Featured เกษตรยั่งยืน

Smart Nine Farm ปลูกผักอินทรีย์บนโต๊ะ คุมคุณภาพทุกต้น ต่อยอดรายได้มากกว่า 100%

ทุกวันนี้ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยหรือผู้ที่กำลังฟื้นฟูร่างกาย ซึ่งนอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว อาหารถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิต หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามกับวัตถุดิบที่อยู่บนจานว่า ปลอดภัยจริงหรือไม่? และมีคุณค่าทางโภชนาการมากเพียงพอสำหรับการดูแลสุขภาพหรือเปล่า

คำถามเหล่านี้เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ คุณเต้-อัญชรี อัสววิมล เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรอินทรีย์ ประจำปี 2569 อดีตพยาบาลที่ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตจากการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล มาเป็นผู้ผลิตอาหารคุณภาพให้ผู้คนได้บริโภค หลังจากที่สามีล้มป่วย จนทำให้หันมาให้ความสำคัญกับอาหารต้นทาง และเชื่อว่าการมีวัตถุดิบที่ปลอดภัยคือหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี

จาก 4 ไร่สู่ฟาร์มต้นแบบ 

ผลิตผักมาตรฐาน Organic Thailand 


คุณเต้ เล่าให้ฟังว่า เดิมประกอบอาชีพพยาบาล ก่อนจะออกจากงานมานานเป็น 10 ปี โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อสามีป่วย ทำให้เริ่มศึกษาเรื่องอาหารและการผลิตวัตถุดิบที่ปลอดภัยจากสารเคมีอย่างจริงจัง

“ตอนนั้นประมาณปี 2559 ถือว่าจริงจังเลย ที่จะทำแปลงปลูกผักอินทรีย์ ก็เลยมาปรับพื้นที่บ้านให้เหมาะสม ซึ่งแบ่งพื้นที่อย่างชัดเจนว่า จะเอาแปลงผักอยู่ตรงไหน ส่วนไหนเป็นพื้นที่บ้านที่เราอยู่อาศัย ทำอยู่ทั้งหมดก็ประมาณ 4 ไร่”

จากพื้นที่ 4 ไร่ ในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี คุณเต้ บอกว่า ค่อยๆ พัฒนามาเป็น Smart Nine Farm แหล่งผลิตผักอินทรีย์แบบผสมผสานที่ปลูกทั้งผักไทยและผักสลัด ภายใต้มาตรฐาน Organic Thailand โดยเข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ตั้งแต่ปี 2565 พร้อมนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอนการผลิต

เคล็ดลับผักอินทรีย์คุณภาพสูง 

ปรุงดินดี ปลูกบนโต๊ะ ลดความเสี่ยงจากฝน 

ตลอดระยะเวลาหลายปีของการเรียนรู้และลองผิดลองถูก คุณเต้ เล่าต่อว่า ได้ค้นพบหัวใจสำคัญของผักอินทรีย์ที่ไม่ได้อยู่ที่เมล็ดพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ดิน” เพราะดินที่สมบูรณ์คือจุดเริ่มต้นของผักที่แข็งแรงและมีคุณภาพ

“สูตรปรุงดินหลักๆ ของที่ฟาร์ม ก็จะมีปุ๋ยคอกประมาณ 1 กระสอบ แกลบดำและมีส่วนผสมของขุยมะพร้าวอย่างละครึ่งกระสอบ และรดด้วยน้ำหมักที่ช่วยย่อย อย่างจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ที่เห็นชาวนาญี่ปุ่นใช้ปลูกข้าวมาตลอด ทางสวนเราก็เลยใช้อยู่เสมอ”

นอกจากการทำดินปลูกเฉพาะสูตรของฟาร์มแล้ว ยังมีการผลิตปุ๋ยหมักใช้เองจากขี้เป็ด ขี้วัวนม แกลบดิบ รำอ่อน และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง หมักไว้อย่างน้อย 1 เดือนก่อนนำมาใช้ เพื่อให้ดินมีความสมบูรณ์สูงสุด 

โดยหลังเก็บเกี่ยวทุกครั้ง คุณเต้จะมีการฟื้นฟูดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักปลา จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง และไตรโคเดอร์มา ก่อนคลุมพลาสติกพักดิน 3-5 วัน แล้วจึงเริ่มรอบการผลิตใหม่ พร้อมเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทั้งหมดปีละ 1 ครั้ง เพื่อรักษาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

เดิมทีผักทั้งหมดปลูกลงแปลงดิน แต่เมื่อเผชิญปัญหาฝนชะล้างธาตุอาหารและทำให้แปลงปลูกเสียหาย คุณเต้จึงพัฒนาระบบปลูกผักบนโต๊ะ ปลูกภายในโรงเรือน โดยออกแบบโต๊ะปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่และการจัดการผลผลิต

“จากที่ได้ลองปลูกผักในแปลงบนดินและปลูกผักบนโต๊ะ ผลออกมาคือผักบนโต๊ะมีคุณภาพที่ดีกว่าผักที่ปลูกลงดิน เพราะเวลาที่ฝนตก ธาตุอาหารจะไม่ไหลไปกับน้ำ และดินบนโต๊ะปลูกมีความร่วนซุยมากกว่า และสามารถคำนวณได้ว่า บนโต๊ะปลูก 1 ตารางเมตร จะได้ผลผลิตผักประมาณกี่กิโลกรัม”

วางแผนปลูกทุกขั้นตอน 

ลดต้นทุน-เพิ่มคุณภาพผลผลิต 

หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจของฟาร์มแห่งนี้คือ การใช้โรงเรือนแบบเปิด ไม่กางมุ้ง เนื่องจากทดลองแล้วพบว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า และช่วยลดต้นทุนการผลิต ขณะเดียวกันยังปลูกผักหลายชนิดคละกันในโรงเรือน เพื่อเป็นการสับขาหลอกแมลง และกระจายความเสี่ยงของผลผลิตในแต่ละรอบปลูก ส่วนพืชเลื้อยอย่างมะเขือเทศและถั่วฝักยาว จะปลูกในแปลงยกร่องด้านนอกโรงเรือน

คุณเต้ เล่าว่า การผลิตผักแต่ละรุ่นจะวางแผนอย่างละเอียด ตั้งแต่การเพาะเมล็ด การย้ายกล้า และการเก็บเกี่ยว เพื่อให้สามารถส่งมอบผลผลิตได้ตรงตามความต้องการของตลาด โดยผักสลัดจะใช้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่ผ่านการเคลือบเมล็ด เริ่มจากหว่านลงกระบะเพาะ เมื่องอกได้อายุ 5 วันจึงย้ายลงถาดหลุม ดูแลอีกประมาณ 16 วัน ก่อนนำขึ้นโต๊ะปลูก ซึ่งโต๊ะปลูกขนาด 1 ตารางเมตร สามารถปลูกผักสลัดได้ประมาณ 30 ต้น

“พอเราย้ายกล้าลงไปปลูกบนโต๊ะปลูก ก็จะดูแลให้น้ำอีกประมาณ 20 วัน โดยเฉพาะผักสลัดต้องดูแลใส่ใจเป็นพิเศษ หลังจากที่รดน้ำเช้าเย็นแล้ว ก็จะมีสเปรย์น้ำเพิ่มช่วงสายและบ่ายเพื่อเพิ่มความเย็นให้กับผักสลัด ส่วนผักไทยก็ดูแลไม่ยากให้น้ำเช้าเย็นปกติได้เลย”

ภายในฟาร์มมีการติดตั้งระบบสปริงเกลอร์ทุกโต๊ะปลูก ตั้งเวลาให้น้ำช่วง 06.00 น. และ 17.00 น. ครั้งละ 4-5 นาที พร้อมสเปรย์น้ำระหว่างวันทุก 2-3 ชั่วโมงเพื่อลดอุณหภูมิ โดยเฉพาะในฤดูร้อนที่มีการนำน้ำแข็งบดใส่ในแท็งก์น้ำ ช่วยลดอุณหภูมิของน้ำและลดปัญหาเพลี้ยไฟได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับโรคและแมลงศัตรูพืช คุณเต้เลือกใช้วิธีป้องกันเชิงระบบ มากกว่าการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยเฉพาะในฤดูฝนที่มีความเสี่ยงต่อโรคต้นเน่าและรากเน่า จะมีการบ่มดินร่วมกับเชื้อไตรโคเดอร์มา รวมถึงเดินตรวจแปลงทุกวัน เพื่อเฝ้าระวังโรคใบจุดและศัตรูพืชต่างๆ หากพบความผิดปกติจะรีบจัดการทันที นอกจากนี้ยังเสริมความแข็งแรงให้ต้นผักด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์แสงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี

จากผักสดสู่ธุรกิจครบวงจร 

เพิ่มมูลค่าผลผลิตอินทรีย์กว่า 100% 

คุณเต้ บอกว่า จากความพิถีพิถันนี้เอง ทำให้ผักทุกต้นในฟาร์มมีคุณภาพสม่ำเสมอ และสามารถวางแผนผลผลิตได้อย่างแม่นยำ มีผักสลัดยอดนิยม ได้แก่ บัตเตอร์เฮด กรีนโอ๊ค และกรีนคอส ส่วนผักไทยที่ขายดีที่สุดคือ คะน้า รองลงมาคือ ถั่วฝักยาว และมะเขือยาว

“ผลผลิตผักที่แปลงจะเป็นราคาขายปลีก อย่างถั่วฝักยาวและผักไทยอื่นๆ จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท ส่วนผักสลัดทุกชนิด ราคาจะอยู่ที่ 210 บาทต่อกิโลกรัม ตั้งแต่ทำมาก็ขายราคานี้อยู่ตลอด ก็ถือว่ากลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มคนรักสุขภาพสายออร์แกนิกจริงๆ”

แม้ราคาจะสูงกว่าผักทั่วไป แต่คุณเต้บอกว่าลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจถึงคุณค่าของอาหารที่ปลอดภัย หลายคนเป็นผู้รักสุขภาพ บางคนเป็นผู้ป่วยที่ต้องการวัตถุดิบคุณภาพในการดูแลตัวเอง และเมื่อได้ลองบริโภคแล้วก็เกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก จนทำให้ฟาร์มมีลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากจำหน่ายผักสดแล้ว คุณเต้ยังต่อยอดด้วยการเปิดร้าน Organ By Smart Nine Farm นำผลผลิตจากสวนมาปรุงเป็นอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และบริการเดลิเวอรี ทำให้ผลผลิตมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% พร้อมเชื่อมโยงสินค้าจากเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ 

ปลูกผักเลี้ยงชีพ และแบ่งปันความรู้ 

หัวใจของเกษตรกรอินทรีย์ต้นแบบ 

ขณะเดียวกัน คุณเต้ยังเปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ให้ผู้ที่สนใจโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ผ่านการสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตั้งแต่การปรุงดิน เพาะกล้า ย้ายกล้า ตัดผัก ไปจนถึงการทำปุ๋ยอินทรีย์ โดยจัดอบรมเฉลี่ยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อส่งต่อองค์ความรู้สู่ชุมชนและเกษตรกรรุ่นใหม่

เมื่อถามว่าการทำเกษตรอินทรีย์ทำให้ร่ำรวยหรือไม่? คุณเต้ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า

“การทำเกษตรรวยมากไหม ต้องบอกว่าไม่รวย แต่เราสามารถเลี้ยงชีพได้ ซึ่งการจะทำรายได้ดีนั้น ต้องดูผลผลิตให้ดีด้วย ก็จะช่วยให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น และทั้งหมดที่ทำมานี้ ถือว่ามีความภูมิใจมากที่ได้ทำของดีให้ลูกค้าได้กิน และได้เห็นคนป่วยได้มาซื้อวัตถุดิบที่เป็นอินทรีย์จริงๆ เพื่อไปดูแลสุขภาพของตัวเอง”

ประโยคคำพูดเหล่านี้ สะท้อนหัวใจของอดีตพยาบาลคนหนึ่งได้อย่างชัดเจน เพราะแม้วันนี้คุณเต้จะไม่ได้สวมชุดพยาบาลอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว แต่ยังคงทำหน้าที่ดูแลผู้คนในอีกบทบาทหนึ่ง ผ่านผักอินทรีย์ทุกต้นที่ปลูกด้วยความตั้งใจ และความเชื่อว่าอาหารที่ดี อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ช่วยให้ใครหลายคนมีแรงก้าวต่อไป บนเส้นทางการดูแลสุขภาพของตัวเองได้อย่างมั่นคง

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณเต้-อัญชรี อัสววิมล ทางเพจ : Organ by Smart Nine Farm

Related Posts