Exclusive Featured

พีรพันธ์ คอทอง คาดการณ์วิกฤตสงครามเป็นจุดเปลี่ยนเกษตรไทย เร่งสู่เกษตรแม่นยำ ลดต้นทุน สร้างทางรอด

ท่ามกลางความผันผวนของโลกในห้วงเวลาที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ แม้จะดูเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไกลจากประเทศไทยหลายพันกิโลเมตร แต่แรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจกลับส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาคการเกษตรของไทยซึ่งเชื่อมโยงกับทั้งพลังงาน ปัจจัยการผลิต และการค้าโลก จึงไม่อาจหลีกพ้นจากแรงกดดันดังกล่าวได้อย่างแท้จริง

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สะท้อนภาพสถานการณ์ว่า แม้สงครามจะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นเป็น “ผลกระทบระดับโลก” โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกันทั่วโลก รวมถึงก๊าซแอลพีจีและพลังงานรูปแบบอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญในทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

เมื่อพลังงานมีราคาแพงขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ต้นทุนการขนส่ง” ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่เส้นทางขนส่งสำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซเผชิญกับความไม่แน่นอน ทำให้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ไม่ได้กระทบเพียงการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าเกษตร ปัจจัยการผลิต และวัตถุดิบที่จำเป็นในระบบการผลิตของไทย

“จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน 2 มิตินี้ ทั้งด้านพลังงานและระบบโลจิสติกส์ กลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ซัพพลายของโลกชะลอตัว สินค้าหลายชนิดเดินทางล่าช้ากว่าปกติ ขณะที่ความต้องการยังคงมีอยู่ในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ หรือแม้แต่ภาคครัวเรือนและภาคเกษตรกรรม ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานเช่นนี้เอง ที่เป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะราคาผันผวน และนำไปสู่ความตื่นตระหนกในบางช่วงเวลา”


ต้นทุนพุ่ง ของเริ่มขาด

ตลาดผันผวน กดราคาสินค้าเกษตร

นายพีรพันธ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ภาพที่เห็นได้ชัดคือผู้บริโภคและเกษตรกรเริ่มมีการกักตุนสินค้าในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน ความตื่นตระหนกดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมให้ตลาดเกิดความตึงตัวมากขึ้น และกระทบต่อสินค้าในกลุ่มที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน ก๊าซ ปุ๋ยเคมี รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากปิโตรเลียมอย่างพลาสติก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่าผลกระทบระยะสั้นคือ ความหน่วงของระบบที่จะยังคงอยู่ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลายลงแล้ว โดยเลขาธิการฯ คาดว่าอาจใช้เวลาการฟื้นตัวของระบบพลังงานและปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ซึ่งต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ คาดว่าอาจใช้เวลาต่อเนื่องอีกประมาณ 3–4 เดือน หรืออาจยืดเยื้อไปถึง 4–6 เดือนกว่าที่สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

“ในช่วงรอยต่อเช่นนี้ ภาคการเกษตรของไทยจึงเผชิญกับแรงกดดันทั้งด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และรายได้ที่ไม่แน่นอนจากภาวะตลาดโลกที่ชะลอตัว ผู้ส่งออกบางส่วนอาจชะลอการซื้อสินค้า ขณะที่ผลผลิตในประเทศยังคงออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรบางชนิด โดยเฉพาะข้าวนาปี มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านราคาในระยะสั้น”

เร่งปรับโครงสร้างเกษตรไทย

สู่เกษตรแม่นยำ ลดต้นทุน สู้วิกฤต

แนวคิดสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ “การปรับตัวเชิงโครงสร้าง” โดย นายพีรพันธ์ กล่าวว่า การปรับตัวเชิงโครงสร้างไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว เกษตรกรไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการผลิตในทุกภาคส่วน ทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง ให้สอดคล้องกับต้นทุนและทรัพยากรที่เปลี่ยนแปลงไป

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเร่งเข้าสู่ “เกษตรแม่นยำ” ซึ่งจะช่วยให้การใช้ปัจจัยการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การใช้พลังงานทางเลือกอย่างโซลาร์เซลล์ในระบบสูบน้ำ การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรผ่านผู้ให้บริการ (Agricultural Service Provider) หรือการนำเทคโนโลยีอย่างโดรนมาใช้ในการให้ปุ๋ยและป้องกันศัตรูพืช แนวทางเหล่านี้แม้อาจมีต้นทุนเริ่มต้น แต่ในระยะยาวจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างชัดเจน

“การนำเรื่องเกษตรแม่นยำเข้ามาช่วย โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ย จะช่วยให้ใช้ปุ๋ยอย่างมีเป้าหมายตามค่าวิเคราะห์ดิน ก็เป็นอีกหัวใจสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนไม่น้อยใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น การปรับมาใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมกับความต้องการของพืชในแต่ละช่วงอายุ จะช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็น”

ในภาคปศุสัตว์และประมง แนวคิดเดียวกันคือการนำเกษตรแม่นยำนำมาปรับใช้ผ่านการบริหารจัดการอาหารสัตว์ โดยเน้นคุณภาพและประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารเป็นอัตราแลกเนื้อ โดยการใช้อาหารสัตว์คุณภาพสูง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (FCR) ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง แม้ราคาวัตถุดิบจะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม

เกษตรไทยต้องปรับรายได้

สร้างหลายทาง ฝ่าวิกฤต-คว้าโอกาสโลก

นอกจากการปรับโครงสร้างการผลิตแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นายพีรพันธ์เน้นย้ำคือ “การปรับโครงสร้างรายได้” เนื่องจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวที่พึ่งพารายได้เพียง 1-2 ครั้งต่อปี มีความเสี่ยงสูงในภาวะที่ตลาดผันผวน เกษตรกรจึงควรสร้างแหล่งรายได้ที่หลากหลาย ทั้งรายวัน รายเดือน และรายปี เช่น การปลูกพืชเสริมในพื้นที่เดิม การแปรรูปสินค้าในครัวเรือน หรือการต่อยอดสู่กิจกรรมอื่นที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

ในระดับมหภาคการปรับตัวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเกษตรกรเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน ภาครัฐมีบทบาทในการปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐานให้เอื้อต่อการพัฒนา ขณะที่ภาคเอกชนต้องเข้ามามีบทบาทในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสนับสนุนการลงทุน ส่วนสถาบันการเงินจำเป็นต้องจัดหาแหล่งทุนที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้โดยไม่แบกรับภาระมากเกินไป

“ในอีกด้านหนึ่งวิกฤตครั้งนี้ ยังเปิดหน้าต่างแห่งโอกาสให้กับภาคการเกษตรไทย โดยเฉพาะในบริบทของความมั่นคงทางอาหาร ที่กลายเป็นประเด็นสำคัญของโลก หลายประเทศเริ่มมองหาแหล่งอาหารที่มั่นคงมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลก มีศักยภาพที่จะตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้ โดยเฉพาะในตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งมีข้อจำกัดด้านการผลิตอาหารในประเทศ ความต้องการนำเข้าสินค้าเกษตรจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป”

วิกฤตเขย่าโลก ดันเกษตรสู่จุดเปลี่ยน

ใครปรับเร็วมีโอกาสรอด

แม้สงครามจะทำให้หลายๆ ประเทศอย่างต้องเจอวิกฤตที่ควบคุมไม่ได้ แต่ในมุมกลับกันก็ยังมีโอกาสภายใต้วิกฤตสินค้าเกษตร นายพีรพันธ์ กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสจำหน่ายสินค้าส่งออกในกลุ่มของพืชคาร์โบไฮเดรต จะมีโอกาสแต่จะต้องเปลี่ยนจากสินค้าที่ปริมาณเยอะๆ ไปเป็นสินค้าที่มีคุณภาพทางด้านโภชนาการและสุขภาพมากยิ่งขึ้น

“ทุกประเทศมีการประเมินว่าระดับความมั่นคงด้านอาหารของโลกก็จะเปลี่ยนไป มีปัญหาเพิ่มมากขึ้น เพราะทุกประเทศเองก็ต้องหาแหล่งอาหารสำรองไว้ ก็จะเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะมีผลผลิตเยอะพอสมควร ก็จะมีโอกาสในการส่งออก เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง” 

นอกจากนี้ สินค้ากลุ่มพืชพลังงาน เช่น อ้อยและปาล์มน้ำมัน รวมถึงยางพารา ก็มีโอกาสเติบโตตามความต้องการพลังงานทางเลือกที่เพิ่มสูงขึ้น นายพีรพันธ์ กล่าวว่า โอกาสเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาคการเกษตรไทยสามารถ “เตรียมความพร้อม” ได้ทันเวลา ในช่วง 4–6 เดือนที่สถานการณ์ยังคงมีความผันผวน จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่ง ทั้งในด้านโครงสร้างการผลิตและโครงสร้างรายได้ เพื่อให้สามารถคว้าโอกาสได้เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

ท้ายที่สุด นายพีรพันธ์คาดการณ์ว่าวิกฤตครั้งนี้อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ของภาคการเกษตรไทย จากระบบการผลิตแบบเดิม สู่ระบบที่เน้นประสิทธิภาพ เทคโนโลยี และความยั่งยืนมากขึ้น แม้เส้นทางการปรับตัวจะไม่ง่าย แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะความอยู่รอดของเกษตรกรไทยในยุควิกฤต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงว่าผลผลิตจะได้มากเพียงใด หากแต่ขึ้นอยู่กับว่าจะ “ปรับตัวได้เร็วและแม่นยำเพียงใด” ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 8 เมษายน 2026

Related Posts