
เทคโนโลยีชาวบ้านได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณปู–จงรัก จารุพันธุ์งาม ผู้ก่อตั้ง “มีกินฟาร์ม” เล่าให้ทางทีมงานฟังว่า “ก่อนหน้านี้ก็มีชีวิตไม่ต่างจากคนทั่วไป ที่ไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ และทำงานวิจัยร่วมกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาก็ได้ตัดสินใจเก็บกระเป๋าสองใบ เดินทางไปอังกฤษเพื่อเรียนภาษา ไปเรียนภาษาและทำงานด้านร้านอาหารไทย หาเลี้ยงตัวเองไปด้วย
พอใช้ชีวิตที่อังกฤษเข้าสู่ปีที่ 5-6 ราวปี 2012 ก็เริ่มรู้สึกว่าไม่มีความสุขเหมือนเดิม พอเข้าสู่ปี 2013 ความรู้สึกสับสนกลับถาโถมมากขึ้น คำถามอย่าง “เกิดมาทำไม?” เริ่มวนเวียนอยู่ในหัว และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนชีวิต สุดท้ายคุณปูจึงตัดสินใจกลับบ้าน… กลับไปหาความเรียบง่ายที่ขอนแก่น และบอกตัวเองว่า “จะไม่กลับไปใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ อีกแล้ว”

ที่มาที่ไปกว่าจะมาเป็น “มีกินฟาร์ม” ที่หลายๆ คนรู้จัก
จุดเริ่มต้นกว่าจะมาเป็น “มีกินฟาร์ม” คุณปู เล่าให้ทีมงานฟังว่า “ที่บ้านไม่ได้มีพื้นที่ทำกิน มีเพียงบ้านหลังเล็กๆ อยู่ที่ขอนแก่น เมื่อปี 2556 ก็ได้ตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านและเริ่มทำธุรกิจรับซื้อของเก่าเล็กๆ ในชุมชน แต่ทำไปได้ประมาณ 2 ปี กลับเริ่มรู้สึกไม่มีความสุข ธุรกิจที่เคยพอไปได้ก็เริ่มขาดทุน เพราะราคาของเก่าตก และทุกอย่างขึ้นอยู่กับกลไกตลาด
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง คุณปูได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง และเริ่มใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ ปลูกต้นไม้ ถอนหญ้า ท่ามกลางพื้นที่ที่ยังไม่ร่มรื่นนัก แต่กลับทำให้ใจสงบ
จนเกิดคำถามลึกๆ กับตัวเองว่า “ความฝันของเราคืออะไร” คำตอบที่ชัดเจนค่อยๆ ปรากฏขึ้น คุณปู บอกว่า “อยากมีบ้านสวนที่เป็นของตัวเอง และเปิดบ้านต้อนรับผู้คนให้เข้ามาพักผ่อนในพื้นที่ของเรา” นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “มีกินฟาร์ม”แม้ช่วงแรกจะไม่มีทุนเลย เพราะเงินเก็บหมดไปกับการซื้อที่ดิน และธุรกิจเก่าก็ล้มไม่เป็นท่า คุณปูจึงเริ่มต้นฟาร์มด้วยทรัพยากรที่มี และความคิดที่ว่า “จะใช้ที่ดินนี้สร้างรายได้อย่างไร?” ในระหว่างที่เราก็ต้องใช้ชีวิตรอ เพราะช่วงนั้นก็ไม่ได้ทำงานที่อื่น ก็เลยคิดว่าอะไรที่ลงทุนน้อยที่สุด นั่นก็คือ กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ก็เป็นการเริ่มต้นค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป อาจจะไม่ได้เหมือนกับธุรกิจคนอื่นที่มีทุน ลงทุนทีเดียวจบ “มีกินฟาร์ม” จึงไม่ได้เริ่มต้นจากความพร้อม แต่เกิดจาก ความฝัน ความตั้งใจ และการค่อยๆ เติบโตด้วยหัวใจ

ที่ดินที่ซื้อตอนนั้น “ราคาแพง” ด้วย และต้องมา “ฟื้นฟู” สภาพพื้นดินใหม่
แม้ที่ดินผืนนี้จะซื้อมาในราคาสูง แต่สภาพกลับตรงกันข้ามกับคำว่า “พร้อม” พื้นที่บางส่วนเต็มไปด้วยดงกระถินและไผ่ ทางเข้าก็เป็นถนนลูกรัง บางโซนเคยเป็นไร่อ้อยมาก่อน ดินแข็ง แห้ง และแทบไม่มีธาตุอาหารเหลืออยู่เลย แม้แต่พืชบำรุงดินอย่างปอเทืองหรือถั่วบราซิลก็ยังขึ้นยาก
แต่พี่ปูตั้งใจแน่วแน่ว่า “จะไม่ใช้สารเคมี” แม้จะต้องถกเถียงกับคุณพ่อที่เคยชินกับการใช้ปุ๋ยเคมีอยู่บ้าง (แม้ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าหรือยาฆ่าแมลงก็ตาม) แต่พี่ปูเลือกเดินหน้าในแนวทางเกษตรอินทรีย์แบบเต็มตัว
ด้วยความที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อน จึงเริ่มจากการค้นคว้าทุกอย่างเอง ตั้งแต่ “เกษตรอินทรีย์คืออะไร”, “เกษตรธรรมชาติทำยังไง” ไปจนถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่เรียนรู้ไป ทดลองไป ใช้ทั้งปุ๋ยคอก เศษฟาง ใบไม้ และพืชคลุมดินช่วยบำรุงดินอย่างต่อเนื่อง
อย่างดินที่แข็งๆ ก็ใช้ทั้งปอเทือง ใช้ทั้งฟางมาคลุมหน้าดินให้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยบำรุงดินไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ฟื้นฟูไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็พบว่าถ้าจะฟื้นดินให้ได้ผลจริง ต้องใช้ปุ๋ยคอกจำนวนมาก ซึ่งราคาก็ไม่ใช่น้อย ขี้ควายกระสอบละ 50 บาท ซื้อไปเรื่อยๆ ก็ไม่ไหว นั่นจึงเป็นที่มาของการ “ไถ่ชีวิตควาย” จากโรงฆ่าสัตว์ เพื่อให้มูลควายกลายเป็นทรัพยากรสำคัญในการฟื้นฟูดิน ทุกวันนี้ “มีกินฟาร์ม” มีควายอยู่ 6 ตัว ซึ่งไม่ใช่แค่เลี้ยงเพราะความผูกพัน แต่เพราะควายคือส่วนหนึ่งของระบบฟาร์มที่เกื้อหนุนกันอย่างแท้จริง

“มีกินฟาร์ม” ทำเกษตรบนพื้นที่กี่ไร่
ล่าสุดพี่ปูเพิ่งซื้อที่ดินเพิ่มอีกแปลงเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ทำให้ตอนนี้ “มีกินฟาร์ม” มีพื้นที่รวม 8 ไร่ โดย 4 ไร่แรกเป็นพื้นที่ที่ผ่านการฟื้นฟูระบบนิเวศจนเริ่มสมบูรณ์แล้ว ภายในพื้นที่มีต้นไม้หลากหลายชนิดกระจายอยู่ทั่วแบบไม่ได้จัดวางเป็นโซนชัดเจน คล้ายการเลียนแบบป่าธรรมชาติ ทุกอย่างแทรกตัวอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน
ส่วนพื้นที่โซนใหม่ เป็นแปลงนาสำหรับปลูกข้าว และอีกประมาณ 1 งาน ปลูกถั่วบราซิล ซึ่งเป็นพืชคลุมดิน ช่วยบำรุงดิน และยังสามารถเก็บผลผลิตไปจำหน่ายได้ด้วย

สตอรี่ที่มาของการเกิดเป็นชื่อ “มีกินฟาร์ม” มีที่มายังไง
เดิมที “มีกินฟาร์ม” มีชื่อว่า “สวนเกษตรมีกิน” เพราะตั้งใจให้เป็นเหมือน “ตู้กับข้าวของครอบครัว” ที่เดินไปตรงไหนก็เจอของกิน เริ่มตั้งแต่ริมรั้วที่ปลูกผักยืนต้น เช่น คะน้าไชยา ซึ่งเป็นได้ทั้งแนวรั้วและอาหาร ทุกพื้นที่ในสวนจึงถูกออกแบบให้เก็บกินได้จริง ลดการพึ่งพาการซื้อพืชผักจากตลาดให้น้อยที่สุด
แต่เมื่อมีคนรู้จักมากขึ้น หลายคนเข้าใจว่า “สวนเกษตรมีกิน” คือแค่ปลูกผักขายอย่างเดียว พี่ปูจึงตัดสินใจรีแบรนด์ใหม่เป็น “มีกินฟาร์ม” ที่สื่อถึงพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรมากขึ้น
ที่มีกินฟาร์มไม่ได้มีแค่สวนผัก แต่ยังมี ร้านอาหารคุณภาพ ซึ่งได้รับรางวัลการันตี มิชลิน กูร์มองด์ 3 ปีซ้อน เป็นอาหารที่คุณภาพดี ราคาย่อมเยา โดยคอนเซ็ปต์หลักของการรังสรรค์เมนูอาหารต่างๆ จะมาจากวัตถุดิบจากในสวนและชุมชน เช่น
- ยำดอกแคหมูสับกุ้งสด ที่ใช้ดอกแคปลูกเอง จากในสวน
- ยำผักกูด จากผักในสวนที่เราปลูกเอง
ส้มตำดอกไม้กรอบ และ ชุดน้ำพริกกะปิดอกไม้กรอบ ที่ดัดแปลงจากดอกไม้กินได้ในสวน

แนวคิดหลักคือ “ปลูกอะไรในสวนเอามารังสรรค์เป็นเมนูต่างๆ” โดยผสมผสาน ภูมิปัญญาอีสาน เข้ากับการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ เช่น เมนู อ๋อปลายอน ที่มีเนื้อปลานุ่มชุ่มฉ่ำ ที่ใครมาต้องสั่งเมนูนี้มาลองกิน
นอกจากนี้ ยังมี โฮมสเตย์ 2 หลัง 3 ห้องนอน ที่ออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของบ้านสวนใน 1 คืน พร้อมกิจกรรมเชิงเรียนรู้ ที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่มีอยู่ในสวนของเรา เช่น
- การเก็บดอกไม้กินได้ไปตกแต่งลงบนคุกกี้
- การพิมพ์ผ้าด้วยดอกไม้ (Eco Printing)
โดยทุกกิจกรรมเริ่มจาก “การเดินชมสวน” เพื่อให้ผู้มาเยือนได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติ เห็นคุณค่าของพื้นที่สีเขียว และอาจได้รับแรงบันดาลใจกลับไปสร้างพื้นที่สีเขียวเล็กๆ ของตัวเอง

เพราะสุดท้าย เป้าหมายของ “มีกินฟาร์ม” ไม่ใช่แค่ให้คนมาเที่ยว แต่คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่ช่วยดูแลโลกของเราร่วมกัน
การจัดสรรพื้นที่แบบ “มีกินฟาร์ม” ฉบับพี่ปู
ไม่ได้วางผังเป๊ะตั้งแต่แรก แต่มาจากการค่อยๆ ลงมือ ค่อยๆ เติมสิ่งที่จำเป็นทีละนิด พี่ปูมักจะแนะนำเสมอว่า “ก่อนเริ่ม ให้ลองเขียน Master Plan” หรือแผนภาพรวมของพื้นที่ ว่าเราอยากให้บ้านหรือสวนของเรา มีอะไรบ้าง และใช้ประโยชน์อย่างไรตัวอย่างการจัดสรรพื้นที่ในฟาร์มขนาด 4 ไร่ของพี่ปู แบ่งเป็น 3 โซนหลักๆ ดังนี้
โซนแรก : ปลูกผักสวนครัวและดอกไม้กินได้ เพื่อให้เดินเก็บได้ง่าย นำไปใช้ประกอบอาหารเสิร์ฟลูกค้า รวมถึงเป็นพื้นที่บ้านพักของพี่ปูเอง
โซนที่สอง : บ้านพักโฮมสเตย์ วางไว้ใจกลางพื้นที่เพื่อให้เงียบสงบและมีความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้มาเข้าพัก
โซนที่สาม : พื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์ อยู่ท้ายสวน เพื่อลดกลิ่นและเสียงรบกวน
ระบบน้ำ ถูกออกแบบให้ไหลรอบพื้นที่ เพื่อให้ชุ่มชื้นตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูแล้ง
“มีกินฟาร์ม” โซนที่พัก ก็ได้รับรางวัล การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งจะเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ที่ไม่ใช้สารเคมี การปลูกพืชที่หลากหลายในสวน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สมดุล แม้สวนจะดูไม่เป็นระเบียบเหมือนที่อื่น แต่ทุกต้นไม้ ใบหญ้า และแมลงที่อาศัยอยู่ในฟาร์มแห่งนี้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่เกื้อกูลกัน
ทั้งหมดนี้คือหัวใจของ “มีกินฟาร์ม” พื้นที่ธรรมชาติที่ออกแบบให้เติบโตไปพร้อมกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เมนูไฮไลต์ที่ไป “มีกินฟาร์ม” แล้วต้องมากิน
หากได้มาเยือน “มีกินฟาร์ม” เมนูที่ห้ามพลาดคือ อ๋อปลายอน แกงอ่อมพื้นบ้านสไตล์อีสานแท้ๆ ที่หอมสมุนไพร เข้มข้น และกลมกล่อม จนได้แนะนำใน มิชลินไกด์ เป็นเมนูขึ้นชื่อที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยรสชาติและความหมาย

กิจกรรม…ออกแบบจากสิ่งที่มี
ทุกกิจกรรมในฟาร์มถูกออกแบบจาก “สิ่งที่มีอยู่จริง” ในสวน เริ่มจากต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ แล้วค่อยต่อยอดเป็นกิจกรรมให้ลูกค้าได้เรียนรู้และลงมือทำ
ไม่จำเป็นต้องคลุกโคลนหรือดำนาเสมอไป เช่น
- การเรียนรู้การปลูกดอกไม้กินได้
- นำดอกไม้ไปตกแต่งคุกกี้
- พิมพ์ผ้าด้วยดอกไม้ (Eco Printing)
กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้คนเมืองได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติในแบบสนุกและสบาย
ฐานลูกค้าของเราค่อยๆ ขยายขึ้นเรื่อยๆ และลูกค้าเก่าก็กลับมาใช้บริการซ้ำ หลายคนชอบเพราะที่นี่ไม่มีไม้ล้อม ทุกต้นถูกปลูกจากเมล็ด ทำให้ต้นไม้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อเวลาผ่านไป ลูกค้าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ที่ปลูกเอง ซึ่งไม่เหมือนที่ไหน นั่นทำให้ที่นี่ไม่รู้สึกน่าเบื่อ และลูกค้าประจำยังคงกลับมาเสมอ เพราะต้นไม้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจของเรา
สำหรับพี่ปู ความสุขจากการทำเกษตรคือการได้เห็นต้นไม้ที่ปลูกค่อยๆ โตขึ้นไปพร้อมกัน “เพิ่งรู้ว่าตัวเองหลงรักการทำเกษตรมาก เรียกได้ว่า “เกษตร” คือชีวิตเลยก็ว่าได้ เหมือนตื่นขึ้นมาในทุกเช้าแล้วได้อยู่ท่ามกลางต้นไม้ที่เราปลูกเอง มันทำให้สดชื่นและผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก แค่เห็นต้นไม้เติบโตก็มีความสุขมากแล้ว”

พี่ปูอยากให้ที่นี่เป็นบ้านอบอุ่นของคนขอนแก่นและของคนในพื้นที่ เป็นสวนพักผ่อนที่ทุกคนอยากกลับมา พร้อมเป็นพื้นที่สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสอีสานในแบบเรียบง่าย ไม่ปรุงแต่ง ที่นี่คือบ้านของคนขอนแก่น และเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์พิเศษสำหรับผู้มาเยือนที่อยากใกล้ชิดธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง
หากใครกำลังมองหาที่พักผ่อนใจ ท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมอาหารอร่อยๆ แวะมาที่ “มีกินฟาร์ม” ได้เลย ที่นี่มีทั้งร้านอาหารและโฮมสเตย์ในบรรยากาศอบอุ่น รายล้อมด้วยธรรมชาติ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : มีกินฟาร์ม
