Featured เกษตรยั่งยืน

เจาะโมเดล “เพลินไพร ออร์แกนิค” SE ที่เติบโตจากชุมชน ด้วยกลยุทธ์แบรนด์–คอนเทนต์–ตลาดครบวงจร

ในยุคที่ธุรกิจเพื่อสังคมเติบโตอย่างหลากหลาย หนึ่งในโมเดลที่น่าสนใจ คือกิจการที่เกิดจากความตั้งใจของแพทย์ชนบทในโรงพยาบาลชุมชนจังหวัดชัยภูมิ ผู้ผสานความรู้ทางการแพทย์เข้ากับภูมิปัญญาสมุนไพรและเกษตรอินทรีย์ของท้องถิ่น จนสามารถพัฒนาเป็นรูปแบบ Wellness Tourism ภายใต้แบรนด์ ‘เพลินไพร ออร์แกนิก’ สร้างรายได้และคุณค่ากลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

นายแพทย์นรุตม์ อภิชาตอำมฤต นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ และผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคม ‘เพลินไพร’ เล่าให้ฟังว่า ตลอดกว่า 13 ปีที่ทำงานในชุมชน สิ่งที่เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือภาพคนไข้ในฤดูฝนที่นอนเรียงกันเต็มห้อง ทำให้ใจหายทุกครั้ง บางรายถูกส่งต่อไปรักษาแผลติดเชื้อจนต้องตัดขา

เมื่อเริ่มสืบหาสาเหตุ พบว่าปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่แผลที่รักษาไม่หาย แต่โยงลึกไปถึง สารเคมีทางการเกษตร ที่เป็นต้นตอของการติดเชื้อเรื้อรัง ยังไม่นับเด็กพัฒนาการช้า ครอบครัวที่พ่อแม่ท้องก่อนวัยอันควร จนกลายเป็นภาระให้ปู่ย่าตายายต้องเลี้ยงดูหลานต่อ ซึ่งผู้สูงอายุก็เจ็บป่วยตามวัย วงจรชีวิตทั้งครอบครัวเลยยิ่งสั่นคลอน

เมื่อขุดลึกลงไป จึงพบคำตอบว่า ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับ ระบบเกษตรเคมีเชิงเดี่ยว ที่ฝังรากอยู่ในพื้นที่ชนบทมายาวนาน ระบบที่ทำให้เกษตรกรขาดทุนเรื้อรัง เป็นหนี้สะสม วัยแรงงานต้องละทิ้งถิ่นฐาน ทำให้ครอบครัวแตกแยก และพอครอบครัวอ่อนแอ วงจรปัญหาก็ยิ่งหมุนกลับมาไม่รู้จบ


วงจรเกษตรเคมีในพื้นที่ชนบท

มักเริ่มจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ซึ่งเสี่ยงต่อการขาดทุนสูง เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ในราคาที่ผู้อื่นเป็นผู้กำหนด ขณะที่ไม่สามารถตั้งราคาขายผลผลิตของตนเองได้ ส่งผลให้รายได้ไม่เคยพอกับต้นทุน จนเกิดภาวะหนี้สินสะสม บางครอบครัวต้องขายที่ทำกิน หรือส่งวัยแรงงานเข้าเมืองเพื่อหารายได้แทน

ผลกระทบไม่ได้จบแค่เศรษฐกิจ แต่ลุกลามไปถึงโครงสร้างครอบครัว ผู้สูงอายุต้องทำงานหนักแม้ร่างกายไม่พร้อม เด็กหลายคนขาดความอบอุ่น เติบโตท่ามกลางปัญหาซึมเศร้า ท้องไม่พร้อม และความเครียดในครอบครัว ภาพรวมทั้งหมดหล่อหลอมให้เกิด “ครอบครัวเปราะบาง” และ “ชุมชนอ่อนแอ” ที่ยากจะหลุดออกจากวงจรเกษตรเคมีเดิมๆ

จากปัญหาดังกล่าว หมอและทีมเพลินไพรจึงตัดสินใจว่า หากจะเปลี่ยนอะไรให้ดีขึ้น ต้องเริ่มที่ “ระบบ” พวกเขาเลยตั้งใจปรับจากวงจรเดิมไปสู่ ‘วงจรเกษตรยั่งยืน’ โมเดลพัฒนาชนบทที่หวังจะพาเกษตรกร ครอบครัว และชุมชน หลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

จากปัญหาดังกล่าว หมอและทีมเพลินไพรจึงตัดสินใจว่า หากจะเปลี่ยนอะไรให้ดีขึ้น ต้องเริ่มที่ “ระบบ” พวกเขาเลยตั้งใจปรับจากวงจรเดิมไปสู่ ‘วงจรเกษตรยั่งยืน’ โมเดลพัฒนาชนบทที่หวังจะพาเกษตรกร ครอบครัว และชุมชน หลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

วงจรเกษตรยั่งยืน โมเดลพัฒนาชนบท

เมื่อเกษตรกรหันกลับมาทำเกษตรยั่งยืน ปลูกพืชแบบผสมผสาน พวกเขาสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในปัจจัยสี่ ลดต้นทุน และมีอาหารปลอดภัยไว้บริโภคในครอบครัว จากนั้นจึงรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ช่วยเหลือกันทั้งด้านการผลิตและการตลาด ทำให้สมาชิกมีรายได้มั่นคงขึ้น ปลดหนี้ได้จริง และเริ่มมีเงินออม

เมื่อชุมชนมีรายได้หมุนเวียน กำลังซื้อก็ค่อยๆ ฟื้นตัว วัยแรงงานที่เคยต้องออกไปทำงานไกลบ้าน ก็มีโอกาสกลับมาทำมาหากินในถิ่นเกิด ชุมชนจึงค่อยๆ แข็งแรงขึ้นและมีศักยภาพในการพัฒนาต่อเนื่อง นำไปสู่โอกาสใหม่ทั้งในด้านอุตสาหกรรมแปรรูป ไปจนถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

นายแพทย์นรุตม์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด มาจากความหวังเพียงหนึ่งเดียว อยากปัก “แกนกลางของชุมชน” ให้ยืนอยู่บนฐานของ เกษตรยั่งยืน ให้ได้ก่อน เขาจึงใช้เวลากว่า 9 ปีเต็ม หลังเลิกงานทุกวันลงพื้นที่คลุกคลีกับเกษตรกร ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่จนเข้าใจปัญหาจริงๆ

จากการลงมือทำตรงนั้น ทำให้เขาเริ่มพัฒนาแปลงเกษตรของตัวเอง ก่อนจะชวนชาวบ้านรวมตัวกันตั้งเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ จนสามารถขยับขยายสู่การตั้งทีมงานและเปิดเป็น “ศูนย์อบรมเกษตรอินทรีย์” ที่สร้างคนรุ่นใหม่ในจังหวัดไปแล้วกว่า 400 คน และมีแปลงเกษตรอินทรีย์ที่ทำจริงราว 100 แปลง

แต่เส้นทางก็ไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะทันทีที่เริ่มผลิตจริง ปัญหาต่อมาก็คือ มาตรฐานรับรอง เกษตรกรทำอินทรีย์ได้ แต่สินค้าไม่มีตรารับรอง ผู้บริโภคก็ยังไม่มั่นใจ ทีมงานจึงรวมพลังกันสร้างระบบรับรองมาตรฐานระดับจังหวัดขึ้นมา จนสุดท้ายได้รับการรับรองเรียบร้อย

ความท้าทายยังไม่หมด เพราะแม้จะมีมาตรฐาน แต่ “ยังไม่มีที่ขาย” ผลผลิตจากกว่า 100 แปลงยังไม่มีตลาดรองรับ ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงรวมตัวกันตั้งเป็น ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ภายใต้ชื่อ เพลินไพร ออร์แกนิก มีโรงงานแปรรูปเล็กๆ ของตัวเองเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาต่อยอดจนสามารถรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ทำตลาดตรงสู่ผู้บริโภค และก้าวไปถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอางจากวัตถุดิบอินทรีย์ เพื่อขยายโอกาสให้เกษตรกร และตอบโจทย์สุขภาพของผู้บริโภคไปพร้อมกัน

คุณรัฐพล อธิบายว่า ปัญหาสำคัญในช่วงเริ่มต้น คือ ธุรกิจเพื่อสังคมจำนวนมากยังไม่สามารถเชื่อมต่อกับนักลงทุนได้ แม้ว่าในช่วง 4 ปีแรก โครงการจะพยายามผลักดันเรื่องนี้เต็มที่ และสามารถเปิดประตูให้นักลงทุนเข้าถึงกิจการกว่า 20 ราย แต่สุดท้ายมีเพียง 3–4 กิจการเท่านั้นที่ได้รับเงินทุนจริง

เหตุการณ์นี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทำให้ทีมงานต้องกลับมาทบทวนว่า “อะไรที่ยังเป็นคอขวดของการเติบโต?” ก่อนจะพบว่า ปัญหาของ SE ส่วนใหญ่ต่างกัน ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว และหลายกิจการยังขาดฐานรากทางธุรกิจที่แข็งแรงพอจะก้าวไปถึงขั้นเจรจาการลงทุน จึงเป็นที่มาของการปรับมุมมองใหม่ จากการเน้นเชื่อมโยงนักลงทุน เป็นการ เน้นสร้างการเติบโตที่แท้จริงให้กับแต่ละกิจการก่อน ผ่านแนวทาง Precision Coaching หรือ การโค้ชชิ่งเชิงลึกแบบเฉพาะราย

“การโค้ชชิ่งธุรกิจเพื่อสังคม ไม่มีสูตรสำเร็จ” คุณรัฐพลกล่าว “เพราะแต่ละกิจการมีปัญหา จุดแข็ง และโอกาสที่ไม่เหมือนกัน โค้ชต้องลงลึก วิเคราะห์ข้อมูลจริงของกิจการ แล้วออกแบบแนวทางโค้ชที่เหมาะสมเฉพาะราย นี่คือเครื่องมือสำคัญที่เรานำมาใช้ในการทำ Acceleration Program ของ BC4C”

นายแพทย์นรุตม์ เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า “เพลินไพรตั้งอยู่ที่ชัยภูมิ อยู่ห่างไกลจากชุมชนมาก หลายอย่างจึงต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ผมเองก็ไม่ได้มีความรู้ด้านธุรกิจมากนัก ทำงานประจำไปด้วย เรียนคอร์สออนไลน์ไปด้วย และคอยค้นหาในอินเทอร์เน็ตทุกเดือนว่า ‘มีโครงการไหนช่วยเสริมศักยภาพเราได้บ้าง’ เพราะกังวลว่าธุรกิจที่ทำอยู่จะไปไม่รอด” จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้เจอกับโครงการของบ้านปู และตัดสินใจลองสมัครเข้าร่วม

ปีแรกของการเข้าโปรแกรม นายแพทย์นรุตม์ บอกว่าเป็นช่วงที่ได้เรียนรู้เข้มข้นที่สุด โค้ชเดินทางลงพื้นที่จริง ดูทั้งระบบการเงิน การทำแบรนด์ การสื่อสาร รวมถึงจุดที่ควรพัฒนาอย่างละเอียด ทำให้เพลินไพรเริ่มตั้งหลักได้ชัดเจนขึ้น

แต่เมื่อธุรกิจเริ่มขยับตัวขึ้นมา ความท้าทายใหม่ก็ตามมา “เรามีงานที่อยากทำเต็มไปหมด แต่กำลังเรามีแค่หนึ่ง ในขณะที่งานมีสิบ” นี่คือสิ่งที่ทำให้ทีมเริ่มตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ควรทำก่อน? อะไรคือจุดแข็งจริงๆ ของเพลินไพร?

โดยโค้ชผู้เชี่ยวชาญได้เข้ามาช่วยเปลี่ยนวิธีคิดและปรับกลยุทธ์ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 

  1. พลิกโมเดลธุรกิจ (Business Model) เปลี่ยนจากการมุ่งขายผลิตภัณฑ์ (Product-centric) ไปสู่การสร้างประสบการณ์ ในรูปแบบ “Wellness Tourism” โดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง สร้างจุดแข็งที่เชื่อมโยง สุขภาพ–ชุมชน–สิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกันอย่างลงตัว 
  2. สร้างเอกลักษณ์และปรับทิศทางแบรนด์ (Brand Model) กำหนดตัวตนแบรนด์และกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนขึ้น พร้อมวางกลยุทธ์คอนเทนต์ที่สร้างคุณค่า เช่น การให้ความรู้เรื่องอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปมากเป็นพิเศษ  ที่กลายเป็นไวรัล มียอดเข้าชมกว่า 1 ล้านครั้ง และผลักดันให้มีผู้ติดตามบน Facebook เพิ่มขึ้นจาก 3,000 เป็น 11,000 คน ภายในระยะเวลา 3 เดือน 
  3. การวางกลยุทธ์การสื่อสาร (Communication Strategy) เสริมพลังแบรนด์ด้วยแผนสื่อสารที่มีเป้าหมายและทิศทางชัดเจน กำหนดกลุ่มเป้าหมายหลัก รวมถึงการสร้างเรื่องราวให้แบรนด์ ที่สื่อถึงคุณค่าของ “สุขภาพ–ชุมชน–สิ่งแวดล้อม” ที่เข้าถึงใจผู้บริโภค เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

คำถามสำคัญที่เพลินไพรต้องตอบให้ได้คือ “เรากำลังมุ่งไปที่อะไร และควรชูอะไรเป็นหัวใจของแบรนด์?” รวมถึงการระบุกลุ่มลูกค้าที่พร้อมจะเดินไปกับเราในระยะยาว ซึ่งโค้ชได้ช่วยค่อย ๆ พูดคุยและวิเคราะห์จนพบคำตอบว่า กลุ่มเป้าหมายตัวจริงคือ ผู้รักสุขภาพที่มีความรู้ เข้าใจเรื่องสมุนไพร และส่วนใหญ่เป็นคนทำงานระดับหัวหน้างานขึ้นไป’ นายแพทย์นรุตม์ กล่าว

ลูกค้ากลุ่มนี้เปิดใจกับการใช้สมุนไพร และชื่นชอบการดูแลจากทีมหมอเพลินไพร เพราะสามารถสอบถามข้อมูลเชิงลึกได้อย่างละเอียด ทำให้เห็นภาพโมเดลธุรกิจชัดเจนมากขึ้นว่า หากต้องการให้แบรนด์เติบโตอย่างมั่นคง เพลินไพรไม่ควรเป็นเพียง “ผู้ขายอาหารเสริม” เท่านั้น

จากจุดนี้ แนวทางการสื่อสารแบรนด์จึงต้องถูกปรับใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่คอนเทนต์ขายสินค้าตรงๆ แต่เป็น คอนเทนต์สุขภาพแบบองค์รวม ที่เน้นการสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาวะ ความสมดุลของร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์กับผู้คน เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายใหญ่ของเรา คือ ช่วยให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีและยั่งยืน

รับซื้อผลผลิตสมุนไพร จากเกษตรกรที่ทำเกษตรยั่งยืน

ผลผลิตหลัก : เมล็ดมะรุม งาดำ มะพร้าว ย่านาง บัวบก กุหลาบ ฟักข้าว มะขามป้อม สมอไทย สมอภิเภก

ผลผลิตเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ : เคล ขิง ขมิ้น กระชายดำ พริกไทยดำ กระเทียม พลูคาว หัวปลี ดาวเรือง มะกรูด เทียนกิ่ง ทองพันชั่ง ใบหมี่ คราม ผักปลัง ไขผึ้ง กะเม็ง รางจืด ฯลฯ

‘เพลินไพร’ เติบโตมาจากโมเดลเกษตรยั่งยืนแบบครบวงจรที่วางฐานการพัฒนาไว้อย่างเป็นระบบ ผ่าน 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่

1. พื้นฐานที่แข็งแรง
เริ่มจาก “ศูนย์ปราชญ์ศาสตร์พอเพียง บอกเล่าก้าวตาม” ที่วางรากฐานความรู้ให้เกษตรกรเข้าใจการจัดการพื้นที่อย่างถูกต้อง ตั้งแต่การออกแบบแปลงเพาะปลูกที่ปลอดสารเคมี ไปจนถึงการปลูกพืชผสมผสาน เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี

2. การอยู่รอดของชุมชนผู้ปลูก
ต่อยอดด้วยการรวมกลุ่มเป็นเครือข่าย “เกษตรอินทรีย์วิถีชัยภูมิ” ที่ช่วยพึ่งพาเกื้อกูลกัน ทั้งด้านการผลิต การตลาด และการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จริง

3. การรับรองมาตรฐาน
เมื่อระบบการผลิตเข้าที่ ทีมงานจึงผลักดันให้เกิดมาตรฐานรับรองอินทรีย์ระดับจังหวัด ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือและเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เกษตรกร

4. สร้างรายได้ที่มั่นคง
ก้าวต่อมาคือการตั้งกลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคม คอยทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ช่วยขยายเครือข่ายผู้ปลูก รับซื้อผลผลิต และสนับสนุนการแปรรูป เพื่อให้สมาชิกมีรายได้ที่ยั่งยืน5. สู่เส้นทางวิถีที่ยั่งยืน
สุดท้ายคือการเชื่อมโยงสู่ระดับชุมชน ผ่านการพัฒนา “Wellness Tourism” ที่ให้คนในพื้นที่เป็นผู้นำเสนอภูมิปัญญาและวิถีท้องถิ่นในศูนย์ชุมชน ค่อยๆ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สูตรที่หมอเลือก

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของดินจากการทำเกษตรยั่งยืน ทำให้เพลินไพรสามารถคัดสรรวัตถุดิบที่ปลอดสารเคมีและมีคุณภาพสูงเข้าสู่กระบวนการแปรรูปที่พิถีพิถันที่สุด ทุกขั้นตอนเน้นการคงคุณค่าตามธรรมชาติ ใช้กระบวนการสกัดที่ไม่พึ่งพาสารเคมี และลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อเก็บรักษาสารสำคัญของสมุนไพรไว้ให้มากที่สุด ส่งต่อ “พลังจากผืนดิน” ไปสู่ผู้บริโภคอย่างบริสุทธิ์

ผลิตภัณฑ์ทุกสูตรพัฒนาร่วมกันระหว่างทีมแพทย์เวชปฏิบัติและแพทย์แผนไทย โดยอ้างอิงจากงานวิจัยที่น่าเชื่อถือก่อนคัดเลือกพืชสมุนไพร และนำมาปรับสัดส่วนให้เกิดความสมดุล เหมาะกับการดูแลสุขภาพจากภายใน สู่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายสูตร รวมถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าและผิวกายที่ได้รับรางวัลจากหลายองค์กร

การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เพลินไพรให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพาะปลูกแบบยั่งยืน การแปรรูปที่ลดผลกระทบต่อมลภาวะ การพัฒนาระบบจัดการของเสียให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ลดปริมาณขยะและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อให้ทุกขั้นตอนสะท้อนความรับผิดชอบต่อชุมชนและโลกใบนี้

“เรามุ่งสร้างสุขภาพที่ดี สังคมที่ดี และโลกที่ดีขึ้นไปพร้อมกัน”

เพลินไพรคือ “ธุรกิจเพื่อสังคม” ที่ตั้งใจขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง ทั้งกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยวางระบบที่เชื่อมโยงและเกื้อกูลกันตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกร คนในชุมชน พนักงาน คู่ค้า ไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกัน

โดยให้การสนับสนุนองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร ช่วยให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ มีรายได้มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้วัยแรงงานที่เคยย้ายออกไปทำงานไกลบ้าน ได้กลับมาสร้างครอบครัวและอนาคตในถิ่นเกิดอย่างภาคภูมิ

ในด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งขยายพื้นที่เกษตรยั่งยืน ลดการใช้สารเคมี ลดการเผา และหยุดการบุกรุกป่า เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง เมื่ออาหารปลอดภัย เศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง ครอบครัวอบอุ่น และสิ่งแวดล้อมดีขึ้น ทั้งหมดนี้รวมกันจะนำไปสู่ “สุขภาวะที่ยั่งยืน” ของผู้คนในชุมชน นี่คือหัวใจสำคัญที่คุณหมอนิคใช้เป็นจุดเริ่มต้นของเพลินไพร

Related Posts