เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารข่าวสด แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เทคโนโลยีชาวบ้าน ในเครือมติชน จัดสัมมนางาน ‘กาแฟ-โกโก้-วานิลลา พิชิตตลาดโลก HIGH-VALUE AGRI FUTURE 2026’ อัดแน่นเนื้อหาใหม่ที่ “ลึกกว่า” และ “เข้มข้นกว่า”เปิดโอกาสสำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และนักลงทุนรุ่นใหม่ ที่มาอัปเดตความรู้ ไปให้สุดในกระบวนการ “สร้างมูลค่า” ตั้งแต่เวลา 10.30-16.30 น.

เวลา 13.00 น. – 14.20 น. เข้าสู่ช่วง Special Talks หัวข้อ “The Future of Specialty Coffee” ยกระดับการปลูกและแปรรูป สร้างโอกาสใหม่ในตลาดพรีเมียม นำโดย สุภาชัย เตชนันต์ ผู้ประสานงานในพื้นที่ จ.เชียงราย ร่วมกับเลมอนฟาร์ม และปกรณ์ เตชสิทธิ์วรโชติ เจ้าของ โรงคั่วกาแฟ วังน้ำเขียว

ในตอนหนึ่ง คุณสุภาชัย ผู้ประสานงานในพื้นที่ จ.เชียงราย ร่วมกับเลมอนฟาร์ม กล่าวถึงภาพรวมตลาดกาแฟตอนนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในฐานะผู้คลุกคลีกับนวัตกรรมเกษตรมูลค่าสูง มองว่า ‘หัวใจสำคัญ’ ที่จะทำให้เกษตรกรไทยคว้าโอกาสนี้ได้ทันท่วงที มองว่าแนวทางการปรับตัวเพื่อคว้าโอกาส ในมุมมองส่วนตัวมองว่ากาแฟไทยควรได้รับการพัฒนาใน 4 ด้านหลัก หรือยึดหลัก “APIS” (A P I และ S) ดังนี้

1. Area-Based (การพัฒนาเชิงพื้นที่) เราไม่ควรส่งเสริมการปลูกแบบหว่านแห ตัวอย่างเช่น การนำสายพันธุ์เกอิชาไปปลูกในพื้นที่ราบเพียงเพราะเห็นว่าปลูกบนที่สูงแล้วได้ราคาดี แม้จะให้ผลผลิตได้แต่รสชาติย่อมไม่อร่อยเท่าแหล่งปลูกบนที่สูง หรืออย่างภาพรวมของอาราบิก้าที่ควรปลูกบนความสูง 800 เมตรขึ้นไป แต่ปัจจุบันกลับมีการนำมาปลูกที่ความสูงเพียง 500-600 เมตร ซึ่งจะกลายเป็นการฉุดมาตรฐานคุณภาพให้ต่ำลง ดังนั้น การทำโซนนิ่งพื้นที่ผลิตจึงต้องเกิดขึ้นจริง สายพันธุ์และพื้นที่ต้องมีความเหมาะสม หรือแมชชิ่งกัน และควรมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ชัดเจน
2. Product (การผลิตที่มีคุณภาพ) ต้องมุ่งเน้นความเป็นกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ที่มีคุณภาพสูง มีคะแนนคัพปิ้ง (Cupping Score) ตั้งแต่ 80 คะแนนขึ้นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้กาแฟไทยอยู่รอดได้ในตลาดบน
3. Issue (การตอบโจทย์ประเด็นสังคม) กาแฟต้องเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่น เหมือนในอดีตที่ดอยตุงประสบความสำเร็จในการใช้กาแฟแก้ปัญหาฝิ่น แต่ในยุคปัจจุบันกาแฟต้องตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะวิกฤตโลกร้อนและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื่องจากกาแฟเป็นพืชที่เติบโตได้ดีใต้ร่มเงาไม้ใหญ่หรือ “Shade-Grown
ดังนั้น พื้นที่ไหนที่มีกาแฟ พื้นที่นั้นจะมีต้นไม้เสมอ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นไม้ป่าเพียงอย่างเดียว แต่สามารถปลูกแซมด้วยไม้เศรษฐกิจอย่าง อะโวคาโด ลูกไหน ลูกพลับ หรือชา ดังจะเห็นได้จากบนดอยช้างที่พื้นที่ปลูกกาแฟกลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรไปพร้อมกัน
4. Storytelling (การสร้างเรื่องราว) คือการนำทั้ง 3 ข้อข้างต้นมาร้อยเรียงเป็นสตอรี เพราะการขายกาแฟในยุคนี้ต้องมีเรื่องราวที่ชัดเจน นอกเหนือจากการผลิตกาแฟคุณภาพและการแก้ปัญหาในพื้นที่แล้ว สิ่งสำคัญคือการสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นภาพว่า “สตอรี” ของกาแฟเราคืออะไร โดยจะหยิบยกประเด็นจากตัว A, P หรือ I มาเป็นจุดเด่น หรือจะนำทั้ง 3 ส่วนมารวมกันเพื่อสร้างเรื่องราวที่ทรงพลังก็ได้

ด้านคุณปกรณ์ เตชสิทธิ์วรโชติ เจ้าของ โรงคั่วกาแฟ วังน้ำเขียว ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางกว่า 15 ปี ที่เริ่มต้นจากความช่างสังเกต ที่พบว่าต้นอาราบิก้าที่ปลูกแซมในป่าพื้นที่นี้มีความสมบูรณ์เป็นพิเศษ มี “บอดี้” (Body) หรือเนื้อสัมผัสที่หนักแน่นและเขียวชอุ่มตลอดปี
ความลับของรสชาตินี้อยู่ที่สภาพภูมิศาสตร์ของวังน้ำเขียว ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของอุทยานแห่งชาติ และได้รับอิทธิพลความชื้นจากทะเลทางฝั่งตะวันออก ทำให้มีอากาศเย็นสบายและมีความชื้นสัมพัทธ์สูงตลอดทั้งปี จนได้รับฉายาว่า “สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน” สภาวะนี้เองที่หล่อหลอมให้เมล็ดกาแฟมีรสชาติที่กลมกล่อม หอมละมุน มีความสะอาด (Clean) และมีความสว่าง (Bright) ของรสชาติที่โดดเด่น

หัวใจสำคัญที่คุณปกรณ์ยึดถือคือการมองว่า “กาแฟคือผลไม้ชนิดหนึ่ง” เมื่อผลเชอร์รี่สุกงอมสีแดงจัดบนต้น รสชาติเดิมแท้ของมันคือความเปรี้ยว หวาน และฝาดมัน โดยปราศจากความขม ความขมที่ผู้คนคุ้นเคยนั้นแท้จริงแล้วคือศิลปะที่เกิดจากกระบวนการแปรรูปและการคั่วกาแฟ ซึ่งที่นี่สามารถรังสรรค์รสชาติได้หลากหลายถึง 5 ระดับความรู้สึก ตามความต้องการของผู้บริโภค
บทพิสูจน์แห่งความเพียร จากคำสบประมาทสู่มาตรฐาน GI
เส้นทางของกาแฟอีสานไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อน ในวันที่คุณปกรณ์เริ่มต้นแปรรูปกาแฟแบบทำมือ 100% ต้องเผชิญกับทัศนคติเชิงลบและการปฏิเสธจากตลาด เนื่องจากความเชื่อเดิมที่ว่าพื้นที่ภาคอีสานไม่สามารถปลูกกาแฟให้มีคุณภาพได้
อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวคิดที่ว่า “หากตลาดไม่ยอมรับ เราจะสร้างโลกของเราให้ตลาดเดินเข้ามาหาเอง” คุณปกรณ์จึงเปลี่ยนพื้นที่เกษตรให้เป็นโฮมสเตย์และคาเฟ่ริมน้ำเชิงเรียนรู้ (Workshop) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เห็นวิถีการผลิตแบบอินทรีย์ครบวงจร ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวไปจนถึงการคั่วด้วยกระทะทองเหลือง

ความมุ่งมั่นนี้ส่งผลให้กาแฟวังน้ำเขียวได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักชิมกาแฟทั่วโลก แม้กระทั่งนักท่องเที่ยวจากอิตาลีและยุโรปยังต้องเดินทางข้ามโลกมาเพื่อสัมผัสรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์นี้ด้วยตัวเอง
ในปัจจุบัน กาแฟวังน้ำเขียวไม่เพียงแต่เป็นผลผลิตทางการเกษตร แต่คือสัญลักษณ์ของความยั่งยืนและการเกษตรประณีต แม้ปริมาณผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์อาจไม่สูงเท่าการปลูกเชิงพาณิชย์ แต่ “คุณภาพ” และ “เรื่องราว” ที่บรรจุอยู่ในกาแฟทุกแก้ว ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า กาแฟอีสานมีศักยภาพและเสน่ห์ที่พร้อมจะเติบโตอย่างสง่างามในเวทีระดับสากล

