ในปี 2025 คืออีกหนึ่งปีที่สะท้อนพลวัตของภาคเกษตรไทยได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” พืชเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับไร่ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ขนาดใหญ่ รศ.ดร.ชูศักดิ์ จอมพุก อาจารย์ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อธิบายภาพรวมของสถานการณ์ว่า ปีนี้ประเทศไทยให้ผลผลิตถึง 5.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ที่ได้เพียง 5 ล้านตัน สาเหตุสำคัญมาจากฝนที่ตกต้องตามฤดูกาล และมีพื้นที่ปลูกที่เพิ่มจาก 6.2 ล้านไร่เป็น 6.8 ล้านไร่ ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ขยับจาก 780 กิโลกรัมในปี 2024 เป็น 790 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2025

รศ.ดร.ชูศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในไทยมักเริ่มช่วงต้นฤดูฝนตั้งแต่ปลายเมษายน ส่วนในฤดูแล้งจะเริ่มปลูกช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งข้าวโพดเป็นพืชที่ปลูกได้ทั้งปี และหากเกษตรกรวางแผนปลูกแบบกระจาย จะช่วยให้การจัดการผลผลิตมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องเก็บสต๊อกจำนวนมากในโกดัง
การปลูกข้าวโพดให้ได้คุณภาพปัจจัยสำคัญที่สุดของการผลิตคือ “น้ำ” เพราะพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นที่ไร่ ไม่มีระบบชลประทานรองรับ จึงต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก แม้ผลผลิตทั้งประเทศเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่ต้องใช้มากถึง 8 ล้านตันต่อปี

“เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ไร่ การจัดการน้ำจึงไม่มีระบบชลประทาน ส่วนใหญ่น้ำที่ได้คือน้ำฝนเป็นหลัก จึงทำให้ผลผลิตที่ได้แต่ละปียังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เพราะในภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นทุกปี อยู่ที่ประมาณ 8 ล้านตันต่อปี ซึ่งในประเทศผลิตได้เพียง 5 ล้านกว่าตัน ทำให้ผลผลิตแต่ละปียังไม่เพียงพอ และมีการนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก”
ปัญหาเมล็ดพันธุ์ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ความท้าทายอยู่ที่โรคและแมลงศัตรูพืช
แม้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะปลูกในไทยมายาวนาน แต่ปัญหาหลักที่เกษตรกรเผชิญเริ่มเปลี่ยนไป รศ.ดร.ชูศักดิ์ เล่าว่า ปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์แทบไม่ใช่ข้อกังวลของเกษตรกรไทย เพราะประเทศไทยมีบริษัทเอกชนที่มีศักยภาพสูงและสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีจนส่งออกได้ สิ่งที่ท้าทายมากขึ้นกลับเป็นเรื่องโรคพืชและแมลงศัตรูพืช ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
“มูลค่าการส่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า 3,000 ล้านบาท ทำให้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ในประเทศไทยแทบไม่เกิดขึ้น แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากมีปัญหาก็มักเกี่ยวกับน้ำ หากมีฝนตกต้องตามฤดูกาลและกระจายตัวทั่วประเทศ ก็จะช่วยให้ผลผลิตต่อไร่ดีขึ้น ซึ่งหลังๆ ปัญหานี้ก็ลดลง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากขึ้นคือโรคและแมลงศัตรูพืชในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์”

แม้ว่าพันธุ์ที่ใช้ในประเทศจะมีความทนทานต่อโรคจากเชื้อรา เช่น ราน้ำค้าง ใบไหม้แผลเล็ก ใบไหม้แผลใหญ่ และโรคราสนิม แต่ภัยคุกคามสำคัญที่หลีกเลี่ยงได้ยากคือ “หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (Fall Armyworm)” ที่ระบาดในไทยตั้งแต่ปี 2018 และยังพบการระบาดต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยยังไม่มีพันธุ์ใดที่ต้านทานได้อย่างสมบูรณ์ เกษตรกรจึงจำเป็นต้องวางระบบป้องกันและจัดการแมลงอย่างรัดกุมทุกครั้งที่ปลูก
สุวรรณ 5720 เปิดโอกาสให้เกษตรกร
ใช้พื้นที่นาอย่างคุ้มค่านอกฤดู
ด้านการพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รศ.ดร.ชูศักดิ์เน้นชัดเจนว่านักวิจัยต้องคัดเลือกพันธุ์ที่มีพันธุกรรมดี ทั้งความสามารถในการต้านทานโรคและแมลง ความทนร้อน ทนแล้ง และให้ผลผลิตสูง สายพันธุ์หนึ่งที่สะท้อนมาตรฐานงานวิจัยไทยได้อย่างดีคือ “สุวรรณ 5720” ข้าวโพดลูกผสมเดี่ยวที่พัฒนาโดยใช้สายพันธุ์แท้ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ Ki 61 (Kei 1420) และ Ki 60 ผ่านกระบวนการปรับปรุงและพัฒนาอย่างเป็นระบบภายใต้โครงการวิจัยระหว่างปี 2558-2560 ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. (รหัสโครงการ PRP5805010420) จนสามารถพัฒนาคู่ผสมที่มีศักยภาพสูงขึ้นมาได้สำเร็จ

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์สุวรรณ 5720 ถูกพัฒนามาเพื่อเป็นพืชทดแทนการปลูกข้าวนาปรังในเขตชลประทานภาคกลาง ช่วยให้เกษตรกรใช้พื้นที่นานอกฤดูให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดต้นทุนน้ำ และเพิ่มรายได้ มีการทดสอบในแปลงทดลองและแปลงเกษตรกรจริงระหว่างปี 2558-2560 รวมถึงขยายผลในโครงการเทคโนโลยีเหมาะสมสำหรับพื้นที่นาข้าวจังหวัดสุพรรณบุรี
สายพันธุ์นี้ผลผลิตมีความสม่ำเสมอ ทนทานต่อสภาพแวดล้อม และให้เมล็ดที่เหมาะกับตลาดอาหารสัตว์ซึ่งมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดไทย สุวรรณ 5720 จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการวิจัยเมล็ดพันธุ์ไทย ที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ภาคเกษตร ทั้งยังสนับสนุนการใช้พื้นที่นาชลประทานให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงนอกฤดูการทำนา เกษตรกรสามารถใช้เป็นทางเลือกใหม่ในการสร้างรายได้และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ระบบการผลิตพืชในอนาคต

ลักษณะประจำพันธุ์ทางพฤกษศาสตร์
ของข้าวโพดพันธุ์สุวรรณ 5720
ข้าวโพด (Zea mays L.) จัดอยู่ในวงศ์ Poaceae เป็นพืชไร่ที่มีลำต้นแข็งแรงตั้งตรง โดยมีความสูงต้นเฉลี่ย 222 เซนติเมตร ลักษณะของใบค่อนข้างใหญ่และออกในแนวกึ่งตั้งตรง (semi-erect) ใบรองฝักบนสุดมีความกว้างเฉลี่ย 9.78 เซนติเมตร และยาวเฉลี่ย 89.3 เซนติเมตร ซึ่งเป็นลักษณะที่เอื้อต่อการรับแสงและการสังเคราะห์แสงอย่างมีประสิทธิภาพ
ช่อดอกตัวผู้มีลักษณะก้านดอกยาว โผล่พ้นจากฐานใบธงอย่างชัดเจน ความยาวของก้านช่อดอกเฉลี่ย 46.6 เซนติเมตร ข้าวโพดพันธุ์นี้มีวันออกดอกตัวผู้เฉลี่ย 60 วันหลังปลูก ส่วนไหม (silk) ซึ่งเป็นช่อดอกตัวเมีย มีความยาวเฉลี่ย 12.6 เซนติเมตร วัดจากปลายฝัก
ความสูงของฝัก โดยวัดจากพื้นดินถึงตำแหน่งข้อฝักบนสุด มีความสูงเฉลี่ย 132 เซนติเมตร ข้าวโพดพันธุ์นี้มีวันออกไหมเฉลี่ย 61 วันหลังปลูก ลักษณะของฝักมีความกว้างเฉลี่ย 4.4 เซนติเมตร และมีความยาวฝักเฉลี่ย 21.4 เซนติเมตร ความยาวส่วนที่ติดเมล็ดเฉลี่ย 20.7 เซนติเมตร ภายใน 1 ฝักมีจำนวนเมล็ดต่อแถวเฉลี่ย 42.8 เมล็ดต่อแถว และมีจำนวนแถวต่อฝักเฉลี่ย 16.8 แถว แสดงถึงความสมบูรณ์ของฝักและการผสมเกสรที่มีประสิทธิภาพ

ในส่วนของเมล็ด ข้าวโพดพันธุ์นี้ให้เมล็ดสีเหลืองสด รูปทรงสวยสม่ำเสมอ เมล็ดใช้ในการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ โดยมีค่าเปอร์เซ็นต์แป้งเฉลี่ย 82% และมีน้ำหนักเมล็ดต่อไร่เฉลี่ย 1,346 กิโลกรัมต่อไร่ (ดินนาฤดูแล้ง) และ 1,785 กิโลกรัมต่อไร่ (ดินไร่) เป็นเมล็ดที่ให้ปริมาณสูงและมีคุณภาพเหมาะสำหรับการแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์
ลักษณะเด่นอื่นของพันธุ์นี้คือ เป็นลูกผสมที่เกิดจากการผสมของสายพันธุ์แท้ Ki 61 x Ki 60 มีอายุเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 110-120 วัน ทนทานต่อโรคราน้ำค้างและโรคราน้ำฝนได้ดี ช่วยลดความเสี่ยงในการผลิตของเกษตรกร ข้าวโพดพันธุ์นี้จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่โดดเด่นสำหรับผู้ผลิตที่ต้องการผลผลิตสูง การปรับตัวดี และคุณภาพเมล็ดสม่ำเสมอ เหมาะทั้งสำหรับปลูกเชิงพาณิชย์และงานวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ต่อยอดในอนาคต
สุวรรณ 5720 เมล็ดพันธุ์ราคาย่อมเยา
ผลผลิตดี ปลูกได้ทุกสภาพดินนา-ดินไร่
รศ.ดร.ชูศักดิ์ เล่าว่า ในด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ หรือ “ไร่สุวรรณ” สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์สุวรรณ 5720 ได้ประมาณ 20 ตันต่อปี จำหน่ายให้เกษตรกรในราคา 120 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าเมล็ดพันธุ์จากภาคเอกชนที่ราคาเฉลี่ยราว 190 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เมล็ดพันธุ์ถูกจำหน่ายหมดทุกปี

อีกทั้งภาคเอกชนยังเข้ามาติดต่อซื้อพ่อแม่พันธุ์ไปผลิตเมล็ดพันธุ์ F1 ต่อเองด้วย จุดเด่นคือสายพันธุ์นี้ให้ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ต่อไร่สูงถึง 500 กิโลกรัม มากกว่าสายพันธุ์ทั่วไปที่ผลิตได้ราว 450 กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้เป็นสายพันธุ์ที่ทั้งนักวิจัยและตลาดเห็นตรงกันว่ามีศักยภาพต่อยอดได้มากในอนาคต
รศ.ดร.ชูศักดิ์ เล่าว่า สามารถปลูกในพื้นที่หลังนาตั้งแต่ช่วงฤดูฝนไปจนถึงฤดูแล้ง และการให้ผลผลิตถือเป็นสิ่งที่เกษตรกรรับได้ เมื่อผ่านการจัดการที่เหมาะสม การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ได้คุณภาพพื้นที่ปลูกต้องไม่มีน้ำขัง เพราะหากมีน้ำขังจะทำให้ข้าวโพดไม่เจริญเติบโตและแคระแกร็น การปลูกในดินนา หากมีการให้น้ำและให้ปุ๋ยที่ถูกต้องก็จะให้ผลผลิตที่ดี ข้อเด่นของข้าวโพดพันธุ์สุวรรณ 5720 คือปลูกได้ทั้งในดินนาและดินไร่
“ผลผลิตเมื่อเทียบกับพันธุ์ที่ทดสอบ หากปลูกในพื้นที่ดินหลังทำนา ผลผลิตเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1,200-1,300 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนหากเป็นดินไร่จะให้ผลผลิตอยู่ที่ 1,600-1,700 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ของเอกชน ก็ถือว่าข้าวโพดพันธุ์สุวรรณ 5720 ให้ผลผลิตใกล้เคียงกัน”

เคล็ดลับผลผลิตสูง 50% เมล็ดพันธุ์
50% การจัดการ คือสมการความสำเร็จ
เมื่อมองไปข้างหน้า รศ.ดร.ชูศักดิ์ชี้ว่า ทิศทางของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทยจะเน้นการปลูกแบบกระจาย เพื่อให้บริหารจัดการง่ายและลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศ พร้อมทั้งต้องพัฒนาสายพันธุ์ให้มีความเสถียรของผลผลิตในทุกฤดู และมีความทนทานต่อโรคและแมลงอย่างต่อเนื่อง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำให้ข้าวโพดให้ผลผลิตสูงไม่ใช่เรื่องของ “พันธุ์ดี” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่กับ “การจัดการที่ดี” โดยปัจจัยของผลผลิตสูงสุดมาจากเมล็ดพันธุ์ 50% และอีก 50% จากการจัดการ โดยประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาสายพันธุ์สำหรับพื้นที่เขตร้อน จึงไม่ใช่ประเด็นที่น่าเป็นห่วง

“การปลูกข้าวโพดให้ได้ผลผลิตสูง อยากให้ใส่ใจเรื่องการจัดการ ตั้งแต่การเตรียมดิน การใส่ปุ๋ย การกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช หากมีการจัดการที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการใส่ปุ๋ยยูเรียช่วงทำรุ่นที่ต้องกลบลงดิน ก็จะช่วยให้ต้นข้าวโพดใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ หากจัดการเรื่องปุ๋ย ดิน น้ำ ได้ตามมาตรฐาน ก็จะช่วยให้ผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศสูงขึ้น”
ท้ายที่สุด อนาคตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทยไม่ใช่แค่เรื่องผลผลิตต่อไร่ แต่คือภาพรวมของระบบการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ งานวิจัย เกษตรกร ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ การมีข้อมูล ความรู้ และพันธุ์ที่เหมาะสม จะทำให้เกษตรกรไทยปรับตัวทันกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และความต้องการตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนของประเทศต่อไปอีกหลายปีข้างหน้า
หากท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หมายเลขโทรศัพท์ 061-558-5280 และ 061-558-5281
