Featured พืชทำเงิน เกษตรรอบด้าน

วิสาหกิจฯ ชาววัง ปั้นมะระขี้นกอบแห้ง ใช้โมเดล “ตลาดนำการผลิต” มัดใจคู่ค้าจีน-ไต้หวัน

เมื่อ “การไม่มีโรค” ไม่ใช่แค่ลาภอันประเสริฐ แต่กลายเป็นเป้าหมายหลักของการใช้ชีวิตในยุค Longevity Economy หรือเศรษฐกิจอายุยืนที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2026 นี้ ผู้บริโภคทั่วโลกไม่ได้มองหาเพียงแค่อาหารเพื่อประทังชีวิต แต่กำลังให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงทางอาหาร” (Food Security) ที่ควบคู่ไปกับคุณภาพที่ยั่งยืน

หนึ่งในเทรนด์ที่น่าจับตาที่สุดคือการยกระดับ “อาหารให้เป็นยา” (Functional Food & Herb) ซึ่งไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่คือการตื่นตัวในระดับอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนจาก “การรักษา” มาเป็นการ “ป้องกัน” ส่งผลให้สมุนไพรไทยกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตไกล โดยเฉพาะในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่สามารถปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานสากล

อาชีพการปลูกสมุนไพรในวันนี้จึงไม่ใช่แค่การทำเกษตรแบบดั้งเดิม แต่คือการสร้างรายได้ที่มั่นคงผ่านตลาดส่งออกที่ทรงอิทธิพลอย่าง จีนและไต้หวัน รวมถึงการตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทเอกชนในประเทศที่เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสมุนไพรไทยเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งถือเป็นโอกาสทองในการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับกลุ่มเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง

คุณนก-หนึ่งฤทัย อาจยางคำ ผู้ร่วมก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรรมชาววัง

คุณนก-หนึ่งฤทัย อาจยางคำ ผู้ร่วมก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรรมชาววัง และหัวเรือใหญ่ในบทบาทประชาสัมพันธ์และการตลาด ผู้เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการขับเคลื่อนวิสาหกิจชุมชนฯ โดยใช้กลยุทธ์ตลาดนำการผลิต ควบคู่การบริหารจัดการงานอย่างเป็นระบบในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับสมาชิกทุกคน ภายใต้เป้าหมายสำคัญคือการพาเกษตรกร ‘เลิกหนี้ เลิกจน’ ด้วยโมเดลการทำงานที่พิสูจน์แล้วว่า…ปลูกแล้วมีตลาดรองรับชัวร์


คุณนกเล่าจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งวิสาหกิจฯ ว่า เกิดจากการรวมตัวของสมาชิกประมาณ 10 คน โดยมี คุณสายชล จันทร์แก้ว เป็นประธานวิสหกิจฯ เริ่มจากการปลูกผักสลัดส่งห้างและตลาดทั่วไป ซึ่งตอนแรกธุรกิจก็ไปได้ด้วยดี แต่พอเจอโควิด-19 ทุกอย่างสะดุดทันที ห้างไม่มีคนเดิน ตลาดซบเซา ประจวบเหมาะกับช่วงที่ผลผลิตของกลุ่มกำลังออกพอดี เหตุการณ์นี้ทำให้เราตระหนักว่าผัก อาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนสำหรับกลุ่มในตอนนั้น

จึงได้มีการศึกษาหาพืชทางเลือกใหม่ โจทย์คือต้องแปรรูปได้และตลาดไม่ตัน ซึ่งในช่วงนั้นฟ้าทะลายโจรเป็นที่ต้องการอย่างมาก จึงเริ่มศึกษาพืชที่ตอบโจทย์เกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญคือต้องแปรรูปเพื่อคงสภาพได้ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องระยะเวลาการทำตลาด ไม่ใช่ว่าพอถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้วถ้าตลาดไม่รับซื้อ หรือราคาตกก็ยังต้องฝืนขายเหมือนกับผักสด

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรรมชาววัง

“เราเริ่มออกไปศึกษาดูงานที่จังหวัดสระแก้ว ตั้งใจไปดูฟ้าทะลายโจรแต่กลับได้เห็น ‘มะระขี้นก’ เพิ่มมาด้วย จึงเริ่มกลับมาทดลองปลูกที่แปลงของประธานก่อน เพื่อคำนวณต้นทุนต่อไร่ อุปสรรค และดูว่าเหมาะสมกับพื้นที่ของเราไหม พอผ่านไป 3 เดือน มะระขี้นกเริ่มให้ผลผลิต สมาชิกเห็นความสำเร็จในแปลงทดลองจึงเริ่มขยายไปปลูกในแปลงของตัวเอง

และโชคดีที่เรามีตลาดรองรับจากการไปดีลงานไว้ตอนไปศึกษาดูงาน แต่โจทย์ใหม่ที่เจอคือเขาต้องการแบบแห้ง เพราะพื้นที่ตากของเขาไม่พอ เราจึงประยุกต์โรงปลูกผักเก่าที่เคยมีปัญหามาทำเป็นโรงตากแทน ช่วงแรกเราลองผิดลองถูกเยอะมากตั้งแต่การใช้มีดหั่นซึ่งช้าไม่ทันการ จนได้มีการโมดิฟายเครื่องหั่นขึ้นมาเอง รวมถึงการแก้ปัญหาความชื้นและเชื้อราจากการตากบนพื้นดิน จนในที่สุดเราก็ลงตัว รู้วิธีการตากที่ทำให้ผลผลิตไม่เสียหาย”

แปลงปลูกมะระขี้นก

เมื่อมีผลผลิตทั้งฟ้าทะลายโจรและมะระขี้นกในสต๊อก จึงเริ่มจดทะเบียนวิสาหกิจฯ และเปิดเพจเพื่อโพสต์กิจกรรมที่ทำควบคู่ไปกับการขึ้นทะเบียน OTOP แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คณะกรรมการตกลงกันว่า “เราต้องกินของที่ตัวเองปลูกก่อน” เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า ทางกลุ่มจึงได้มีการเชิญวิทยากรจากพระจอมเกล้าพระนครเหนือมาสอนการอัดแคปซูลแบบแมนนวล ทำเป็นผลิตภัณฑ์ “มะระขี้นกและฟ้าทะลายโจรแคปซูล” เพื่อกินกันเองในครัวเรือนและบอกต่อ

“ด้วยพลังของการบอกต่อและกระแสความต้องการในช่วงนั้น ทำให้วิสาหกิจฯ ของเราเป็นที่รู้จักภายในเวลาเพียง 1 เดือน ลูกค้าที่เคยซื้อฟ้าทะลายโจรเริ่มกลับมาถามหาพืชตัวอื่น เช่น ดีปลี เชียงดา และมะแว้ง ทำให้เรามีพืชสมุนไพรในมือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบันจากสมาชิกเริ่มต้น 10 คน พื้นที่ 50 ไร่ ในปี 2564 เราเติบโตจนมีสมาชิกกว่า 60 ราย มีพื้นที่รวมกว่า 300 ไร่ โดยกลุ่มทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการแปรรูปและควบคุมคุณภาพ มีคณะกรรมการลงตรวจแปลงเพื่อรับรองมาตรฐาน Organic Thailand ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เข้มแข็งและมีรายได้ที่แน่นอนจากการทำเกษตรที่ใช้ตลาดนำการผลิต อย่างแท้จริง”

“มะระขี้นกอินทรีย์ชาววัง”
คุณภาพระดับพรีเมียม
กับการบริหารจัดการอย่างแม่นยำ

หากถามถึงสมุนไพรหลักที่เป็นความภาคภูมิใจของ “ชาววัง” คุณนกบอกว่า แน่นอนว่าคือ มะระขี้นก และกล้ายืนยันว่าผลผลิตของเรามีคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทย ด้วยกระบวนการปลูกแบบอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่พิถีพิถัน ทำให้ค่าสารสำคัญทางยาที่ชื่อว่า ‘ชาแลนติน’ (Charantin) ของเราพุ่งสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป

ในขณะที่คู่ค้าตั้งค่ามาตรฐานที่ยอมรับได้ไว้ที่ประมาณ 24,000 แต่ผลการตรวจวิเคราะห์ของมะระขี้นกชาววังเราทำได้สูงถึง 28,000 ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดต้องการเสียอีก ทำให้ชื่อเสียงของมะระขี้นกอินทรีย์ชาววัง ถูกสื่อสารออกไปอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นว่าถ้าใครมองหามะระขี้นกคุณภาพสูง ปริมาณสต๊อกที่แน่นอน และควบคุมมาตรฐานตั้งแต่ต้นทางจนถึงการแปรรูปตากแห้ง ทุกคนต้องพุ่งตรงมาที่นี่

ผลผลิตคุณภาพ

คุณนกกล่าวเสริมว่า แม้กลุ่มเราจะมีพื้นที่รวมกว่า 300 ไร่ แต่เราไม่ได้ปลูกแบบสุ่มสี่สุ่มห้า เราใช้ระบบวางแผนโควตาล่วงหน้าปีต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เรารู้ข้อมูลเชิงลึกจนสามารถคำนวณได้ว่าผลผลิตสดกี่กิโลกรัมจะได้เป็นของแห้งกี่กิโลกรัม และ 1 ไร่จะให้ผลตอบแทนเท่าไหร่

อย่างในปี 2569 นี้ วางแผนไว้ว่าจะปล่อยโควตาปลูกมะระขี้นกไว้ที่ 65 ไร่ เพราะงานอินทรีย์ต้องใช้ความใส่ใจสูง จึงต้องควบคุมพื้นที่ให้เหมาะสมกับกำลังการผลิตของสมาชิก

โดยสมาชิกส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ทำกันแบบอุตสาหกรรมในครัวเรือน สองคนตายายหรือทำร่วมกับลูกหลาน ทุกสิ้นปี เช่น ปลายปี 68 สมาชิกจะมาเข้าคิว จองโควตาของวิสาหกิจฯ

หากพืชตัวไหนมีคนจองเต็มโควตาที่ตลาดต้องการแล้ว จะขึ้นกระดานปิดรับทันทีเพื่อให้ระบบบริหารจัดการไม่โอเวอร์ซัพพาย แต่ถ้ายังมีที่ว่าง ก็จะเปิดโอกาสให้สมาชิกใหม่ได้เข้ามาร่วมสร้างรายได้ด้วยกัน ระบบนี้ทำให้ทุกคนรู้หน้าที่และรู้รายได้ที่แน่นอนตั้งแต่ยังไม่ลงมือปลูก

ซึ่งนอกจากมะระขี้นกที่เป็นพืชชูโรงแล้ว ยังมีสมุนไพรคุณภาพตัวอื่นๆ ที่ตลาดให้ความเชื่อมั่นและสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ฟ้าทะลายโจร, มะแว้ง, ดีปลี, เพชรสังฆาต, อัญชัน และหนุมานประสานกาย ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกผลิตภายใต้มาตรฐานชาววัง ที่เน้นความจริงใจและคุณภาพสูงสุดเพื่อผู้บริโภค

บริหารอย่างเป็นระบบ
สร้างความยั่งยืนด้วยกลยุทธ์

หลายคนถามว่า เคล็ดลับความเข้มแข็งของกลุ่มเราคือการใช้ตลาดนำการผลิต คุณนกบอกว่า นั่นคือกุญแจดอกแรก แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะหัวใจจริงๆ คือการวางแผนและบริหารความเสี่ยง อย่างเป็นระบบดังนี้

1. แปลงทดลองปลูก

ก่อนจะส่งเสริมให้สมาชิกปลูกพืชชนิดไหน เราต้องทำแปลงทดลองก่อนเสมอ เพราะดินที่ปราจีนบุรีไม่ได้เหมาะกับพืชทุกตัว เพราะฉะนั้นต้องรู้ให้ชัดว่าต้นทุนต่อไร่เท่าไหร่ ผลผลิตกี่กิโลกรัมสดถึงจะได้ 1 กิโลกรัมแห้ง และค่าสารสำคัญทางยาได้มาตรฐานไหม

การทำแบบนี้ทำให้เรากล้าออกราคารับประกันซื้อสด ที่ยุติธรรม ให้สมาชิกอยู่ได้จริง ไม่ใช่ทำไปแล้วเสมอตัวหรือขาดทุน นี่คือการปิดประตูความเสี่ยงให้สมาชิกตั้งแต่ยังไม่เริ่มปลูก

2. เปลี่ยน “ประสบการณ์” เป็น “ทางลัด”

ที่นี่มีแปลงทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลให้ครบทุกขั้นตอนตั้งแต่ระยะห่างระหว่างต้น การรดน้ำ การเด็ดยอด ไปจนถึงการกำจัดศัตรูพืช แล้วทำเป็น “คู่มือการปลูกเบื้องต้น” ให้สมาชิก สมาชิกที่เข้าร่วมกลุ่มจึงไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่เขาสามารถสตาร์ตที่ 50 ได้เลย ที่เหลือแค่ใส่ใจดูแลผลผลิตให้ดีตามมาตรฐานที่เราวางไว้

3. บริหาร “ปัจจัยการผลิต” เพื่อคุมคุณภาพและต้นทุน

เพื่อให้ผลผลิตออกมาเหมือนกันและคุมคุณภาพได้ วิสาหกิจจะเป็นคนจัดซื้อปัจจัยการผลิตทั้งหมดในปริมาณมาก ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ตาข่าย และระบบน้ำ เพื่อให้ได้ราคาส่งที่ถูกลง สมาชิกก็ได้ใช้ของดีราคาถูกกว่าท้องตลาด ส่วนต่างเล็กน้อยก็นำมาบริหารจัดการกลุ่ม วิธีนี้ช่วยให้เราคุมมาตรฐานได้ตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ต้องกังวลว่าใครจะไปซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้คุณภาพมาปลูก

4. “บันทึกแปลง” เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นนักธุรกิจ

ทางกลุ่มมีการส่งเสริมให้สมาชิกจดต้นทุนทุกอย่าง เรียกว่า “บันทึกแปลง” ตั้งแต่ค่าไถ ค่าแรงปักเสา ไปจนถึงค่าเก็บเกี่ยว เพราะอยากแก้ปัญหาที่เกษตรกรมักบอกว่าขายได้เงินแสน แต่ไม่เคยรู้เลยว่าจริงๆ แล้วลงทุนไปเท่าไหร่กันแน่ การจดบันทึกจะทำให้เขารู้กำไรที่แท้จริง รู้ว่าเงินแสนที่ได้มา คุ้มค่ากับระยะเวลาและหยาดเหงื่อที่เสียไปไหม

ปลูก ‘มะระขี้นกอินทรีย์’
แบบฉบับวิสาหกิจฯ ชาววัง
คุณภาพแบบนี้ที่ตลาดวิ่งหา

ในการปลูกมะระขี้นกให้ได้คุณภาพดี คุณนกบอกว่าที่กลุ่มจะมีเทคนิคการปรับไปตามสภาพอากาศเป็นหลัก ถ้าช่วงไหนแดดจัดๆ จะไม่เพาะเป็นต้นกล้าแล้วเอาไปปลูก เพราะกล้าอ่อนเจอแดดร้อนคอจะหักและไม่ยอมเงยขึ้นเลย จึงเลือกใช้วิธีเพาะเมล็ดให้แตกหน่อแล้วนำไปจิ้มลงแปลงโดยตรง แม้จะงอกช้ากว่าแต่ต้นที่โตขึ้นมาจะแข็งแรงกว่ามาก แต่ถ้าเป็นฤดูกาลปกติก็ยังเพาะกล้าให้อายุได้สัก 6-7 วันแล้วค่อยย้ายลงแปลงตามความเหมาะสม

ในส่วนของโครงสร้าง จะมีการขึงตาข่ายทั้งแนวตั้งเป็นแถวและขึงปิดด้านบนด้วย เพื่อให้พื้นที่ 1 ไร่ปักไม้ไผ่ได้ประมาณ 375 ลำ ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1.50 เมตร ซึ่งถ้าเราปลูกห่าง 1 เมตรจะใช้ประมาณ 800 ต้น แต่ถ้าขยับมาที่ 80 เซนติเมตรจะปลูกได้ประมาณ 1,000 ต้น เรื่องระบบน้ำก็สำคัญมาก มะระเป็นพืชที่ต้องการน้ำมากแต่ไม่ชอบแฉะ ระบบน้ำหยดจึงไม่เพียงพอ เราเลือกใช้หัวสปริงเกลอร์ผีเสื้อเล็กเปิดเช้า-บ่าย ครั้งละ 15-30 นาที โดยดูความชื้นดินประกอบไปด้วย

เมื่อต้นอายุได้ประมาณ 20 กว่าวัน จะเริ่มจับมัดเถาให้ไต่ขึ้นตาข่าย พร้อมทั้งแต่งใบช่วงล่างออกให้สูงจากพื้นประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้แดดส่องถึงพื้นดิน ช่วยป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าไปในตัว และเคล็ดลับสำคัญคือพอยอดสูงเกือบถึงตาข่ายด้านบน จะทำการเด็ดยอดเพื่อให้แตกแขนงออกด้านข้างอีกประมาณ 5-10 ยอด ซึ่งวิธีนี้ช่วยเพิ่มผลผลิตได้พอสมควร

ตากมะระขี้นกในพาราโบล่าโดม

ส่วนเรื่องดิน เรามีความเชื่อว่าพืชทุกชนิดชอบดินร่วนซุย หรือแม้แต่พื้นที่ที่ไม่ได้เป็นดินร่วนซุย แต่เราสามารถปรับปรุงได้ด้วยอินทรียวัตถุ ที่นี่ทำอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงเน้นใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ทำให้ดินจากที่เคยแข็งกลับมาร่วนซุยและระบายน้ำได้ดีขึ้น และก่อนปลูกจะมีการใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักขี้ไก่หรือขี้วัวหลุมละ 5 กิโลกรัม ทิ้งไว้สัก 7-15 วันให้ปุ๋ยย่อยสลายก่อนลงกล้า พอเริ่มออกดอกอายุประมาณ 28 วัน ก็เสริมด้วยฮอร์โมนไข่และน้ำหมักขี้หมูในช่วงติดลูก พร้อมกับดูแลความปลอดภัยด้วยไตรโคเดอร์มา บิวเวอเรีย และเมตาไรเซียม ทุกๆ 3-7 วันในช่วงเย็นเพื่อป้องกันโรคและแมลง

ซึ่งทุกขั้นตอนที่ทำมีแวลู่ หรือกระบวนการแบบชาววังซ่อนอยู่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือวลีที่เราจะบอกกับสมาชิกกลุ่มเสมอว่า “ใส่อะไรก็ไม่สู้ใส่ใจ” เพราะการทำอินทรีย์เราต้องอยู่กับเขาและสังเกตทุกวัน ถ้าเห็นใบเริ่มเหลืองเพราะขาดไนโตรเจน เราต้องรีบเสริมน้ำหมักขี้วัวทันที อย่ารอให้เขาป่วยแล้วค่อยรักษา เพราะงานอินทรีย์ถ้าปล่อยให้ป่วยจะรักษาไม่ทัน การป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันให้พืชแข็งแรงอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เราเอาอยู่และได้ผลผลิตที่มีมาตรฐาน

มะระขี้นกอบแห้งพร้อมส่ง

ปริมาณผลผลิต ปกติมะระขี้นกจะใช้เวลาประมาณ 45 วันถึงจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ครั้งแรก แต่ด้วยเทคนิคแบบฉบับชาววัง ที่เน้นการบำรุงและดูแลอย่างใกล้ชิด เพียงแค่ 38 วันก็เริ่มเก็บผลผลิตรอบแรกได้แล้ว หลังจากนั้นจะเก็บเกี่ยวต่อเนื่องได้อีกประมาณ 30 รอบ โดยเก็บวันเว้นวัน รวมระยะเวลาหนึ่งรอบการผลิตตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันสุดท้ายจะอยู่ที่ประมาณ 120 วัน

สำหรับการคำนวณผลผลิต คุณนกบอกว่าที่นี่ใส่ใจรายละเอียดถึงขั้นนับเป็นรายต้น เพราะคิดว่าถ้าปลูก 1,000 ต้น ทุกต้นต้องได้คุณภาพเหมือนกัน จะไม่ยอมปล่อยให้มีต้นไหนที่เล็กหรือแคระแกร็นไปเพียงเพราะปลูกเยอะ หากคิดง่ายๆ ถ้าเราทิ้งไปสัก 20-30 ต้น นั่นเท่ากับเราทิ้งผลผลิตไปเป็นหลักพันลูกทันที เราจึงให้ความสำคัญกับทุกต้นอย่างเท่าเทียม

ส่วนตัวเลขผลผลิตเฉลี่ยจะอยู่ที่ 5,500 กิโลกรัมต่อไร่ แต่สำหรับมือใหม่หรือในช่วงที่สภาพอากาศไม่เป็นใจ ผลผลิตอาจจะดรอปลงมาอยู่ที่ประมาณ 3,500 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเป็นเกษตรกรที่เชี่ยวชาญและปลูกในช่วงฤดูกาลที่เหมาะสมจริงๆ ผลผลิตมีโอกาสพุ่งสูงขึ้นไปได้ถึง 7-9 ตันต่อไร่เลยทีเดียว

ส่องเทรนด์สมุนไพรไทย
ตลาดโลกยังต้องการ
แต่ ‘คุณภาพ’ ต้องเป๊ะ

ในแง่ของตลาด คุณนกบอกว่า ตอนนี้ส่งออกมะระขี้นกไปจีนและไต้หวันประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 50 เปอร์เซ็นต์ ขายให้กับโรงพยาบาลและบริษัทเอกชนในประเทศ รวมถึงพ่อค้าคนกลางที่ดีลในราคาที่อยู่ได้ ซึ่งข้อดีของการแปรรูปเป็นของแห้งคือ สามารถจัดการกับกลไกตลาดได้ สมุนไพรก็เหมือนพืชผักทั่วไปที่มีช่วงราคาขึ้นลง

“อย่างช่วงฤดูฝนที่ใครก็ปลูกมะระได้ ราคามะระแห้งจะตกไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท แต่ต้นทุนและราคาประกันที่เราซื้อจากสมาชิกต้องขาย 220 บาทถึงจะอยู่ได้ เราก็เลือกที่จะยังไม่ขาย เพราะของกลุ่มเราอบแห้งจนความชื้นไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ เก็บได้นานถึง 2 ปี เราก็เก็บสต๊อกไว้รอปล่อยของช่วงหน้าแล้งที่คนอื่นไม่มี ลูกค้าที่ต้องการของส่งออกยังไงเขาก็ต้องมาซื้อเรา เพราะกลุ่มเรามีการวางแผนจัดการน้ำและวางแผนปลูกไว้ตลอดทั้งปี ทำให้มีปริมาณของป้อนตลาดสม่ำเสมอ ต่างจากเกษตรกรรายเดี่ยวที่พอเก็บของมาแล้วต้องรีบขายทันทีเพราะต้องเอาเงินไปหมุน แต่สำหรับกลุ่มวิสาหกิจฯ เราจ่ายเงินสดให้สมาชิกไปตั้งแต่วันที่เขาเอาของสดมาส่งแล้ว กลุ่มจึงสามารถถือของไว้รอขายในจังหวะที่ราคาเหมาะสมได้”

เตรียมส่งลูกค้า

ส่วนปริมาณการส่งออกมะระขี้นกแห้งของกลุ่มอยู่ที่ปีละ 10 กว่าตัน ขายในไทยอีก 10 กว่าตัน รวมๆ แล้วประมาณ 25 ตันแห้ง นอกจากนี้ยังมีฟ้าทะลายโจรอีกเดือนละ 2-3 ตัน ปีละ 30-40 ตันแห้ง และมะแว้งอีกเดือนละ 500 กิโลกรัม ซึ่งเวลาดูราคาสมุนไพรเราจะเทียบแค่ราคาต่อกิโลกรัมไม่ได้ เพราะยิว หรืออัตราส่วนสดเป็นแห้งมันต่างกัน อย่างอัญชัน 15 กิโลสดถึงจะได้ 1 กิโลแห้ง เราจึงต้องคำนวณจากต้นทุนและผลผลิตต่อไร่จริงๆ

โดยยอดขายของกลุ่มมีการเติบโตขึ้นทุกปี จากปีแรกหลักล้าน ขยับมาเป็น 3 ล้าน และปีล่าสุดอยู่ที่ 4 ล้านกว่าบาท ซึ่งไม่ได้โตแค่มะระขี้นกตัวเดียว แต่โตเพราะพืชตัวอื่นด้วย จากที่ลูกค้าเห็นคุณภาพมะระ เกิดความไว้ใจไปถึงสมุนไพรชนิดอื่น นอกจากขายวัตถุดิบแห้งแล้ว เรายังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปเป็นรายได้เสริมด้วย

ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะระขี้นก

“จริงๆ เราเริ่มทำผลิตภัณฑ์แคปซูลมาตั้งแต่ปี 64 แต่ไม่ได้เน้นไปแข่งกับรายใหญ่ตามห้าง เพราะเราใช้สมุนไพรปริมาณไม่เยอะมาก เราเน้นให้เครือข่ายกินเองและบอกต่อ จนตอนหลังมีหน่วยงานอย่างพัฒนาชุมชนเข้ามาซัพพอร์ตให้ไปออกบูธ เราเลยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายขึ้น จนตอนนี้มีเกือบ 30 ตัว ทั้งแคปซูล ชา ยาหม่อง ยาดม ลูกประคบ

จุดพีคคือตั้งแต่ปี 65 ที่คนเริ่มกลับมาดูงานสมุนไพรที่ปราจีนบุรี ปีละ 2,000-3,000 คน พอเขาเห็นแปลงปลูกที่สะอาด เห็นกระบวนการแปรรูป และได้ฟังสตอรี่ของเรา เขาก็เชื่อใจที่จะซื้อผลิตภัณฑ์เรากลับไป อย่างแคปซูลเราขายแค่กระปุกละ 80 บาท เขาจับต้องได้และมั่นใจเพราะเห็นที่มาที่ไปจริงๆ รายได้จากการดูงานและขายผลิตภัณฑ์ส่วนนี้เลยกลายเป็นตัวเสริมที่ทำให้วิสาหกิจฯ ของเราแข็งแรงขึ้น”

ฝากถึงเกษตรกรมือใหม่
ก่อนปลูกต้องวางแผนอย่างมีสติ

“สำหรับใครที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วงการเกษตร พี่อยากให้ระวังเรื่องการเป็นเหยื่อ ของกระแสข่าวหรือคลิปวิดีโอที่ประโคมว่าราคาดี กำไรเด่น จนแห่ไปปลูกตามกัน พี่อยากให้ทุกคนนึกถึง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้มั่น คือต้องมีความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน ก่อนจะลงมือทำอะไร เราต้องศึกษาให้รู้แจ้งก่อนว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นทำได้จริงไหม บริบทพื้นที่ของเราและศักยภาพตัวเราทำได้แบบเขาหรือเปล่า

อย่าเพิ่งตัดสินใจปลูกเพียงเพราะเห็นว่าราคาดีหรือมีตลาดรับซื้อ โดยที่ยังไม่ได้ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะบางครั้งอาจเป็นแผนแฝงเพื่อขายต้นพันธุ์เท่านั้น หรือต่อให้ตลาดมีจริง เราต้องถามตัวเองก่อนว่าเราทำคุณภาพได้ตามที่ตลาดต้องการไหม ต้องย้อนกลับมาดูศักยภาพตัวเองเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้ ถ้าคุณอยากทำเกษตรให้เป็นอาชีพหลัก ที่เลี้ยงตัวได้จริงๆ คุณต้องมีการวางแผนงานแบบเต็มวัน ไม่ใช่บอกว่าเป็นเกษตรกรแต่ทำงานวันละ 2-3 ชั่วโมงแบบไม่มีแผน อยากทำอะไรก็ทำ ถ้าแบบนั้นเขาเรียกว่างานอดิเรกหรือรายได้เสริม ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ก็ต้องทำใจว่ามันจะได้แค่ระดับงานเสริม ไม่สามารถเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัวได้

แต่ถ้าคุณนิยามตัวเองว่าเป็นเกษตรกรอาชีพ คุณต้องมีตารางงานที่ชัดเจนว่าเช้านี้ต้องทำอะไร 1-2-3-4 และมีการคำนวณต้นทุนทั้งค่าของและค่าแรงของตัวเองอยู่เสมอ พี่เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรหรือพืชตัวไหน ถ้าเรามีการบริหารจัดการที่ดี อาชีพเกษตรจะไม่ใช่อาชีพที่จนที่สุดหรือมีหนี้เยอะที่สุดอย่างที่ใครเขาว่ากันแน่นอน” คุณนกกล่าวทิ้งท้าย

หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ: วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรรมชาววัง หรือติดต่อโดยตรงที่เบอร์โทรศัพท์ 085-076-4441

กลุ่มศึกษาดูงาน

Related Posts