ในพื้นที่ตำบลหนึ่งที่ผู้คนกว่าร้อยละ 80 ประกอบอาชีพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การเกษตรคือวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมานาน แต่ปัญหาหนึ่งที่อยู่คู่ไร่มาเสมอ คือกองซากซังข้าวโพด เศษไม้ และวัสดุเหลือทิ้งในแปลงที่ย่อยสลายยาก ชาวบ้านจึงทำอย่างที่ปู่ย่าตายายเคยทำ คือ “เผา” เพื่อเตรียมดินสำหรับการปลูกใหม่ในครั้งถัดไป
จนวันที่แนวคิดใหม่เริ่มผลิบานขึ้นในใจของ คุณถนอม เขียวอ้อม ประธานวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่มองเห็นปัญหาที่ต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า และตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมของเสียที่ดูไร้ค่า จะกลายเป็นประโยชน์ไม่ได้?” เพราะทำให้ต้นทุนการไถกลบสูงขึ้น และบางครั้งกระทบถึงผลผลิตในรอบถัดไป สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเพียงเศษซาก จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมองหาโอกาสใหม่ในกองของเหลือเหล่านั้น

“พอมีแนวคิดว่าอยากจะเอาของเหลือที่ได้จากการปลูกข้าวโพดมาสร้างประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ผมก็ได้ประสานให้ทางกรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาช่วย ทั้งในเรื่ององค์ความรู้และวัสดุอุปกรณ์ ต่อมาเกิดการเรียนรู้และสร้างเป็นผลิตภัณฑ์มีรายได้สู่ชุมชน”
เมื่อของเสียกลายเป็นคุณค่า
จุดเริ่มต้นของไบโอชาร์
คุณถนอม เล่าว่า สมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่วนใหญ่จะทำการเกษตรทั้งหมด มีการปลูกพืชไร่ตั้งแต่ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วเขียว โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเริ่มมาหาวิธีการที่ดีกว่าในการจัดการของเสียที่เหลือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ในการจัดการวัสดุเหลือทิ้งที่ไม่ต้องเผา แต่ยังช่วยให้ดินดีขึ้นได้ จนเกิดแนวคิดในการนำของเสียมาเผาเป็น “ถ่านไบโอชาร์” พลังงานสีดำที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศ

“สมัยก่อนพวกตอซังที่เหลือจากเก็บข้าวโพดไปแล้ว ช่วงที่เผาจัดการมันจะช่วยให้ในแปลงจัดการได้ง่าย เพราะมันจะโล่งเตียนเลย เพราะช่วยกำจัดปลวกและเชื้อราในดินได้ ทำให้เวลาที่ปลูกข้าวโพดมันก็จะสมบูรณ์ แต่ถ้ามีตอซังอยู่อย่างปลูกไป 100 เมล็ดมันจะขึ้นเพียง 90 เมล็ด การเผาจึงเป็นวิธีที่ง่าย แต่พอเราต้องปรับตัวมากขึ้น ไม่ใช้การเผาแล้ว การเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องง่าย เตาเผาไม่มี องค์ความรู้ยังไม่ชัดเจน ทุกอย่างเริ่มจากศูนย์ ผมจึงเดินเข้าไปหาความช่วยเหลือจากกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อขอคำแนะนำอบรมความรู้ และขอสนับสนุนด้านวัสดุอุปกรณ์เพื่อสร้างเตาเผาต้นแบบในชุมชน ต้องการให้เศษวัสดุเหลือทิ้งกลายเป็นรายได้ ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป แปรรูปสิ่งที่ใช้ไม่ได้แล้ว ให้กลายเป็นของที่มีคุณค่า”
หลังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ คุณถนอม บอกว่า จุดเริ่มต้นนี้เองจึงกลายเป็นแรงผลักสำคัญ ทำให้เตาเผาต้นแบบเกิดขึ้นกับสมาชิกในพื้นที่ จากหลายหมู่บ้านมารวมตัวกันเรียนรู้ ทดลองและทำจริง จนสามารถมองเห็นภาพใหม่ของการเกษตรที่ไม่ต้องเผา ไม่ต้องปล่อยของเสียทิ้งเปล่าอีกต่อไป
จากถ่านธรรมดา
สู่ผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน
คุณถนอม เล่าให้ฟังต่ออีกว่า เมื่อของเหลือทิ้งทางการเกษตรถูกเผามาเป็นถ่านไบโอชาร์ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ลดของเสียในไร่ แต่ยังกลายเป็นสินค้าที่จับต้องได้ โดยสมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเริ่มแปรรูปถ่านให้ละเอียด บรรจุใส่ลงถุงผ้าดีไซน์สวยและนำไปจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์ดูดกลิ่นสำหรับตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น หรือแม้แต่ภายในรถยนต์
จากเศษซากที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า บัดนี้กลายเป็นสินค้าใหม่ของชุมชน สร้างรายได้เสริม และสร้างความภาคภูมิใจให้เกษตรกรทุกคนที่มีส่วนร่วม การทำไบโอชาร์ไม่ใช่แค่กระบวนการทางเทคนิค แต่คือการเปลี่ยนมุมมองของชุมชน จากเดิมที่มองของเหลือทิ้งว่าเป็นภาระ ตอนนี้กลับเห็นว่าพวกมันเต็มไปด้วยโอกาส ทั้งโอกาสในการลดปัญหาสิ่งแวดล้อม โอกาสในการปรับปรุงดินและโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้ชุมชน

“พอเรามีสินค้าที่จับต้องได้ออกมาในนามกลุ่ม และทุกคนเกิดรายได้ขึ้นมา สมาชิกหลายๆ คนก็เริ่มพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ของเหลือทิ้งเหล่านี้สามารถทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่เสริมรายได้ เพราะนอกจากจะมีรายได้แล้ว ยังเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่นๆ อีกด้วย มันเหมือนเราช่วยกันสร้างต้นแบบอะไรบางอย่างขึ้นมา”
รูปแบบเตาเผาออกแบบมาเพื่อชุมชน
แต่ทุกขั้นตอนการผลิต ยังมีความละเอียดอ่อน
คุณถนอม เล่าว่า เตาเผาต้นแบบที่ชุมชนใช้ในปัจจุบัน เป็นเตาที่ออกแบบโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงให้ความรู้เท่านั้น แต่ยังสนับสนุนงบประมาณและช่วยออกแบบเตาเผาให้เหมาะกับการใช้งานของเกษตรกร

จากเดิมที่ต้องใช้แก๊สเพื่อเร่งไฟให้ลุกโชนซึ่งสิ้นเปลือง เตารุ่นใหม่ถูกออกแบบมาช่วยให้การติดไฟง่ายขึ้น ไร้ควัน และไม่รบกวนชาวบ้านในพื้นที่รอบข้าง การเผาแบบใหม่นี้ยังช่วยให้วัสดุเหลือทิ้งคงรูปเดิมไว้ แต่แปรสภาพเป็นคาร์บอนสีดำ ไม่กลายเป็นขี้เถ้าเหมือนการเผาแบบเปิดโล่ง เพราะกระบวนการทำไบโอชาร์คือการเผาโดยกำจัดออกซิเจน ทำให้ได้ถ่านคุณภาพสูง เหมาะกับการใช้ประโยชน์ในหลายรูปแบบ
เศษวัสดุที่นำมาใช้ในการเผาเป็นถ่านไบโอชาร์นั้น คุณถนอมและเพื่อนๆ สมาชิกในกลุ่มจะเก็บรวบรวมไว้คนละ 1-2 กิโลกรัม มารวมไว้ที่จุดเดียวกันเพื่อทำการเผาในจุดต่างๆ แม้เตาจะใช้งานง่ายแต่กระบวนการเผายังคงต้องใช้ความใส่ใจ

สำหรับขั้นตอนการเผา คุณถนอม อธิบายว่า ในแต่ละรอบของการเผาจะใช้เวลาประมาณ 1 วัน ตั้งแต่ประมาณ 6 โมงเช้าไปจนถึง 6 โมงเย็น รวมแล้วประมาณ 12 ชั่วโมงต่อวัน วัสดุที่ใส่เข้าไปภายในเตาประมาณ 25 กิโลกรัม หลังเผาเป็นถ่านไบโอชาร์แล้วจะเหลือน้ำหนักอยู่ที่ 15-20 กิโลกรัม
“การเผาถ่านหัวใจสำคัญคือจังหวะเวลา หากปล่อยไว้นานเกินไป ถ่านที่ควรเป็นคาร์บอนชั้นดี จะลุกไหม้ในตัวเองและกลายเป็นขี้เถ้า สูญเสียทั้งเวลาและของเสียที่มีค่า ตรงกันข้ามหากเปิดเตาเร็วเกินไป ก็อาจได้ถ่านที่เผาไม่สมบูรณ์ ดังนั้น จึงต้องหมั่นดูและตรวจเช็กอยู่เสมอ เป็นงานที่ต้องใช้ทั้งประสบการณ์ ความช่างสังเกต และความเข้าใจในวัสดุแต่ละชนิดที่นำมาเผา”

ผลลัพธ์ที่เกินกว่าความคาดหมาย
จากการทดลองสู่การใช้จริง
เมื่อชุมชนเริ่มผลิตไบโอชาร์สำเร็จในหลายรอบ คุณถนอม เล่าว่า ผลผลิตที่ได้ กลุ่มจะเน้นเป็นผลิตภัณฑ์ดูดกลิ่นเป็นหลัก เช่น ถุงไบโอชาร์ดูดกลิ่นสำหรับตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น และในรถยนต์ แต่ก็ไม่ลืมทดลองประสิทธิภาพของถ่านนี้ในดิน มีการนำไบโอชาร์ผสมดินในแปลงทดลอง 2 แปลง และผลที่ได้ชัดเจนคือ ดินมีความพรุนมากขึ้น กักเก็บความชื้นได้นานกว่าเดิม และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับแปลงที่ไม่ได้ใช้ไบโอชาร์
“มันเหมือนเราเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นชีวิตใหม่ของดิน ไม่เพียงช่วยเพิ่มผลผลิต แต่ยังลดต้นทุนในระยะยาว เพราะดินเก็บน้ำและความชื้นได้ดีขึ้น และโครงสร้างดินแน่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ”

ไบโอชาร์ไม่ใช่แค่การเผาแบบใหม่
แต่คือการปรับตัวของชุมชนสู่โลกสีเขียว
จากการเริ่มต้นจนประสบผลสำเร็จมาจนถึงวันนี้ คุณถนอม บอกว่า การทำไบโอชาร์ไม่ใช่เพียงวิธีจัดการของเสีย แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการลุกขึ้นมาปรับตัวตามยุคสมัย เพราะในวันที่สังคมให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และภาครัฐเดินหน้าเรื่องการลดการเผา เกษตรกรเองก็ต้องพร้อมเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และชุมชนแห่งนี้คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่า เมื่อความร่วมมือ ความรู้ และความตั้งใจมาบรรจบกัน ของเสียก็สามารถสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ได้จริง
แม้ขั้นตอนการทำไบโอชาร์ดูเหมือนจะซับซ้อน แต่วัสดุที่ใช้หาได้ง่ายในชุมชน เช่น กาบมะพร้าว เศษไม้ เศษซังข้าวโพด ทุกอย่างคือของที่มีอยู่แล้วในไร่ และรอเพียงการเปลี่ยนแปลงให้เกิดมูลค่าเท่านั้น สิ่งเดียวที่ต้องการเพิ่มเข้ามาคือ “องค์ความรู้ที่ถูกต้อง” และนั่นคือสิ่งที่หน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนอย่างจริงจัง

“ในอนาคตกลุ่มอยากศึกษาต่อไปอีกว่า ถ้าต้องการทำถ่านไบโอชาร์ ไม้ชนิดไหนและเศษวัสดุชนิดไหนที่มันให้คุณค่าในเรื่องของการเป็นปุ๋ย เมื่อผลิตมาเป็นไบโอชาร์แล้ว พอนำไปผสมดินแล้วจะให้ธาตุอะไรได้ที่เป็นประโยชน์กับพืช เพื่ออนาคตจะได้นำวัสดุที่หลังเผาแล้วเป็นประโยชน์กับพืชมากที่สุดมาทำไบโอชาร์”
ไบโอชาร์สร้างรายได้เสริม เพิ่มโอกาสตลาด
พร้อมต่อยอดสู่สินค้าทันสมัย
ผลิตภัณฑ์ไบโอชาร์สำหรับดูดกลิ่น เมื่อเริ่มทำเป็นกลุ่มทุกอย่างก็ชัดเจนขึ้น คุณถนอม บอกว่า มีการรับออร์เดอร์ตามความต้องการของลูกค้า ทำให้บางครัวเรือนมีรายได้เสริมเฉลี่ยเดือนละหลายร้อยถึงหลักพัน ขึ้นอยู่กับจำนวนการผลิตและการสั่งซื้อ ซึ่งแม้จะไม่ใช่รายได้หลัก แต่สร้างความภูมิใจและเพิ่มเงินหมุนเวียนในชุมชนได้อย่างดี ความคงทนของผลิตภัณฑ์ก็เป็นอีกจุดแข็ง ไบโอชาร์ 1 ถุง สามารถใช้งานได้นานหลายเดือน ทำให้ผู้ใช้รู้สึกคุ้มค่าและกลับมาซื้อซ้ำอยู่เสมอ
“ในเชิงวิทยาศาสตร์ หลักการใช้ไบโอชาร์ดูดกลิ่นเป็นเรื่องง่ายมาก กลิ่นมักเกิดในพื้นที่ชื้น เช่น ตู้เย็น ตู้รองเท้า รถยนต์ หรือห้องน้ำ ความชื้นเป็นตัวพาโมเลกุลกลิ่นให้เกาะอยู่ในอากาศ เมื่อไบโอชาร์ดูดซับความชื้นเข้าไป กลิ่นก็ถูกดึงตามเข้าไปด้วย จึงลดกลิ่นได้อย่างเป็นธรรมชาติแบบไม่ต้องใช้สารเคมี เหมาะกับคนรักสุขภาพและครอบครัวที่ต้องการความปลอดภัย”

สินค้าดูดกลิ่นจากไบโอชาร์ คุณถนอม บอกว่า มีราคาที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของผ้า โดยราคามีตั้งแต่ 39-59 บาทต่อชิ้น จากการมองไปข้างหน้า ชุมชนมีแผนต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายขึ้น ทั้งรูปทรง การตกแต่ง และการออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้ทันสมัยมากขึ้น เพราะภาพสินค้ามีผลอย่างมากต่อยอดขายในตลาดออนไลน์ สมาชิกบางคนเสนอให้ทำลวดลายผ้าแบบท้องถิ่นหรือผ้าพื้นเมือง เพิ่มเอกลักษณ์และสร้างเรื่องราวให้สินค้า
“ผมเองก็พร้อมช่วยออกแบบแพ็กเกจต่อได้ตามที่ทีมต้องการ อีกทั้งเทรนด์ของโลกตอนนี้มุ่งสู่การลดการเผา ลดของเสีย และหมุนเวียนทรัพยากร การทำไบโอชาร์จึงตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชุมชนได้พร้อมกันครับ”

ท้ายที่สุด สิ่งที่เห็นชัดคือชุมชนของคุณถนอมไม่ได้แค่ลดขยะ แต่กำลังสร้างคุณค่าจากสิ่งที่เคยไร้ค่า เปลี่ยนเศษวัสดุให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ ขายได้ และนำผลตอบแทนกลับมาสู่บ้านของตัวเอง เป็นภาพของการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ยั่งยืน ที่รัฐเองก็สามารถต่อยอดความรู้ สนับสนุนเทคโนโลยีให้เข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อให้คนในพื้นที่เห็นว่าของเหลือใช้รอบตัว ยังมีศักยภาพสร้างรายได้อีกมาก แค่ต้องช่วยกันพัฒนาให้ถูกทาง
สำหรับท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ คุณถนอม เขียวอ้อม ประธานวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตั้งอยู่ที่ตำบลพุแค อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 089-746-8497
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 21 พ.ย. 2025
