้ได้ป่วยก็เพราะผีเข้า พวกพ่อมดหมอผีจะใช้กิ่งท้อที่ยื่นไปทางทิศตะวันออกและทิศใต้มาทำเป็นไม้เรียวตีไล่ผี หรือไม่ก็ใช้ใบท้อผสมลงในหม้อยาให้คนไข้กินไล่ผีที่สิงอยู่ออกไป ส่วนในวันปีใหม่แต่ละปี หนุ่มสาวหรือผู้เฒ่าผู้แก่จะพากันดื่มน้ำท้อ เวลาอาบน้ำก็จะอาบน้ำอุ่นที่เอากิ่งท้อใส่ลงไปต้มถือว่าเป็นสิริมงคลยิ่ง ต้
แวะมาเยี่ยมมาเยือน สวนลัคกี้ฮิลล์ ป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ป่าละอู มีภูมิอากาศค่อนข้างดี ฝนตกบ่อย และพิเศษไปกว่านั้นคือ มีละอองหมอกมากในหน้าฝนที่ยาวนาน หรือคำพังเพยที่ว่า ฝนแปดแดดสี่ เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแหล่งปลูกผลไม้ เช่น ชมพู่น้ำดอกไม้ ที่ทางสวนคือ คุณวันเพ็ญ ยุทธารักษ์ ได้ปลูกไว้ 700 กว่าต้น ในเนื้อที่กว่า 50 ไร่ ทำเป็นสวนผสม แบ่งแปลงปลูกชมพู่ เป็น 5 แปลงใหญ่ กระจายในพื้นที่ มีทั้งทุเรียนสายพันธุ์ต่างๆ กว่ายี่สิบสายพันธุ์ มะยงชิด รวมทั้งผลไม้แปลกๆ เช่น ละมุดสาลี่ยักษ์ มะม่วงยักษ์โชคไพบูลย์ เงาะ ลองกอง มังคุด และเลม่อน คิดอย่างไร ถึงมาอนุรักษ์ ชมพู่น้ำดอกไม้ และนำมาต่อยอดเป็นธุรกิจ คุณวันเพ็ญ ยุทธารักษ์ กล่าวว่า เดิมได้ปลูกชมพู่น้ำดอกไม้ที่สวนใน จ.ปราจีนบุรี ปลูกแล้วมีความชอบเป็นการส่วนตัว คิดที่จะขยายการปลูก และคิดว่าปลูกชมพู่น้ำดอกไม้แล้วตลาดจะต้องไปได้ดี จึงขยายและย้ายมาปลูกเพิ่มที่ป่าละอู เพราะพอมีที่ดินอยู่บ้าง ชอบดินฟ้าอากาศที่บริสุทธิ์ของที่นี่ ปรากฏว่าได้ผลดีเกินคาด เหมือนกับที่ปราจีนบุรี ชมพู่น้ำดอกไม้ เป็นชมพู่พันธุ์ดั้งเดิมของไทย หน้าตาแปลกๆ มองผ่าน
ในยุคปัจจุบัน การทำเกษตรไม่ใช่เรื่องที่จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ขนาดใหญ่อีกต่อไป แม้ว่าคุณจะมีพื้นที่เพียงเล็กน้อยในเมือง บนดาดฟ้า ระเบียง หรือสวนหลังบ้าน คุณก็สามารถเริ่มต้นทำเกษตรและสร้างรายได้ได้เช่นกัน ที่สำคัญคือการวางแผนและเลือกเทคนิคที่เหมาะสม เพื่อให้พื้นที่จำกัดนี้สามารถสร้างผลผลิตที่คุ้มค่าและมีรายได้ตลอดทั้งปี วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวมกลุ่มเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัด ที่สามารถทำเกษตรแบบครบวงจรได้อย่างน่าทึ่ง โดยใช้พื้นที่ในสวนสร้างรายได้ตลอดทั้งปี ควบคู่กับการทำอาชีพอื่นๆ หากคุณกำลังมองหาวิธีเริ่มต้นทำเกษตรในพื้นที่จำกัดและไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี มาดูเหล่ากูรูที่เนรมิตพื้นที่เกษตรให้มีรายได้กันเลย! พื้นที่ข้างบ้านมีน้อย ถ้ารู้จักการบริหารจัดการที่ดี ก็ทำรายได้ได้ไม่ยาก ในพื้นที่จำกัด ก็สามารถทำเกษตรได้หลายแบบที่เหมาะกับการใช้งานพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือบางแนวคิดและไอเดียในการทำเกษตรในพื้นที่เล็กๆ เริ่มจากสิ่งที่เราชอบละศึกษาเรียนรู้ไปกับมันจะทำให้ผลผลิตออกมาดี มีคุณภาพ มือใหม่ต้องรู้ก่อนที่จะเริ่มต้น วางแผน ก่อนจะเริ่มทำเกษตรในพื้นที่จำกัด สิ่งสำคัญคือการวางแผน เขียนแผน
บ๊วย เป็นไม้ผลเมืองหนาวมีแหล่งกำเนิดในประเทศจีน เป็นพืชตระกูลเดียวกับพลัม ลูกท้อ มีการปลูกในประเทศไทยมานานแล้ว พื้นที่ที่เหมาะสมในการเพาะปลูก ต้องมีอากาศเย็น และสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 700 เมตรขึ้นไป ใช้ระยะเวลาการปลูก 5-6 ปีให้ผลผลิต คุณสายสุนีย์ แซ่เติ๋น หรือ คุณไหนอิง อยู่บ้านเลขที่ 180 หมู่บ้านห้วยแม่เลี่ยม ตำบลห้วยชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ทายาทเกษตรกรรุ่นใหม่ ต่อยอดสร้างรายได้ให้ครอบครัว แก้ปัญหาพ่อค้ากดราคา ผลผลิตไม่เหลือทิ้งเสียหาย พลิกวิกฤตทำตลาดออนไลน์ฟันรายได้ต่อปีเป็นเงินไม่น้อย คุณไหนอิง เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักเป็นพนักงานบริษัท อาชีพเสริมเป็นแม่ค้าออนไลน์12 ขายบ๊วยสดและผลไม้เมืองหนาวจากสวนของครอบครัว ที่พ่อแม่ทำมานานกว่า 40 ปี โดยที่สวนมีพืชหลักสร้างรายได้อยู่ 3 ชนิด ได้แก่ กาแฟ บ๊วย ลิ้นจี่ ส่วนพืชรอง ได้แก่ อะโวกาโด เชอร์รี่ บนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 50 ไร่ ซึ่งในช่วงนี้ก็จะเป็นฤดูกาลของบ๊วย ที่ผลผลิตจะเริ่มออกให้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมไปจนถึงปลายเมษายน จากนั้นพอหมดฤดูกาลของบ๊วยก็จะเป็นฤดูกาลของการเก็บเกี่ยวลิ้นจี่ต่อ จะทำแบบนี้หมุนเวียนกันทุกปี แต่ส
จังหวัดพิจิตรถือเป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ในอำเภอเมืองพิจิตร บางมูลนาก โพทะเล สามง่าม และตะพานหิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติ อีกทั้งยังมีการนำน้ำบาดาลมาใช้ทำนาปรัง จึงเอื้อให้เกษตรกรสามารถทำนาได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่ทำนาจนได้สูตรสำเร็จ คือ คุณสุดใจภู่คง ผู้ปลูกข้าวแห่งจังหวัดพิจิตร ซึ่งไม่เคยหยุดพัฒนาการทำนา แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาดินกรดที่ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและการจัดการที่ถูกวิธี จนสามารถพลิกฟื้นพื้นที่ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ และยกระดับผลผลิตได้มากกว่า 1 ตันต่อไร่ สูงกว่าพื้นที่ใกล้เคียงอย่างชัดเจน คุณสุดใจเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า “เส้นทางชีวิตผูกพันกับท้องนามาโดยตลอด เพราะช่วยพ่อแม่ทำนาตั้งแต่ยังเด็ก แต่เดิมครอบครัวมีที่นาเพียง 20 ไร่ ใช้เพาะปลูกเพื่อยังชีพเป็นหลัก ก่อนจะขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 40 ไร่ในปัจจุบัน แม้ไม่ใช่พื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ก็เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัวอย่างมั่นคง” รูปแบบในการทำนาของคุณสุดใจ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ‘นาปี’ และ ‘นาปรัง’ สมัยก่อนที่พ่อแม่ทำนาในลักษณะ ‘นาปี’ ซึ่งอาศัย
มัลเบอร์รี่ หรือ หม่อน ผลไม้หนึ่งในตระกูลเบอร์รี่ ปลูกง่าย แปรรูปเป็นผลิตภัณ์เพื่อสุขภาพสร้างมูลค่าได้หลากหลาย สามารถปลูกได้กับทุกสภาพพื้นที่ มีข้อดี ข้อเสีย ต่างกัน หากปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศร้อน แดดจัด ผลจะดก โตเร็ว มีข้อเสียคือ ผลจะนิ่ม ถ้าปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น ผลหม่อนจะออกไม่ดกมาก ข้อดีคือ ผลจะมีความหวาน กรอบ หากจะปลูกเชิงการค้าแนะให้เลือกพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศเย็นและมีแดดส่องถึงอย่างที่อำเภอวังน้ำเขียว คุณนันทวัน โตอินทร์ หรือ ครูไก่ เจ้าของสวนแม่หม่อน ตั้งอยู่ เลขที่ 201 หมู่ที่ 5 ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา อดีตแม่พิมพ์ของชาติ ลาออกจากราชการก่อนครบอายุ ผันตัวทำงานเกษตรที่ตนเองรัก บนพื้นที่มรดกคุณพ่อทิ้งไว้ให้ที่อำเภอวังน้ำเขียว จำนวน 13 ไร่ ครูไก่ เล่าว่า ก่อนที่จะลาออกจากราชการได้มีการคิดวางแผนมาก่อนแล้วว่า หากลาออกจากราชการจะทำอะไรดี จึงได้ศึกษาหาความรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้ให้ได้มากที่สุด มองดูรอบๆ พื้นที่แล้วน่าจะเหมาะกับการปลูกมัลเบอร์รี่ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อของ “ลูกหม่อน” เพราะพื้นที่ในอำเภอวังน้ำเขียวมีอากาศเย็น และมีแดดส
