ผู้เขียน : ชนุดม สุรัตน์
ในยุคที่เกษตรกรไทยจำนวนไม่น้อยเผชิญปัญหาความผันผวนของราคาพืชเศรษฐกิจ อาจารย์ไพฑูรย์ กระโทกนอก อดีตครูผู้เคยยืนสอนอยู่หน้าชั้นเรียนเมื่อเกษียนเลยเลือกก้าวออกมาสู่เส้นทางใหม่ในฐานะเกษตรกรเต็มตัว ด้วยการสร้าง โกโก้ฟาร์มลำตะคอง ฟาร์มเกษตรผสมผสานขนาดใหญ่กว่า 300 ไร่ ติดกับเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ที่วันนี้ไม่เพียงเป็นแหล่งผลิตโกโก้คุณภาพ และยังเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้เห็นว่า พืชชนิดนี้คือหนึ่งในพืชอนาคต ของไทยอย่างแท้จริง

อาจารย์ไพฑูรย์ กล่าว่า “ผมจะเออร์ลี่แล้วจะอยู่เฉยๆ มันเป็นไปไม่ได้ มันต้องรู้ว่ามันจะทำอะไร พอเรารู้ เรามีเวลาประมาณนี้ จะทำอะไรมันก็โอเค”
จุดเริ่มต้นจากยางพาราที่ราคาตกต่ำ
เดิมทีพื้นที่แห่งนี้ปลูกยางพาราเต็มพื้นที่ ผลผลิตออกดีแต่ราคากลับผันผวนหนักจนขาดทุน การทำเกษตรในรูปแบบเกษตรอุตสาหกรรม ที่ปลูกทีละมากๆ จึงเริ่มไม่ตอบโจทย์ ความคิดในการหาพืชทางเลือกจึงเกิดขึ้น อาจารย์กล่าวว่า “ถ้ายางราคาตก เราต้องมีพืชสำรอง ต้องหาพืชที่ยั่งยืนได้จริง” เมื่อศึกษาพืชต่างๆ พบว่า โกโก้ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ด้วยเหตุผลหลักคือ แปรรูปได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่เมล็ดดิบ โกโก้นิบส์ ผงโกโก้ (Cocoa Powder) เนยโกโก้ (Cocoa Butter) จนถึงช็อกโกแลตนานาชนิด และยังสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอางได้อีก จึงกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทดลองปลูก

การปลูกโกโก้ในฟาร์มผสมผสาน
พื้นที่ทั้งหมดราว 300 ไร่ ปลูกพืชหลากหลายผสมผสาน ทั้งยางพารา มะพร้าว มะม่วง มะยงชิด และโกโก้ โดยโกโก้มีจำนวนราวๆ 15,000 ต้น ปลูกแซมอยู่ในแปลงต่างๆ อย่างเป็นระบบ สายพันธุ์ที่เลือกปลูกหลักๆ คือ ลูกผสมชุมพร ซึ่งเป็นพันธุ์หลักที่เหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศไทย ลักษณะผลมีทั้งสีแดง น้ำตาล เขียว รวมถึงรูปร่างต่างๆ ทั้งทรงกลมและยาว เป็นความหลากหลายที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้แปลงโกโก้ ระบบการปลูกให้ความสำคัญกับน้ำและการจัดการแปลง ทุกต้นต้องมีระบบน้ำหยดหรือหัวพ่น พร้อมการออกแบบแปลงเพื่อให้ดูแลได้ง่าย ลดต้นทุนแรงงาน การปลูกเว้นระยะ 4×4 เมตร เพื่อให้แสงส่องถึงและตัดแต่งกิ่งได้สะดวก
ความท้าทายและการดูแลรักษา
โกโก้และการดูแลรักษาเป็นเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโกโก้เป็นพืชที่ไวต่อสภาพแวดล้อมทั้งด้านดิน น้ำ และการจัดการโรคแมลง ดินร่วนปนทรายในโคราชถือว่าเหมาะสมต่อการปลูกโกโก้ และหากมีการปรับปรุงบ้างก็สามารถทำให้ต้นโกโก้เติบโตได้ดี
ส่วนเรื่องน้ำ อาจารย์ไพฑูรย์เล่าว่า “น้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด การมีแหล่งน้ำสำรองอย่างบ่อเก็บน้ำหรือระบบน้ำบาดาลจะช่วยลดความเสี่ยงในช่วงแล้ง ทำให้ต้นโกโก้ไม่ขาดน้ำและสามารถเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

แม้ภาคอีสานจะมีสภาพอากาศแตกต่างจากภาคใต้ แต่จากการทดลองปลูกพบว่าโกโก้สามารถปรับตัวได้ เพียงแต่ต้องใส่ใจเรื่องการบำรุงในช่วงที่อากาศร้อนจัดเพื่อให้ต้นไม้มีสุขภาพแข็งแรงและให้ผลผลิตดีในด้านศัตรูพืช โรคเชื้อรา เพลี้ย และหนอนเจาะกิ่งลำต้นเป็นปัญหาหลักของการปลูกโกโก้ การจัดการจึงต้องเน้นการใช้วิธีชีวภาพแทนการใช้สารเคมีรุนแรง ทำให้ฟาร์มนี้สามารถผลิตโกโก้ปลอดสารพิษได้ ซึ่งนอกจากจะปลอดภัยต่อผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพภายในฟาร์มอีกด้วย การดูแลอย่างใกล้ชิดและการใช้วิธีการที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติจึงเป็นหัวใจสำคัญของการปลูกโกโก้ในพื้นที่อีสานให้ประสบความสำเร็จ
ที่นี่ให้ความสำคัญกับการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้อากาศถ่ายเทและรับแสงเพียงพอ ต้นจึงแข็งแรงและมีผลผลิตต่อเนื่องตลอดปี โดยช่วงที่โกโก้สวยที่สุดคือหน้าฝนและต้นหนาว แต่ในหน้าแล้งก็ยังคงให้ผลแม้จะน้อยลง
จากผลสู่การหมัก – หัวใจของรสชาติโกโก้
เมื่อผลโกโก้เริ่มสุกเต็มที่ การเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะกำหนดคุณภาพของรสชาติ โกโก้ทุกผลจะถูกตัดอย่างพิถีพิถันด้วยแรงงานคน ทุก 10-15 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าผลที่นำมาหมักนั้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด ไม่สุกเกินไปและไม่ดิบเกินไป หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ผลโกโก้จะถูกผ่าออกและแกะเอาเมล็ดเปียกภายใน ซึ่งฟาร์มได้ใช้เครื่องจักรช่วยแกะเพื่อลดแรงงานและเพิ่มความรวดเร็ว แต่ยังคงรักษาความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เมล็ดเสียหาย

ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ การหมัก (Fermentation) ซึ่งเป็นกุญแจในการพัฒนากลิ่นและรสชาติของโกโก้ ฟาร์มเลือกใช้วิธี Natural Process หรือการหมักแบบธรรมชาติ โดยปล่อยให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในผลโกโก้และสิ่งแวดล้อมทำงาน ไม่มีการเติมสารปรุงแต่งหรือเอนไซม์สังเคราะห์ใดๆ ทำให้รสชาติที่ได้มีความเป็นธรรมชาติและสะท้อนลักษณะเฉพาะของฟาร์มอย่างแท้จริงเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสม่ำเสมอ ฟาร์มควบคุมการหมักอย่างเป็นระบบ ทั้งอุณหภูมิและค่า pH ถูกตรวจวัดแบบ Real Time เพื่อปรับสภาพการหมักให้เหมาะสมที่สุดในทุกขั้นตอน เทคนิคนี้ช่วยให้เมล็ดโกโก้ที่ได้มีคุณภาพสูง มีรสชาติที่คงที่ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถต่อยอดไปสู่ Quality Bean ซึ่งเป็นเมล็ดโกโก้คุณภาพสูงที่ผู้ผลิตช็อกโกแลตระดับพรีเมียมต้องการ อีกทั้งยังมีการตากโดยจะใช้วิธี Slow Dry เพื่อพัฒนารสชาติและป้องกันเชื้อรา จนได้ความชื้นไม่เกิน 7%
ก้าวต่อไป จากฟาร์มสู่ศูนย์เรียนรู้
นอกจากการปลูกและหมักโกโก้แล้ว เป้าหมายใหญ่ของโกโก้ฟาร์มลำตะคองคือการเป็น Cacao Learning Center หรือศูนย์การเรียนรู้ครบวงจร ผู้สนใจสามารถมาศึกษาตั้งแต่การปลูก การดูแล การจัดการระบบน้ำ การแปรรูปกลางน้ำ ไปจนถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ปลายทางอย่างช็อกโกแลตที่นี่จึงเป็นเหมือนห้องเรียนกลางไร่ สำหรับเกษตรกร นักวิชาการ หรือผู้ประกอบการที่อยากเริ่มต้นในธุรกิจโกโก้แบบครบวงจร
เสน่ห์ของโกโก้ – พืชที่แปรรูปได้ไม่รู้จบ
สิ่งที่ทำให้เจ้าของฟาร์มหลงเสน่ห์โกโก้ คือศักยภาพการแปรรูปที่หลากหลาย ไม่มีพืชเศรษฐกิจชนิดใดที่เปลี่ยนรูปร่างและสร้างมูลค่าได้มากเท่านี้ เมล็ดโกโก้ 1 เมล็ด สามารถเดินทางไปเป็นผงโกโก้ เนยโกโก้ ช็อกโกแลต นม ดาร์ก ไวท์ช็อกโกแลต หรือแม้กระทั่งส่วนผสมในเครื่องสำอางได้ นอกจากนี้ โกโก้ยังให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ทำให้แรงงานในฟาร์มมีงานทำต่อเนื่อง ไม่เหมือนผลไม้ตามฤดูกาลอย่างทุเรียนหรือลำไย ที่ออกผลเพียงปีละครั้ง

โกโก้ไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ แต่ยังเป็นตัวอย่างของการทำเกษตรเชิงนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดและสิ่งแวดล้อม หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจสร้างรายได้จากพืชทางเลือก การศึกษาวิธีปลูกโกโก้ในพื้นที่ของคุณคือก้าวแรกสู่โอกาสใหม่ๆ
ลองมองโกโก้ไม่ใช่แค่ผลผลิต แต่เป็นทางเลือกในการสร้างธุรกิจเกษตรที่ยั่งยืน ลงมือวางแผน ทดลองปลูก และเรียนรู้เทคนิคการจัดการผลผลิต คุณอาจค้นพบว่า พืชเล็กๆ อย่างโกโก้ สามารถสร้างรายได้และความภูมิใจให้กับคุณได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ถ้าคุณอยากเริ่มเกษตรเชิงนวัตกรรม ลองศึกษาโกโก้และพืชทางเลือกอื่นๆ ที่เหมาะกับพื้นที่ของคุณ แล้วเริ่มก้าวแรกวันนี้ เพราะอนาคตของเกษตรไทยอาจเริ่มต้นจากความคิดเล็กๆ ของคุณเอง
สำหรับท่านใดที่สนใจการปลูกโกโก้สร้างรายได้ วันที่ 31 ตุลาคมนี้ มาพบกับ อาจารย์ไพฑูรย์ กระโทกนอก ได้ที่งานสัมมนา Agri-Next พลิกโฉมเกษตรกรไทย สู่ผู้นำเกษตรมูลค่าสูง
ร่วมฟังงานสัมมนา ‘Agri-Next พลิกโฉมเกษตรกรไทย สู่ผู้นำเกษตรมูลค่าสูง’ ได้ โดยการลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://forms.gle/hJ5zCS74FLaorNVv9 (จำนวนจำกัด)
