ในวันที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลายคนอาจมองว่าการลดโลกร้อนเป็นเรื่องของรัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรมหาศาล แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอาจเริ่มต้นจากพื้นที่เล็กๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด นั่นคือ “นาข้าว” ซึ่งเป็นทั้งแหล่งผลิตอาหารของโลก และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ หากได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม
คุณธนนนท์ เตรียมชาญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Net Zero Carbon มองว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถเดินไปด้วยกันได้ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่เป็นฐานสำคัญของประเทศไทย เพราะเชื่อว่าการกู้โลกไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาเพียงเล็กน้อย ซึ่งสร้างทั้งผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับข้าวไทยในอนาคต

จากพลังงานสะอาด
สู่ธุรกิจคาร์บอนเครดิตภาคเกษตร
คุณธนนนท์ เล่าให้ฟังว่า ก่อตั้งบริษัท Net Zero Carbon ขึ้นหลังช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ราวปี 2021 โดยมีการดำเนินงานในประเทศไทย เวียดนาม และสิงคโปร์ จุดเริ่มต้นของบริษัทเกิดจากประสบการณ์ ที่ได้เข้าไปลงทุนในโครงการพลังงานสะอาดในประเทศเวียดนาม ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ
“ผมได้รู้จักระบบใบรับรองพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificates ซึ่งมีลักษณะคล้ายคาร์บอนเครดิต แต่เกิดจากการผลิตพลังงานสะอาด นั่นทำให้เห็นโอกาสในการนำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และต่อยอดมาสู่ภาคการเกษตรในเวลาต่อมาครับ”

เปียกสัลแห้ง(AWD) ไม่ใช่เรื่องใหม่
แต่เทคโนโลยีทำให้วัดผลได้จริง
คุณธนนนท์ เล่าต่ออีกว่า หนึ่งในแนวทางที่บริษัทผลักดันคือ การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง หรือ Alternate Wetting and Drying (AWD) ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่แนวคิดใหม่ เพราะมีการดำเนินการในหลายพื้นที่ของประเทศไทยมานานแล้ว แต่สิ่งที่แตกต่างคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบและยืนยันผลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถวัดผลด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างน่าเชื่อถือ และนำไปสู่การสร้างคาร์บอนเครดิตได้จริง

ระบบดังกล่าวอาศัยแอปพลิเคชันและการจัดเก็บข้อมูลภาคสนาม โดยเกษตรกรจะถ่ายภาพแปลงนาในช่วงเวลาที่กำหนด ทั้งช่วงที่ต้องปล่อยให้นาแห้ง และช่วงที่เติมน้ำกลับเข้าไป จากนั้นข้อมูลภาพถ่ายและเมตาดาต้า จะถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกับเทคโนโลยีตรวจสอบสมัยใหม่ รวมถึงระบบ MRV หรือการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบผล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมจากสหรัฐอเมริกา เพื่อให้มั่นใจว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้นจริง สามารถป้องกันปัญหาการกล่าวอ้างเกินจริง ที่เป็นประเด็นสำคัญในโลกความยั่งยืนปัจจุบัน

“แม้แนวคิดจะดูเรียบง่าย แต่ในช่วงเริ่มต้นกลับเป็นความท้าทาย เพราะการเข้าไปบอกชาวนาที่สั่งสมประสบการณ์ จากรุ่นสู่รุ่นให้เปลี่ยนวิธีการทำนา ไม่ใช่เรื่องง่าย ชาวนาหลายคนปลูกข้าวด้วยวิธีเดิมมาหลายสิบปี บางครอบครัวสืบทอดองค์ความรู้ต่อเนื่องมาหลายชั่วอายุคน ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การบอกให้เปลี่ยน แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างไร”

ข้าวแข็งแรง ต้นทุนลด โลกได้ประโยชน์
หัวใจสำคัญของ AWD คือการเปลี่ยนความเชื่อเดิมที่ว่า นาข้าวต้องมีน้ำขังตลอดเวลา ความจริงแล้วต้นข้าวไม่ได้ต้องการน้ำท่วมแปลงตลอดฤดูปลูก ในช่วงที่ปล่อยให้นาแห้ง แม้ผิวดินจะแตกระแหง แต่รากข้าวยังสามารถดูดซับความชื้นจากดินได้อยู่ การสลับระหว่างช่วงเปียกและแห้งช่วยกระตุ้นให้รากข้าวหยั่งลึก แข็งแรง และดูดซับธาตุอาหารได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
คุณธนนนท์เปรียบเทียบแนวคิดนี้เหมือนการทำ Intermittent Fasting หรือ IF ของมนุษย์ เมื่อร่างกายได้รับจังหวะพักที่เหมาะสม ก็สามารถฟื้นตัวและแข็งแรงขึ้นได้ เช่นเดียวกับต้นข้าวที่ได้รับช่วงเวลาพักจากน้ำ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงช่วยลดการใช้น้ำ แต่ยังทำให้ต้นข้าวแข็งแรง ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและลดต้นทุนการผลิตในเวลาเดียวกัน

“ประโยชน์อีกด้านที่สำคัญคือ การลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าว การลดระยะเวลาการขังน้ำในนา ทำให้กระบวนการย่อยสลายแบบไร้ออกซิเจนในดินลดลง ส่งผลให้การปล่อยมีเทนลดลงตามไปด้วย นี่คือจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างการทำเกษตรกับการแก้ปัญหาโลกร้อน”
จากวิกฤตสภาพอากาศ
สู่โอกาสสร้างรายได้ใหม่ของชาวนา
ในอดีตประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศ อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเกษตรกร แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างมาก ภัยแล้ง น้ำท่วม และสภาพอากาศที่แปรปรวน กำลังส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารโดยตรง ขณะเดียวกันเกษตรกรไทยจำนวนมากยังเผชิญปัญหาราคาผลผลิต ความสามารถในการแข่งขัน และภาระหนี้สินสะสม
คุณธนนนท์มองว่า ชาวนาไทยจำนวนไม่น้อยกำลังอยู่ในวงจรที่ยิ่งทำมาก กลับยิ่งมีอำนาจต่อรองน้อยลง และไม่สามารถเพิ่มรายได้ตามต้นทุนที่สูงขึ้นได้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเวียดนาม ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกในสัดส่วนใกล้เคียงกัน แต่สามารถสร้างผลผลิตต่อไร่ได้สูงกว่า 3 เท่า

“ภาคการเกษตรไทย จำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มากกว่าการเพิ่มพื้นที่ปลูกการสร้างผลผลิตที่มากขึ้น โดยใช้ทรัพยากรน้อยลง จึงเป็นโจทย์สำคัญของอนาคต”
ในมุมนี้ AWD จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเกษตรกรไทยด้วย เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง และสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากคาร์บอนเครดิต เกษตรกรย่อมมีทางเลือกมากขึ้นในการบริหารจัดการอาชีพของตนเอง
ข้าวคาร์บอนต่ำ กุญแจสู่ตลาดโลกยุคใหม่
อีกประเด็นที่กำลังมีความสำคัญอย่างข้าวรักษ์โลก คุณธนนนท์ บอกว่า การพัฒนาข้าวคาร์บอนต่ำ หรือ Low Carbon Rice แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีระบบรับรองอย่างแพร่หลาย แต่แนวโน้มของตลาดโลก กำลังมุ่งไปในทิศทางดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลังปี 2030 ที่มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมจะเข้ามามีบทบาทต่อการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ผู้บริโภคและผู้ซื้อรายใหญ่จะไม่ได้พิจารณาเพียงคุณภาพของสินค้าเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับวิธีการผลิตและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ด้วยเหตุนี้ การปรับตัวตั้งแต่วันนี้จึงไม่ใช่เพียงการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการเตรียมความพร้อมให้ภาคการเกษตรไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ในระยะยาว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Net Zero Carbon ได้ร่วมดำเนินโครงการกับเกษตรกรจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรท้องถิ่น และภาคเอกชนในการรวบรวมเกษตรกร ถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ
“การดำเนินงานแต่ละพื้นที่ ต้องผ่านกระบวนการสำรวจ ตรวจสอบข้อมูลแปลงเกษตร การจัดการน้ำ และความพร้อมของชุมชนอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น มีความน่าเชื่อถือและสร้างประโยชน์ได้จริง”

เกษตรกร ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม บนเส้นทางเดียวกัน
คุณธนนนท์ย้ำว่า ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรกรรมยั่งยืน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่ใครจะทำคนเดียวได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และเกษตรกร ซึ่งล้วนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในระบบเดียวกัน

“การกู้โลกอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด เพราะสิ่งที่ช่วยลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศได้ อาจเป็นเพียงนาข้าวผืนหนึ่งในชุมชนเล็กๆ การจัดการน้ำอย่างเหมาะสม การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการตัดสินใจปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันในวงกว้าง ผลลัพธ์ที่ได้อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้คนครับ”
เพราะในโลกยุคใหม่ การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน การสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และการดูแลโลกใบนี้ ไม่ใช่เป้าหมายที่แยกจากกันอีกต่อไป หากแต่เป็นเส้นทางเดียวกันที่กำลังพาเราไปสู่อนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน
ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ
