Featured พืชทำเงิน เกษตรรอบด้าน

เปิดธุรกิจทำเงินจากหอยทาก เก็บเมือกทำผงฟรีซดราย ส่งอุตสาหกรรมเครื่องสำอางต่างประเทศ กก. ละ 1 ล้าน

เมื่อพูดถึง “หอยทาก” หลายคนอาจนึกถึงศัตรูพืชที่สร้างความเสียหายให้กับพืชผลทางการเกษตร หรือเป็นสัตว์หน้าตาแปลกประหลาดที่ไม่น่าเข้าใกล้ แต่ใครจะคิดว่าหอยทากจะกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของมันให้กลายเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ได้อย่างน่าทึ่ง

คุณกฤตพง ภัทรธุวานัน กรรมการบริหารบริษัท เอเดนอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ดูเเลเเละริเริ่มโครงการ “เอเดนฟาร์ม”

คุณกฤตพง ภัทรธุวานัน กรรมการบริหารบริษัท เอเดนอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้มีประสบการณ์ด้านการผลิตและส่งออกอาหารอินทรีย์มายาวนานกว่า 27 ปี ได้ริเริ่มโครงการ “เอเดนฟาร์ม” ขึ้นด้วยแนวคิดในการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง พร้อมทั้งตั้งเป้าเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยคุกคามทางการเกษตร โดยเฉพาะการระบาดของหอยทากยักษ์แอฟริกา ซึ่งกำลังสร้างความเสียหายต่อพืชผลและระบบนิเวศทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งหอยทากสายพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศกานา และได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในหลายภูมิภาค เอเดนฟาร์มจึงมองเห็นโอกาสในการจัดการปัญหานี้อย่างสร้างสรรค์ ด้วยการนำหอยทากมาเลี้ยงอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งขยายเครือข่ายฟาร์มออกไปในพื้นที่เขาใหญ่ จังหวัดนครนายก ปัจจุบันมีฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 85 แห่ง โดยเอเดนฟาร์มทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เเละถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรรายอื่นๆ เพื่อสร้างระบบเกษตรที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของการพัฒนาโครงการก็พบกับอุปสรรคสำคัญคือ การขาดข้อมูลในการเลี้ยงหอยทากในระบบฟาร์ม เพราะโดยธรรมชาติแล้ว หอยทากยักษ์แอฟริกาเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ไม่เคยถูกนำมาเลี้ยงแบบฟาร์มมาก่อน เอเดนฟาร์มจึงต้องอาศัยความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้ามาช่วยวางระบบการจัดการฟาร์มหอยทาก ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยง การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการจัดการด้านมาตรฐานฟาร์ม ซึ่งบริษัทเองก็มีพื้นฐานในด้านเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว จึงนำมาตรฐานดังกล่าวมาใช้ควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลี้ยง การเก็บเมือก ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อส่งออกไปยังยุโรป


เอเดนฟาร์ม

คุณกฤตพง กล่าวเพิ่มเติมว่า หากไม่มีการสร้างรายได้จากการเก็บเมือกและการส่งออก หอยทากก็จะเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงที่ไม่สามารถต่อยอดเป็นธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น การหาตลาดและผู้ซื้อในต่างประเทศจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ โชคดีที่เอเดนมีพื้นฐานด้านการส่งออกอยู่แล้ว จึงสามารถเข้าสู่ตลาดเครื่องสำอางในรูปแบบ “ingredient” หรือส่วนประกอบสำคัญได้อย่างราบรื่น

คุณกฤตพงยังบอกอีกว่า ภายในฟาร์มของเอเดน มีการเลี้ยงหอยทากเพียงสายพันธุ์เดียวคือ สายพันธุ์แอฟริกา ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า อาชาทิน่า (Achatina) โดยชื่อว่า “อุทยานหอยทากอาช่า” ที่ใช้เรียกภายในฟาร์ม ก็มีที่มาจากชื่อสายพันธุ์นี้โดยตรง

หอยทากยักษ์เเอฟริกา อาชาทิน่า (Achatina)

ซึ่งหอยทากยักษ์แอฟริกามีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากหอยทากทั่วไปอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นขนาดลำตัวที่ใหญ่ เปลือกมีลักษณะคล้ายเจดีย์ มีเกลียวสูงประมาณ 5 ชั้น และมีก้นแหลม อีกทั้งยังมีฝาเดียวและหายใจด้วยปอด ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้มันสามารถปรับตัวได้ดีในหลายสภาพแวดล้อม

นอกจากนี้ หอยทากสายพันธุ์นี้ยังสามารถผลิตเมือกได้ในปริมาณมาก โดยมีความสามารถในการกินอาหารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นขอนไม้ผุ ใบไม้แห้ง ผักสด ฟางเน่า หรือแม้แต่เศษวัสดุอินทรีย์ที่ย่อยสลายแล้ว อาหารเหล่านี้ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ช่วยให้หอยทากสามารถสร้างเมือกที่มีองค์ประกอบทางชีวภาพหลากหลายและมีคุณภาพสูง

ในแง่ของอายุขัย หอยทากอาชาทิน่าถือว่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืน โดยเฉลี่ยแล้วสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 7 ปี ซึ่งเมื่อมีอายุครบ 6 เดือนก็สามารถเริ่มเก็บเมือกได้ทันที และสามารถเก็บต่อเนื่องได้จนถึงอายุประมาณ 6 ปี โดยในช่วงโตเต็มวัย หอยทากจะมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 กรัม ทั้งนี้ การเก็บเมือกสามารถทำได้ทุก 15 วันต่อหอยทาก 1 ตัว

ซึ่งต่อมที่ใช้ในการผลิตเมือก จะอยู่ในสองบริเวณหลักๆ คือ บริเวณก้านคอ และบริเวณเท้า โดยต่อมแต่ละแห่งจะผลิตเมือกเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อความหลากหลายของส่วนประกอบในเมือกที่ได้

พลิกบทบาทหอยทาก 
จากตัวร้ายสู่ฮีโร่ของระบบนิเวศ

คุณกฤตพง เล่าว่า นอกเหนือจากเรื่องธุรกิจแล้ว เอเดนฟาร์มยังมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้เห็นคุณค่าของหอยทาก ซึ่งแม้เคยถูกมองว่าเป็นศัตรูพืช แต่แท้จริงแล้วสามารถนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน การเลี้ยงหอยทากยังสอดคล้องกับแนวทางของ EU Green Deal ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยหอยทากมีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนและมีเทนจากกระบวนการหมักย่อยของเสียทางธรรมชาติ

ภายในโรงเรือนเลี้ยงหอยทาก

ระบบฟาร์มของเอเดนเป็นฟาร์มระบบปิด โรงเลี้ยงสร้างจากตาข่ายวัสดุธรรมชาติที่สามารถคลุมมิดชิดและระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำขัง มีการล้อมรั้วด้วยตาข่ายทั้ง 4 ด้าน โดยจะฝังตาข่ายลึกลงไปใต้ดินประมาณ 1 ฟุตด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้หอยทากหนีออกจากพื้นที่

ในส่วนของสภาพเเวดล้อมภายในโรงเลี้ยงจะมีขอนไม้ผุ เฟิร์น และพืชอินทรีย์อื่นๆ ทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งที่อยู่และอาหารสำหรับหอยทาก พร้อมมีถาดน้ำภายในฟาร์มเพื่อให้หอยทากกิน เพราะหอยทากชนิดนี้กินอาหารเเละน้ำเก่ง เเละอุณหภูมิ ความชื้นภายในฟาร์มต้องสมดุล มีการถ่ายเทอากาศที่ดีด้วย

กระบวนการเก็บเมือกหอยทาก

โดยพื้นที่ทั้งหมดของเอเดนฟาร์มมีขนาด 12 ไร่ มีพืชปลูกอยู่มากกว่า 400 ชนิด โดยส่วนใหญ่เป็นพืชที่ช่วยฟอกอากาศ เช่น เตยด่าง ทุ่งไผ่ และไม้ดอกนานาพรรณ ซึ่งจะปลูกรอบๆ โครงการ ช่วยฟอกอากาศให้สดชื่นเพิ่มความร่มรื่นและเสริมสร้างระบบนิเวศที่ดี   

เมือกหอยทาก สินค้าเเปรรูปสร้างมูลค่า

หลังจากการพัฒนาเทคโนโลยีการเลี้ยงและเก็บเมือกหอยทากอย่างยั่งยืน ฟาร์มเอเดนได้ต่อยอดเมือกหอยทากสายพันธุ์อาชาทิน่าให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง พร้อมเข้าสู่ตลาดความงามทั้งในและต่างประเทศ โดยเมือกที่ได้ผ่านกระบวนการสกัดและควบคุมคุณภาพอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้สารสำคัญที่มีความเข้มข้นสูง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน เอเดนฟาร์มได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากเมือกหอยทากอาชาทิน่าจำนวน 2 รูปแบบ ได้แก่

1. เซรั่มอาช่า (Asha Serum)
ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวในรูปแบบโมเลกุลขนาดเล็ก ช่วยชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย ฝ้า กระ และจุดด่างดำบนใบหน้า เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทุกเพศตั้งแต่อายุ 16-75 ปี


2. เมือกหอยทากผงฟรีซดราย (Snail Mucin Freeze-dried Powder)

ผลิตภัณฑ์จากเมือกหอย “เซรั่มอาช่า” วางจำหน่าย 2 ขนาด

ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบผงแห้งด้วยเทคโนโลยีฟรีซดราย ช่วยคงคุณค่าสารออกฤทธิ์จากเมือกหอยทากให้คงตัวได้นาน เหมาะสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่ต้องการส่วนผสมคุณภาพสูง ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 60,000 ดอลลาร์สสหรัฐต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 1,850,000 บาท

โดยกระบวนการผลิต เซรั่มอาช่า เริ่มจากการใช้แท่งแก้วปลายมนกระตุ้นบริเวณต้นคอหอยทาก ซึ่งจะทำให้หอยทากปล่อยเมือกออกมาประมาณ 20 หยด หรือ 1 ซีซีต่อการเก็บ 1 ครั้ง วิธีการนี้เป็นมิตรกับตัวหอย ไม่ทำให้บาดเจ็บหรือเหนื่อยล้า หลังจากเก็บเมือกแล้ว จะต้องนำเมือกเข้าสู่ช่องฟรีซภายใน 30 นาที เพื่อรักษาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพให้คงประสิทธิภาพสูงสุด

ในส่วนของการผลิต เมือกหอยทากผงฟรีซดราย จะเริ่มจากการนำเมือกสดเข้าเครื่องทำแห้งโดยใช้ความเย็นจัด เพื่อแปรสภาพของเหลวให้กลายเป็นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว จากนั้นปรับอุณหภูมิให้เกิดการระเหิดจนกลายเป็นไอ และหลงเหลือเพียงของแห้งซึ่งเป็นเมือกหอยทากเข้มข้นในรูปแบบผง

คุณกฤตพง เล่าว่า ทั้งสองผลิตภัณฑ์นี้ถูกวางจำหน่ายและส่งออกไปยังอุตสาหกรรมเครื่องสำอางทั้งในไทย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศในยุโรป เเละได้การรับรองมาตรฐาน อย. ทั้งในไทยเเละต่างประเทศ นอกจากนี้ เอเดนฟาร์มยังมีแผนในการพัฒนาเมือกหอยทากให้เป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ในอนาคตอีกด้วย

เมื่อธุรกิจเติบโต…ชุมชนก็ต้องเติบโตไปด้วยกัน

สำหรับเอเดนฟาร์ม ความยั่งยืนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในแปลงเลี้ยงหอยทาก แต่ยังขยายไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น โดยเฉพาะชุมชนในจังหวัดนครนายกที่เป็นทั้งบ้านเกิดและแหล่งดำเนินงานหลักของฟาร์ม ด้วยแนวคิด “คืนกำไรสู่สังคม” เอเดนฟาร์มได้พัฒนาระบบที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีรายได้หลากหลายช่องทาง ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

1. ส่งเสริมร้านค้าท้องถิ่น

ภายในฟาร์มเอเดน มีร้านค้าจากชุมชนท้องถิ่นเข้ามาร่วมจำหน่ายสินค้า โดยเน้นคัดเลือกร้านดังจากจังหวัดนครนายก เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสรสชาติและเอกลักษณ์ของพื้นที่อย่างแท้จริง การเปิดพื้นที่จำหน่ายนี้นอกจากช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ค้าท้องถิ่นโดยตรงแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในจังหวัดอย่างยั่งยืน

2. สร้างเครือข่ายผู้เลี้ยงหอยทาก

เอเดนฟาร์มยังเปิดรับเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมเป็น “เครือข่ายฟาร์มหอยทาก” โดยมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้คำปรึกษา และสนับสนุนการรับรองมาตรฐานฟาร์ม เมื่อผ่านการรับรองแล้ว เกษตรกรสามารถส่งเมือกหอยทากกลับมาขายให้เอเดนฟาร์มได้โดยตรง กลายเป็นช่องทางสร้างรายได้เพิ่มเติม และช่วยกระจายอาชีพใหม่ในภาคการเกษตรสมัยใหม่

3. คืนกำไรสู่สังคม

รายได้ส่วนหนึ่งจากการดำเนินธุรกิจในเอเดนฟาร์ม ถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ โรงทานเอเดน ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน เพื่อเลี้ยงอาหารให้กับครัวเรือนยากไร้ในพื้นที่นครนายกกว่า 130 ครัวเรือน นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนถึงความตั้งใจในการตอบแทนชุมชนอย่างจริงใจ

เรียนรู้ผ่านฟาร์มเกษตรอินทรีย์ 
พักผ่อนผ่านธรรมชาติ ที่เอเดนฟาร์ม

“เอเดนฟาร์ม” ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ได้มีดีแค่หอยทาก แต่เต็มไปด้วยกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ การพักผ่อน และการท่องเที่ยวแบบครบวงจร

คุณกฤตพงได้บอกอีกว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักที่มาเยือนเอเดนฟาร์ม เป็นกลุ่มนักเรียน ครอบครัว และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เเละสำหรับผู้ที่อยากมาพักผ่อนหย่อนใจ บำบัดกับธรรมชาติ เเนะนำสถานที่เเห่งนี้ ซึ่งจะได้ทั้งการเรียนรู้ เเละทำกิจกรรมต่างๆ พร้อมทั้งรับบรรยากาศที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่ให้ความสดชื่นอีกด้วย

เพื่อให้การมาเที่ยวที่ฟาร์มไม่น่าเบื่อ เอเดนฟาร์มได้ออกแบบกิจกรรมไว้มากมาย ทั้งที่ได้ความรู้ ความสนุก และความผ่อนคลาย มีทั้งกิจกรรมทางบกเเละทางน้ำ

จุดถ่ายภาพ ร่มหลากสี

กิจกรรมทางบก

– เรียนรู้เกี่ยวกับหอยทากยักษ์แอฟริกา ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจใหม่ที่ฟาร์มให้ความสำคัญ
– ถ่ายภาพกับลานร่มหลากสี ทุ่งดอกไม้ และจุดเช็กอินธรรมชาติต่างๆ พร้อมนั่งฟังดนตรีสดริมทุ่ง สร้างบรรยากาศที่ชวนผ่อนคลาย

– ไหว้ขอพรกับเจ้าเเม่กวนอิม

กิจกรรมทางน้ำ

– พายเรือและถ่อแพบนลำคลองที่คดเคี้ยวผ่านฟาร์ม
– เดินเทรลกลางทุ่ง และเดินบนถนนไผ่ ที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์

เอเดนฟาร์มยังใส่ใจการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่าน การประชาสัมพันธ์บนสื่อออนไลน์ อย่าง Facebook, TikTok และ YouTube ที่เน้นทั้งความรู้ ความน่าสนใจ และมุมถ่ายภาพสวยๆ ทำให้เกิดการบอกต่อและกระตุ้นความอยากมาเยือนในวงกว้าง

ครบเครื่องเรื่องกิน และการพักผ่อน

เพื่อให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่มองหาทั้งการเรียนรู้และการพักผ่อนในที่เดียว ภายในฟาร์มยังมี

– คาเฟ่ร้านกาแฟ
– ร้านอาหารไทย-เวียดนาม

ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ในบรรยากาศที่ร่มรื่น สไตล์ฟาร์มอินทรีย์ ที่เหมาะกับทั้งครอบครัว เอเดนฟาร์มไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวหรือฟาร์มเกษตรอินทรีย์ แต่คือแหล่งเรียนรู้และนวัตกรรมที่จับต้องได้จริงเป็นตัวอย่างของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า พลิก “ศัตรูพืช” อย่างหอยทากให้กลายเป็น “สัตว์เศรษฐกิจ” และสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ส่งเสริมทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในคราวเดียวกัน

พักผ่อนแบบชิลๆ เอเดนฟาร์มเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกวัน ด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตรและกิจกรรมที่หลากหลาย ข้อมูลสำคัญที่ควรรู้ก่อนเดินทางเวลาเปิด-ปิด เปิดให้เข้าชมฟาร์มทุกวัน ตั้งเเต่เวลา 10.00-17.00 น. โดยจะมีค่าเข้าชม ดังนี้

วันจันทร์-ศุกร์ 10 บาท

วันเสาร์-อาทิตย์ 20 บาท (สามารถนำคูปองไปแลกน้ำสมุนไพรหรือน้ำแร่ได้ฟรี) 

ค่าธรรมเนียมเข้าชมนี้ไม่เพียงช่วยดูแลพื้นที่และพัฒนากิจกรรมใหม่ๆ ภายในฟาร์ม แต่ยังมอบความคุ้มค่ากลับคืนให้กับผู้เข้าชมทุกคนอีกด้วยหากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวใหม่ๆ ที่ผสมผสานธรรมชาติ นวัตกรรม และความรู้
เอเดนฟาร์ม จังหวัดนครนายก อาจเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ควรไปเยือนสักครั้ง

หากสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเข้าเยี่ยมชมฟาร์ม หรือเรียนรู้ทางด้านชีววิทยาหอยทาก ติดต่อได้ที่ เฟซบุ๊ก : เอเดนฟาร์ม-นครนายก โทร. 081-375-0342

ผู้เขียน : กัญญาณัฐ ทองดีธนชาต

เผยแพร่ออนไลน์ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568

Related Posts