Featured พืชทำเงิน

สร้างสวนกินได้รอบบ้าน สมุนไพร–ผักพื้นบ้าน ปลูกแค่ข้างรั้ว ปลูกครั้งเดียว เก็บกินได้นาน

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผักพื้นบ้านหรือผักสวนครัวริมรั้วกลายเป็น “คลังอาหารธรรมชาติ” ที่หลายครอบครัวเริ่มหันกลับมาปลูก ไม่ใช่แค่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังได้อาหารปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และยังสามารถใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านรักษาโรคเบื้องต้นได้อีกด้วย ผักสวนครัวริมรั้วจำนวนมาก ปลูกง่าย โตไว ทนแล้ง และที่สำคัญคือ เก็บกินได้ทั้งปี แค่เลือกชนิดให้เหมาะกับพื้นที่ ดูแลน้อยๆ ก็ได้ผลผลิตแบบไม่ขาดมือ

ปัจจุบันผู้คนเริ่มกลับมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น “สวนกินได้รอบบ้าน” จึงกลายเป็นไอเดียที่ทั้งเรียบง่ายและคุ้มค่าที่สุด ไม่ว่าจะมีพื้นที่มากหรือน้อย เพียงแค่จัดสรรริมรั้วให้เป็นพื้นที่สีเขียว ก็สามารถปลูกสมุนไพรและผักพื้นบ้านที่มีคุณประโยชน์หลากหลายได้แล้ว ผักพื้นบ้านอย่าง โหระพา กะเพรา ตะไคร้ ข่า ขิง ไปจนถึงฟักเขียว มะระ หรือบวบ ล้วนเป็นพืชที่เลี้ยงง่าย ทนแดด ทนฝน และไม่ต้องดูแลจุกจิก เพียงปลูกครั้งเดียวก็ให้ผลผลิตยาวนาน เก็บกินได้เรื่อยๆ ตลอดปี ทำให้ทุกมื้ออาหารในบ้านมีวัตถุดิบสดใหม่จากสวนของเราเอง

มะระขี้นก

เป็นพืชสมุนไพรข้างรั้วที่น่าสนใจ มะระขี้นก มีชื่อเรียกแต่ละท้องที่ อาทิ ทางเหนือเรียก “มะห่อย” ทางภาคอีสานเรียก “ผักไซ” ทางใต้เรียก “ผักไห่”, “ผักเหย”, “ระร้อยรู” และอีกหลายๆ ชื่อ มะระขี้นกเป็นพืชที่ขึ้นได้ดีในเขตร้อนชื้น

การปลูก : การปลูกมะระจะเริ่มจากเมล็ด ต้องนำเมล็ดแช่น้ำก่อน 1 ชั่วโมง แล้วคลุมด้วยผ้าชุบน้ำ จากนั้น 2-3 วันรากจะเริ่มงอก จึงสามารถนำเมล็ดไปปลูกได้ โดยจะปลูกหลุมละ 2-3 เมล็ด แล้วคลุมด้วยฟางเพื่อรักษาความชื้น ระยะห่างระหว่างประมาณ 50-70 เซนติเมตร หลังจากนั้นประมาณ 15-20 วัน ต้นมะระขี้นกจะเริ่มเลื้อยจึงต้องทำค้างให้ยึดเกาะ ให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักควบคู่กับปุ๋ยเคมี


สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: มะระขี้นกสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี เจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำดี ความชื้นในดินสูง โตได้ในดินที่เป็นกรดเล็กน้อยถึงปานกลาง ชอบแสงแดดตลอดทั้งวัน อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 18-25 องศาเซลเซียส

การเก็บเกี่ยว: หลังจากปลูกประมาณ 45-50 วัน จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยจะเก็บเกี่ยว 2 วันครั้ง และเก็บเกี่ยวได้เรื่อยๆ เมื่อต้นมีอายุประมาณ 90 วัน ผลผลิตจะลดลง ต้นจะเริ่มโทรม

การขยายพันธุ์: มะระขี้นกจะขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

มะระขี้นกมีสรรพคุณทางยาดีหลายด้าน เป็นยามีพลังของความเย็น ช่วยเจริญอาหาร ยาระบาย ขับพิษ ฟอกเลือด บำรุงตับ บำรุงสายตา รากแก้พิษ ริดสีดวงทวาร แก้พิษดับร้อน แก้บิด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ปวดฟันที่เกิดจากลมร้อน

ตำลึง

ทางภาคเหนือ เรียก “ผักแคบ” ภาคอีสาน เรียก “ผักตำนิน” กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน เรียก “แคเด๊าะ” เป็นพืชประเภทเถาเลื้อย เช่นเดียวกับพวกแตง ถั่วฝักยาว มะระ น้ำเต้า ฟัก เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี เถาตำลึงที่แก่จะมีขนาดใหญ่ เป็นก้านแข็งแรง เถาแก่ตำลึงสามารถกอดรัดต้นไม้ นานจนต้นไม้ตายได้ เถามีข้อปล้องที่พร้อมจะแตกเป็นยอดและเถาย่อยใหม่ได้ เถาตำลึงทอดเลื้อยไปตามดิน และเกาะจับตามกิ่งไม้ หรือวัสดุใดๆ ที่อยู่ใกล้ โดยมีมือจับเล็กๆ คล้ายลวดสปริง ปลายมือจับเป็นตะขอเกาะปีนป่ายสิ่งที่อยู่ใกล้ ไปตามทางที่อยากไป คือไปหาแสงสว่าง เช่น หลักไม้ กิ่งไม้ ต้นไม้ เสา ราวรั้ว

การปลูก : วิธีปลูกตำลึง สามารถปลูกโดยการใช้เมล็ดหรือปักชำเถาแก่ หากเริ่มปลูกจากเมล็ด ใช้เวลาในการเจริญเป็นต้นกล้าประมาณ 7-15 วัน หรือถ้าหากปักชำเถาก็จะใช้เวลา 7-15 วันในการแตกยอดใหม่ หลังจากนั้น 1 เดือนจะเริ่มมีการแตกยอดและเจริญเติบโตได้ดี ควรหาค้างหรือหลักให้ต้นได้ยึดเกาะ บำรุงต้นด้วยปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยชีวภาพอย่างสม่ำเสมอ

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ตำลึงเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน หรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี ชอบน้ำและความชื้นสูง ในช่วงฤดูฝนจะให้ผลผลิตดี ชอบแสงแดดจัด เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวจะไม่ค่อยมีการเจริญเติบโตทางยอด และเข้าสู่การพักตัวในช่วงฤดูแล้ง แต่ถ้าหากได้รับน้ำสม่ำเสมอก็จะเจริญเติบโตได้ปกติ

การเก็บเกี่ยว : หลังจากที่ปลูกได้ 2-3 เดือน จะเริ่มทยอยเก็บยอดได้ โดยเก็บยอดอ่อนให้ยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร

การขยายพันธุ์ : ตำลึงจะขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือการปักชำเถาที่มีความแก่ และการใช้หัวใต้ดิน

จากงานวิจัยของสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ตำลึงเป็นผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างฟลาโวนอยด์ค่อนข้างสูง สามารถช่วยรักษาและป้องกันโรคต่างๆ ได้ ทั้งโรคเบาหวาน เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่าตำลึงช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ส่วนในใบตำลึงก็มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่หลายชนิด จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้

ชะอม

มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ เช่น ผักหละ (ภาคเหนือ), อม (ภาคใต้), ผักขา (ภาคอีสาน อุดรธานี), พูซูเด๊าะ (แม่ฮ่องสอน), โพซุยโดะ (กะเหรี่ยง) เป็นต้น ต้นชะอม เป็นไม้พุ่มขนาดย่อม มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ลำต้นและกิ่งก้านจะมีหนามแหลม ส่วนลักษณะของใบชะอมเป็นใบประกอบสีเขียวขนาดเล็ก มีก้านใบย่อยแตกออกจากแกนกลางใบ มีลักษณะคล้ายกับใบส้มป่อยหรือใบกระถิน ใบอ่อนจะมีกลิ่นฉุน ใบย่อยมีขนาดเล็กออกตรงข้ามกัน คล้ายรูปรีประมาณ 13-28 คู่ ปลายใบแหลมขอบใบเรียบ ใบย่อยจะหุบในเวลาเย็น และแผ่ออกเพื่อรับแสงในช่วงกลางวัน ส่วนดอกชะอม มีขนาดเล็กออกตามซอกใบ มีสีขาวถึงขาวนวล

การปลูก : ชะอมเป็นพืชที่ปลูกง่าย โดยส่วนใหญ่จะปลูกจากกิ่งที่ชำหรือกิ่งตอน นิยมยกร่องแล้วขุดหลุมปลูก ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 30-50 เซนติเมตร ให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบำรุงต้นเดือนละครั้ง

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ชะอมชอบดินที่มีความชื้นแต่ไม่ชอบดินที่แฉะ เพราะจะทำให้รากเน่า เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำได้ดี ชอบแสงแดดจัด

การเก็บเกี่ยว : หลังจากปลูกประมาณ 3 เดือนชะอมจะเริ่มแตกยอดให้เก็บเกี่ยวผลผลิต และจะแตกยอดใหม่เรื่อยๆ วิธีการเก็บเกี่ยวจะใช้กรรไกรตัดยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร

การขยายพันธุ์ : การขยายพันธุ์ชะอมจะใช้วิธีการตอนกิ่งหรือปักชำกิ่ง การเพาะเมล็ดชะอมก็สามารถทำได้แต่ไม่นิยม เนื่องจากให้ผลผลิตช้า

สรรพคุณของชะอม ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากมีวิตามินเอสูง ยอดชะอมช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ ผักรสมันอย่างชะอมมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก รากชะอมนำมาฝนกินช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง และช่วยขับลมในลำไส้ มีส่วนช่วยบำรุงเส้นเอ็น ช่วยแก้อาการลิ้นอักเสบเป็นผื่นแดง

มะเขือเปราะ

มะเขือเปราะเป็นไม้ต้นเตี้ยขนาดเล็ก มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินเดีย มีความนิยมใช้มะเขือเปราะอย่างแพร่หลายในวงการแพทย์อายุรเวท ดอกมะเขือชนิดนี้มีสีม่วงหรือสีขาว ลักษณะผลอ่อนคือมีสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นเหลือง นอกจากนี้มะเขือเปราะผลอ่อนอาจมีสีม่วง สีขาว ก็ได้ แล้วแต่สายพันธุ์ ผิวของผลมีลักษณะเรียบ มีลายริ้วสีขาวผสมอยู่ เนื้อผลสดจะแน่น กรอบ มีรสหวานปนขมเล็กน้อย หากนำไปต้มเนื้อจะนุ่มและมีรสชาติหวานขึ้นเล็กน้อย

การปลูก : จะเริ่มจากเพาะเมล็ดลงในถาดเพาะ 5-7 วัน เมล็ดจะเริ่มงอก หลังจากนั้น 30 วัน สามารถย้ายต้นกล้าลงกระถางหรือลงแปลงได้ การปลูกมะเขือเปราะจะปลูกแบบยกร่อง หรือแปลง ขึ้นอยู่กับพื้นที่ โดยปกติควรย้ายต้นกล้าในช่วงเย็น ก่อนกล้าย้ายลงแปลงให้รดน้ำดินให้ชุ่ม แล้วนำต้นกล้าจากถาดเพาะกดลงดินได้เลย ระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ในช่วง 1-2 เดือนแรก จะให้ปุ๋ยที่เน้นธาตุไนโตรเจนเป็นหลัก หลังจากนั้นมะเขือเปราะจะเริ่มให้ผลผลิต ควรบำรุงด้วยปุ๋ยที่มีธาตุโพแทสเซียม เพื่อบำรุงผล  

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : มะเขือเปราะสามารถปลูกได้ทั้งปี เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน และไม่ชอบน้ำขัง ชอบแสงแดดตลอดทั้งวัน ในช่วงฤดูฝนต้องระวังเป็นพิเศษ ถ้าฝนตกมาก ความชื้นในอากาศมีมาก จะทำให้ผลเน่า รากเน่าได้

การเก็บเกี่ยว : มะเขือเปราะจะเริ่มให้ผลผลิตหลังจากย้ายปลูกได้ 2-3 เดือน และเก็บได้นาน 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล

การขยายพันธุ์ : มะเขือเปราะสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ทั้งเสียบยอด ปักชำ แต่ที่นิยมมากที่สุดและดีที่สุดคือการเพาะเมล็ด เนื่องจากต้นจะมีความแข็งแรงที่สุด

มะเขือเปราะได้ชื่อว่าเป็นผักพื้นบ้านที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือดมานานแล้ว เพราะมีใยอาหารสูง และเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ละลายน้ำได้ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยพบว่า มะเขือเปราะออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน โดยช่วยเสริมการใช้งานกลูโคสอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มะเขือเปราะจึงเป็นอาหารที่เหมาะกับคนป่วยเบาหวาน หรือคนที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ผักแพว

จัดเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นสูงประมาณ 30-35 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรง มีข้อเป็นระยะๆ ตามข้อมักมีรากงอกออกมา หรือลำต้นเป็นแบบทอดเลื้อยไปตามพื้นดินและมีรากงอกออกมาตามส่วนที่สัมผัสกับพื้นดิน เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในที่ชื้นแฉะ เช่น ในบริเวณห้วย หนอง คลอง บึง หรือตามแอ่งน้ำต่างๆ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและการใช้ลำต้นปักชำ (เมล็ดงอกยาก นิยมใช้กิ่งปักชำมากกว่า) พรรณไม้ชนิดนี้เป็นพืชล้มลุก พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย เพราะเกิดได้เองตามธรรมชาติ

การปลูก : ผักชนิดนี้ส่วนใหญ่ขึ้นเองตามธรรมชาติ หากนำมาปลูกเพื่อใช้กินในครัวเรือน นิยมปลูกในกระถาง วัสดุปลูกต้องมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดี ต้องการน้ำสม่ำเสมอ ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ โดยเลือกกิ่งที่แก่กำลังดี ตัดปักชำลงกระถางเพาะกล้า ริดใบทิ้งให้เหลือ 4 ใบ แล้วตัดปลายใบเพื่อลดการคายน้ำ วางไว้ในที่ร่มรำไร เมื่อต้นเริ่มแตกยอดใหม่หรือรากเริ่มเดินในกระถางเพาะกล้าให้ย้ายปลูกลงในกระถางที่ใหญ่ขึ้น

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ในธรรมชาติผักแพวมักจะเจริญเติบโตบริเวณพื้นที่ราบชุ่มชื้น หรือตามแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น หนองน้ำ หรือริมบึง ชอบความชื้นสูง ปลูกได้ในพื้นที่ร่มรำไร

การเก็บเกี่ยว : ผักแพวเป็นผักที่ใช้กินใบและยอดอ่อน หลังจากปลูกประมาณ 2 เดือน ต้นแข็งแรงมีการแตกยอดขึ้นใหม่ การเก็บเกี่ยวจะใช้วิธีการเด็ดส่วนยอดความยาวประมาณ 10 เซนติเมตร และปล่อยให้ต้นแตกยอดใหม่เรื่อยๆ

การขยายพันธุ์ : โดยทั่วไปมักขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ และการเพาะเมล็ด แต่การเพาะเมล็ดจะมีอัตราการงอกน้อย จึงนิยมขยายพันธุ์โดยวิธีการปักชำ

ผักแพวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย และช่วยในการชะลอวัย ผักแพวมีรสเผ็ดร้อน จึงช่วยแก้ลม ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

ความพิเศษของผักริมรั้วไม่ได้มีแค่ปลูกง่าย แต่ยังเป็น “พืชมากประโยชน์” ที่พร้อมเข้าครัวได้ทุกวัน สมุนไพรบางชนิดช่วยชูรสอาหารให้หอมอร่อย ขณะที่ผักพื้นบ้านหลายชนิดช่วยบำรุงร่างกาย เป็นทั้งอาหารและยาในต้นเดียว นี่คือเสน่ห์ของการปลูกผักข้างบ้าน ที่ไม่ใช่แค่ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การมีสวนกินได้รอบบ้านจึงไม่ใช่แค่แหล่งอาหาร แต่เป็นพื้นที่เติมพลัง เติมความสดชื่น และสร้างความสุขเล็กๆ ในทุกวันของครอบครัว บ้านไหนมีพื้นที่ข้างรั้วว่างสักนิด ลองปลูกผักพื้นบ้านสักต้น แล้วจะรู้ว่าธรรมชาติสามารถอยู่ใกล้ตัวเราได้มากกว่าที่คิด

ขอบคุณอ้างอิง : บ้านและสวน, sasuksure.anamai, sgethai, Medthai

Related Posts