เกษตรยั่งยืน

สสน.ถอดบทเรียน 4 ต้นแบบจัดการน้ำชุมชน แก้แล้ง สู้น้ำท่วมได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด

ภัยแล้งและอุทกภัย นับเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน.ได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านบริหารจัดการน้ำชุมชน มาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมจนประสบผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในหลายจังหวัด    

 นางสาวนิศากร ยิ่งขจร ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการน้ำชุมชน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)หรือ  สสน. กล่าวว่า  สสน.มุ่งบริหารจัดการน้ำชุมชน ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยเน้นบริหารจัดการ ดิน น้ำ ป่า มาประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาของชุมชน มีการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและแหล่งกักเก็บสำรองน้ำ ดูแลรักษาและบริหารจัดการน้ำให้เหมาะกับภูมิสังคม จนเกิดความมั่นคงน้ำ ทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ 

ปรับปรุงประปาภูเขาที่จังหวัดพะเยา

พื้นที่ชุมชนตำบลควร อำเภอปง จังหวัดพะเยา เป็นพื้นที่ลาดเชิงเขา ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ขณะที่ฤดูฝนเกิดน้ำป่าไหลหลาก ต้นทุนน้ำที่ใช้เป็นระบบประปาภูเขา แต่ไม่มีคุณภาพ  ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของคนในชุมชน ปัญหาสะสมทุกปีเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งและน้ำหลาก เป็นภาระให้กับท้องถิ่นนำน้ำสะอาดมาแจกจ่ายให้กับคนในชุมชน


สสน.กับชุมชนร่วมกันวางแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยเพิ่มศักยภาพการระบายและการหน่วงน้ำ โดยการขุดลอกลำห้วย ขุดลอกแก้มลิง เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน เพิ่มพื้นที่การเก็บน้ำ สำรวจหาแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่ม ขุดขยายแหล่งน้ำเดิม เช่น สระ แก้มลิง หนองน้ำ รวมถึงก่อสร้าง ซ่อมแซมฝายเก็บน้ำ ระบบส่งน้ำ ปรับปรุงคุณภาพน้ำต้นทุน เพิ่มปริมาณต้นทุนน้ำดิบและแหล่งสำรองน้ำในพื้นที่ เพื่อการอุปโภค บริโภค โดยใช้ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์  ติดตั้งระบบกรองน้ำประปาผิวดินที่สามารถกำจัดเชื้อโรค และแบคทีเรียในน้ำ สร้างความมั่นใจด้านคุณภาพน้ำและสุขภาวะคนในชุมชน งานระบบท่อส่งน้ำประปาภูเขาพร้อมถังเก็บน้ำบนดินขนาด 20 ลบ.ม. ประชาชนกว่า 200 ครัวเรือน มีน้ำกินน้ำใช้เพิ่มขึ้น 2 หมื่นลิตร ลดรายจ่ายจัดหาน้ำจากท้องถิ่นเพื่อแจกจ่ายคนในชุมชนลงปีละ 5 หมื่นบาท

วิธีแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งที่ชัยภูมิ

ตำบลหนองไผ่ในพื้นที่อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ เป็นที่ราบสูงลอนคลื่น อยู่นอกเขตชลประทาน ต้นน้ำมาจากลำน้ำเชิญ เทือกเขาเพชรบูรณ์ และภูผาแดงซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของตำบล ประสบปัญหา “น้ำท่วมน้ำแล้ง” มาอย่าง ยาวนานกว่า 60 ปี เมื่อถึงฤดูฝน น้ำจะหลากล้นตลิ่งในลำห้วยคณฑาและลำห้วยตะกร้า ซึ่งเป็นลำห้วยสายหลัก ก่อนไหลไปรวมกับกับห้วยสามหมอลงสู่แม่น้ำชี ถึงจะมีน้ำหลากท่วมทุกปีแต่กลับประสบปัญหาน้ำแล้ง ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากแหล่งน้ำสาธารณะตื้นเขิน โครงสร้างบริหารจัดการน้ำชำรุด ไม่สามารถสำรองน้ำเพื่อใช้ในฤดูแล้งได้    ในปี 2564 นาข้าว1,800 ไร่ ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหาย ภาครัฐต้องชดเชยเป็นมูลค่า 2.3 ล้านบาท เมื่อถึงฤดูแล้ง พื้นที่เกษตร 300 ไร่ ไม่สามารถปลูกพืชหลังนาได้

แนวทางแก้ไขปัญหา เริ่มจากงานฟื้นฟูแหล่งน้ำเกษตร ลำห้วยตะกร้าตอนล่าง ระยะทาง  800 เมตร  และงานวางท่อลอดระบายน้ำพร้อมอารยกระดับน้ำหน้าท่อ จำนวน 1 จุด และงานวางท่อลอดคลองไส้ไก่ จำนวน 2 จุด  ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น  23,800 ลบ.ม. บรรเทาน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรได้ 1,800 ไร่ สามารถปลูกพืชหลังนา (ถั่วลิสง) พื้นที่ 300 ไร่ ได้ผลผลิต 250 กก./ไร่ สร้างรายได้ 1.5 ล้านบาท/ปี  มีครัวเรือนได้รับประโยชน์ 149 ครัวเรือน 593 คน

อำเภอแวงน้อย เจอน้ำท่วม แล้งซ้ำซากกว่า 40 ปี

ชาวบ้านในพื้นที่ 6 ตำบลของอำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่นอยู่นอกเขตชลประทาน เจอปัญหาน้ำท่วม น้ำหลาก น้ำแล้งซ้ำซาก ในพื้นที่เดียวกันมากว่า 40 ปี บางครั้งเจอภัยแล้งต่อเนื่อง 2-4 ปีติดต่อกัน ได้ฝนดีแค่ 2 ปี ในท้องถิ่นมีป่าไม้ที่ชุมชนดูรักษาประมาณ 4,000 ไร่ เป็นพื้นที่กลางน้ำซึ่งรับน้ำมาจากพื้นที่ต้นน้ำ แม่น้ำชี พื้นที่บริเวณนี้เป็นเขตรอยต่อ 3จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา

เมื่อมวลน้ำทั้งหมดที่ไหลมาจากต้นน้ำจังหวัดชัยภูมิ มารวมกับพื้นที่ต้นน้ำป่าสงวนแห่งชาติภูระงำ (ป่าภูถ้ำ) จะไหลลงไปรวมกันกับลำน้ำที่มาจากสาขาต่างๆ เช่น ลำน้ำเซิน ลำน้ำพอง เข้าท่วมเขตจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ไหลไปรวมกับลำน้ำปาว ลำน้ำยัง เข้าท่วมเขตพื้นที่กาฬสินธุ์ ยโสธร และไปบรรจบกับแม่น้ำมูลเข้าท่วมพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ระยะทางกว่า 700กิโลเมตร เป็นประจำ

แนวทางแก้ไขปัญหาของชุมชนแห่งนี้เริ่มจาก ขุดลอกฟื้นฟูแหล่งน้ำ เสริมโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน ปรับปรุงระบบสำรองน้ำ และระบบสูบส่งน้ำเสริมระบบกระจายน้ำ สำหรับอุปโภคและการเกษตรเพิ่มขึ้น 240,934 ลบ.ม. พร้อมพื้นฟูพื้นที่ป่าและระบบนิเวศไม่น้อยกว่า 1,521 ไร่  ลดปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ในพื้นที่ 10 หมู่บ้าน 6 ตำบล และเพิ่มโอกาสการทำเกษตร 1,379 ไร่ 

ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ จังหวัดเชียงใหม่

พื้นที่ชุมชนในอำเภอกัลยาณีวัฒนา และอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ในช่วงฤดูแล้ง ขณะที่ฤดูฝนเกิดน้ำป่าน้ำไหลหลาก ดินถล่ม และน้ำขุ่นจากตะกอน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต พื้นที่การเกษตร และระบบประปา

ภูเขาของชุมชน   ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขโดยการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เพิ่มปริมาตรการเก็บน้ำได้178.53 ลบ.ม. ปรับปรุงระบบประปาภูเขาและกระจายน้ำ   และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลสถานการณ์น้ำเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ ลดผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำหลากและเสริมศักยภาพการจัดการน้ำของชุมชนอย่างยั่งยืน  สามารถลดค่าใช้จ่ายของท้องถิ่นในการแจกจ่ายน้ำในช่วงฤดูแล้งได้ปีละ 7 แสนบาท ชุมชนมีแหล่งน้ำสำรองมากขึ้น ลดความเสียหายของพื้นที่การเกษตรจากปัญหาน้ำหลากและดินสไลด์ได้ 200 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 2แสนบาท/ปี ชาวบ้านได้รับประโยชน์ 10 หมู่บ้าน 1,545 ครัวเรือน

Related Posts