พืชทำเงิน
เชื่อว่า ความสุขของเด็กบ้านสวนหลายคนคงจะเหมือนๆ กัน ใช้เวลาช่วงวันหยุด เสาร์ –อาทิตย์ ออกกำลังกายปีนป่ายห้อยโหนต้นไม้เป็นลิงค่างแล้วกับเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน ฝึกหัดว่ายน้ำในร่องสวน โดยใช้ลูกมะพร้าวผูกเป็นทุ่นพยุงตัว ยามหิว ก็ปีนต้นไม้เลือกเก็บผลไม้กินตามความพอใจ ทั้งฝรั่งขี้นก กล้วยหอม กล้วยไข่ มะพร้าว ฯลฯ พอเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนทุกปี เด็กบ้านสวนจะสนุกสนานกับการเก็บมะม่วงพันธุ์ไทยโบราณหลายชนิดที่มีรสชาติเอร็ดอร่อย เช่น มะม่วงแขนอ่อน(จำได้แม่น ..ผลยาวมาก ) แก้มแดง (ลูกสีสวยงาม เป็นเอกลักษณ์เด่น ) ลิ้นงูเห่า ( รสชาติหวานหอมเหมือนมะม่วงอกร่อง) ทองดำ (ผลดิบ มีรสมันปนเปรี้ยว ผลสุก หอมหวานอร่อยมาก ) อกร่อง (รสชาติหวานหอม อร่อยที่สุดในกลุ่มมะม่วงกินสุก ) ตลับนาค(กลิ่นหอม รสหวานอร่อย )กำปั้น หรือ กระล่อน ( ลูกเล็ก มีกลิ่นหอม รสหวาน ) พิมเสนมัน (ผลสุกงอมมีรสหวานปนเปรี้ยว ) และมันขุนศรี (อร่อยทั้งผลดิบและสุก ) ฯลฯ ในอดีต เมืองไทยมีสายพันธุ์มะม่วงไทยโบราณหลายร้อยสายพันธุ์ แต่วันนี้ มะม่วงเหล่านั้น นับวันแทบจะสูญหายไปหมด เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่เลือกปลูกมะม่วงที่ได้รับความนิยมเชิงการค้าเสียเป็นส่วนใหญ่ เช
นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันต้นทุนการทำนาโดยเฉลี่ยสูงราว 3,500-4,000 บาท หากชาวนาสามารถลดต้นทุนได้มากเท่าไร ก็หมายความว่าได้กำไรมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ขอแนะหลัก 3 ประการในการลดต้นทุนการทำนา คือ ประการที่ 1 ชาวนาต้องเปลี่ยนความคิดจากเดิมใฝ่หาความรู้ใหม่ เปลี่ยนวิธีการผลิตจากเดิมเป็นทำนาแบบประณีต เปลี่ยนพื้นที่นาไม่เหมาะสมไปปลูกพืชชนิดอื่น เปลี่ยนการพึ่งพาปัจจัยภายนอก มาเป็นพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด ประการที่ 2 ชาวนาต้องปลูกข้าวไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี เพื่อเป็นการพักดิน พื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน หลีกเลี่ยงภาวะวิกฤตน้ำ ตัดวงจรชีวิตของโรคแมลงศัตรูข้าว ด้วยการปลูกพืชอื่นก่อนทำนา หรือหลังทำนา หรือพักนา ประการที่ 3 ชาวนาต้องเข้าถึงวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมคือ เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี เหมาะสมกับพื้นที่และใช้ในอัตราที่เหมาะสม เตรียมดินให้ดี ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ของดิน กำจัดวัชพืชก่อนหว่านปุ๋ยเคมี เลือกใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชให้ถูกต้อง จัดการน้ำอย่างเหมาะสม หมั่นตรวจแปลงนา ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูข้าวเมื่อจำเป็น เก็บเกี่ยวข้าวที่เหมาะสม ลดก
ในช่วงปลายฝนต้นหนาว มักจะพบปรากฏการณ์ที่เหล่าแมงกะพรุนหลากสีนับหมื่นลอยเต็มท้องทะเล กินพื้นที่หลายตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะบริเวณชายหาด ซึ่งชาวบ้านพากันใช้สวิงมาตักแมงกะพรุนนำไปดองส่งขายสร้างรายได้ให้กับชุมชน ปัจจุบันประเทศไทยจะบริโภคแมงกะพรุนที่ผ่านการแปรรูปด้วยการดองเกลือและสารส้ม ขายทั้งแบบสด และตากแห้ง ซึ่งมีมูลค่าไม่สูงนัก และยังไม่มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น เนื้อแมงกะพรุนมีคุณค่าทางโภชนาการ คือ มีโปรตีนสูง และมีไขมัน คอเลสเตอรอล และแคลอรีต่ำ โดยเฉพาะเป็นโปรตีนประเภทคอลลาเจนที่กินได้ คอลลาเจน คือเส้นใยโปรตีน เป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กระดูกอ่อน เอ็นข้อต่อกระดูก กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย จะมีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบอยู่ประมาณ 30% ของส่วนที่เป็นโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย และเป็น 70% ของผิวหนังของเรา ร่างกายจะสังเคราะห์คอลลาเจนลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น สังเกตได้จากการเหี่ยวย่นของผิวพรรณซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณคอลลาเจนที่ลดลง คอลลาเจนจึงเป็นสารสำคัญและกำลังอยู่ในกระแสความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในวงการสุขภาพความงามและการแพทย์ รองศาสตราจารย์ ดร.เบญจวรรณ ธรรมธนารักษ์ ภาควิชาเทคโนโลยีอุตสา
การปลูกมะม่วงแบบประสบการณ์จริง เป็นการรวบรวมเอาเทคนิคและวิธีการจากชาวสวนมะม่วงที่ประสบความสำเร็จ นำมาเรียบเรียงเพื่อให้ผู้อ่านอ่านง่าย และนำไปเป็นแนวทางการปฏิบัติได้จริง มะม่วง เป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกสภาพ แต่หากจะปลูกมะม่วงในเชิงพาณิชย์และเพื่อการส่งออกจะต้องเลือกพื้นที่ที่ค่อนข้างดอน น้ำไม่ท่วมขัง กรณีพื้นที่เป็นที่ลุ่มจะต้องยกร่องเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง เพราะนิสัยของมะม่วงแม้จะทนต่อสภาพน้ำท่วมขังแต่หากน้ำท่วมนานๆ จะมีผลต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของผลผลิต อีกประการที่สำคัญคือแปลงมะม่วงที่มีน้ำท่วมขังมักเกิดปัญหาโรคเข้าทำลายได้ง่ายกว่าแปลงปลูกที่มีการระบายน้ำดี การเตรียมพื้นที่ปลูก “พื้นที่ดอน” การปลูกมะม่วงในพื้นที่ดอนจะต้องปรับพื้นที่ให้ค่อนข้างเรียบเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน เก็บเศษไม้และก้อนหินออกให้หมด จากนั้นให้ไถดินตากไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ การวัดระยะปลูก ก่อนอื่นจะต้องดูสภาพพื้นที่เป็นหลัก นักวิชาการหลายท่านต่างแนะนำให้วัดระยะแถวในแนวเหนือ-ใต้ หรือปลูกมะม่วงแบบขวางตะวันเพื่อให้ต้นมะม่วงได้รับแสงแดดอย่างทั่วถึงทุกต้น แต่บางครั้งสภาพพื้นที่ของเราไม
ทุเรียนสาลิกา (Salika Durian) ถือเป็นไม้ผลอัตลักษณ์ของจังหวัดพังงา ที่มีต้นกำเนิดในพื้นที่อำเภอกะปง และได้มีการขยายพันธุ์จนมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมในปัจจุบัน ซึ่งทุเรียนสาลิกาของแท้ดั้งเดิมมีลักษณะผลค่อนข้างกลม เปลือกบาง เมล็ดลีบ รสชาติหวานมัน เนื้อสีเหลือง เนื้อหนาละเอียด มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และที่สำคัญบริเวณกลางแกนผลมีสนิมสีแดงทุกผล จนได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications : GI) ภายใต้ชื่อ “ทุเรียนสาลิกาพังงา” จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อปี พ.ศ. 2561 โดยมีขอบเขตพื้นที่การผลิตในพื้นที่อำเภอกะปงเท่านั้น ลักษณะทุเรียนสาลิกา เป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ผลค่อนข้างกลม เปลือกผลบาง หนามสั้นและค่อนข้างถี่ ผลดิบสีเปลือกจะมีสีเขียวเข้ม เมื่อผลแก่สีจะอ่อนลง และมีสีน้ำตาลอ่อนบริเวณร่องพู เนื้อมีสีเหลือง เนื้อหนาละเอียด ไม่มีเส้นใย เนื้อแน่น ไม่เละ มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ รสชาติหวานมัน เมล็ดส่วนใหญ่จะมีลักษณะลีบ มีขนาดเล็ก น้ำหนักผลเฉลี่ย 1-2 กิโลกรัม มีผลผลิตออกสู่ตลาดในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม คุณรุ่งรดิศ ภิรมย์ หรือ โก้ลือ เห็นถึงความสำคัญของทุเรียนสาล
ปัจจุบันประชากรโลกและคนไทยก้าวเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ เสี่ยงเจอโรคภัยไข้เจ็บคุกคาม โดยโรคที่พบมากในผู้สูงอายุคือ โรคเบาหวาน มะเร็ง โรคหัวใจ และหลอดเลือดที่เกิดจากการอุดตันจากไขมัน โรคความดันโลหิตสูง และอื่นๆ อีกมากมาย การบริโภค “ข้าวโภชนาการสูง” เหมาะสำหรับกลุ่มผู้สูงวัยและคนที่รักสุขภาพ เพราะข้าวกลุ่มนี้มีสารอาหารเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แอนโทไซยานิน แกมมา-โอริซานอล วิตามินต่างๆ สามารถช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดการเกิดมะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด ซึ่งข้าวโภชนาการสูงส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มข้าวสี เช่น สีดำ สีม่วง และสีแดง ได้แก่ ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวเหนียวลืมผัว ข้าวสังข์หยดพัทลุง เป็นต้น Redberry ข้าวเหนียวแดงพันธุ์ใหม่ ในงานเกษตรแฟร์ 2567 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 รศ.ดร.ศิวเรศ อารีกิจ ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว Rice Science Center และ ดร.ชัชมาศ กาญจนอุดมการ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรกำแพงแสน จัดกิจกรรมกินข้าวกินผักโดยเปิดตัวข้าวเหนียวแดงโภชนาการสูง สายพันธุ์ใหม่ ที่เรียกว่า Redberry พร้อมทั้งหุงชิมร่วมกับข้าวสายพัน
ปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญและใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ที่รักสุขภาพจำนวนไม่น้อยสนใจอยากที่จะปลูกผักเพื่อสุขภาพไว้รับประทานเองที่บ้าน แต่ต้องประสบปัญหาในเรื่องของพื้นที่ที่มีอย่างจำกัด ครั้งนี้ผู้เขียนได้มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณเขมจิรา กิตติสิทธิการ เกษตรกรโครงการสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ได้แนะนำวิธีการเพาะเห็ดที่แสนง่าย มีเงินลงทุนเพียงหลักร้อย ใช้พื้นที่ข้างบ้านก็สามารถเพาะเห็ดได้ ส่วนวิธีการเพาะ การดูแล ก็ทำได้ไม่ยาก งานนี้ได้ทั้งสุขภาพและราคาที่ดีต่อใจ คุณเขมจิรา กิตติสิทธิการ หรือ คุณเขม อยู่บ้านเลขที่ 60 หมู่ที่ 10 ตำบลธวัชบุรี อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด รู้จักกันในนาม “บ้านสวนเห็ดคุณยาย” โดยก่อนหน้าที่จะมาเพาะเห็ด คุณเขม เล่าให้ฟังว่า ตนเองได้ผ่านมาหลายอาชีพ ตั้งแต่ทำงานเสริมความงามที่กรุงเทพฯ แต่มีเหตุที่ต้องกลับต่างจังหวัด เพราะแม่ไม่สบาย พอกลับมาอยู่กับแม่ก็เริ่มมองหาอาชีพเพื่อเลี้ยงตัวเอง ตอนนั้นมองว่าอาชีพขายหมูปิ้งนมสดน่าจะดี จึงลองทำดู ช่วงแรกๆ ก็ขายดี อยู่ไปสักพักเหมือนคนตกงานใครก็อยากมาขายหมูปิ้ง เราจึงหยุดการขายหมูปิ้ง หลังจากเลิกขายหมูปิ้งก็ยังไม่
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายภูมิภาคมีการเปิดจุดจำหน่ายข้าวกันอย่างคึกคัก ทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชน เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านนำข้าวสารพันธุ์ดีมาวางขายส่งตรงถึงมือผู้บริโภคเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจากราคาข้าวตกต่ำ บรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างคึกคัก ชื่นมื่น มีทั้งข้าวพันธุ์ดี ชื่อดังจากหลายภูมิภาค ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง รวมทั้งข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสซื้อข้าวชั้นดี หายาก สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ต่างๆ ยังมีข้าวหลากหลายให้เลือกบริโภค โดยเฉพาะตลาดข้าวกล้องพื้นเมือง ได้รับความสนใจจากทั้งผู้บริโภคชาวไทยและต่างประเทศ ที่จังหวัดสตูล เป็นอีกแหล่งปลูกข้าวพื้นเมืองที่นิยมบริโภคกันในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะผู้ชื่นชอบข้าวหุงขึ้นหม้อ รสชาติมัน กินอิ่มท้อง ทำข้าวต้ม-โจ๊ก อร่อย หรือใช้ทำแป้งขนมจีน จะได้เส้นขนมจีนเหนียวหนึบ หรือใช้ทำแป้งขนมทองพับ ปัจจุบัน มีการขยายตลาดไปยังผู้บริโภคประเทศมาเลเซียด้วย โดยเฉพาะ “ข้าวอัลฮัมดุลิลลาฮุ” ผลผลิตจากชาวนาบ้านโคกโดน หมู่ที่ 12 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ปัจจุบัน ชาวนาบ้านโคกโดน รวมตัวตั้ง “กลุ่มเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร” มีสมาชิกกลุ่ม
“ข้าวเบายอดม่วงตรัง” เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองประจำถิ่นที่คนตรังรู้จักกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน มีการเก็บรักษาสายพันธุ์ข้าวมากว่า 100 ปี มีลักษณะเด่นคือในหนึ่งกอข้าวเปลือกจะมีหลายสี แรกเริ่มสีเขียว จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง และเมื่อถึงระยะเก็บเกี่ยวจะมีสีม่วงคล้ายสียอดมะม่วง จึงเป็นที่มาของชื่อข้าวเบายอดม่วงตรัง สัมผัสของข้าวเมื่อหุงแล้วมีเหนียวนุ่ม ไม่กรุบหรือกระด้าง เคี้ยวง่าย ไม่ฝืดคอ ที่มากว่าจะเป็น “ข้าวเบายอดม่วง” จังหวัดตรัง ในอดีตเป็นจังหวัดที่มีการทำนาอยู่ทั่วทุกพื้นที่มีพันธุ์ข้าวดั้งเดิมที่เพาะปลูกอยู่หลากหลายสายพันธุ์ สำหรับข้าวเบายอดม่วง เป็นข้าวประจำถิ่นที่คนตรังในอดีตรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่มีการปลูกกันโดยทั่วไปภายในจังหวัด นิยมปลูกไว้ให้ผู้สูงอายุบริโภค เพราะเป็นข้าวนุ่ม เคี้ยวง่าย ไม่ติดคอ มีการปลูกเฉพาะในจังหวัดตรัง โดยชุมชนมีการเก็บรักษาสายพันธุ์ข้าวมากว่า 100 ปี ด้วยภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดมา จากในอดีตเรื่องการคัดเลือกสายพันธุ์ โดยเลือกเก็บแม่รวงเอาไว้ทำพันธุ์ (แม่รวง คือ รวงข้าวที่สมบูรณ์ที่สุดเกิดจากหน่อข้าวหน่อแรกอยู่สูงที่สุดในกอข้าว) ต่อมาในปี พ.ศ.
คุณจิรณี พิมผุย หรือ พี่ณี ประธานวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์บ้านวิทย์ ตำบลลมศักดิ์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ นี้เกิดจากการรวมกลุ่มจากการมีนโยบายภาครัฐ โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันไม่น้อยกว่า 30 คน ในพื้นที่เกือบ 300 ไร่ โดยได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 9 ในพื้นที่ เพื่อเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนภายใต้ชื่อ “วิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์บ้านวิทย์” พื้นที่ทั้งหมด 740 ไร่ มีสมาชิกทั้งหมด 60 ราย โดยแบ่งการปลูกข้าวแบบอินทรีย์ จำนวน 9 ราย จำนวน 160 ไร่ และกำลังปรับเปลี่ยนเข้าสู่กระบวนการปลูกข้าวอินทรีย์ จำนวน 41 ราย ในพื้นที่ 580 ไร่ ต่อมาในปี 2564 ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐตามโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด จำนวน 2,880,000 บาท ในช่วงต้นของการลงมือทำ ต้องประสบกับปัญหาจากกลุ่มคณะกรรมการที่ส่วนใหญ่ล้วนแต่ประกอบอาชีพเกษตรปลูกข้าวเป็นหลัก ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงมือทำด้านธุรกิจเกษตร เพราะเนื่องจากนโยบายภาครัฐ จำเป็นต้องมีห้างหุ้นส่วนเข้ามาเก
