Featured พืชทำเงิน เกษตรรอบด้าน

เจ้าของร้านทองชุมพร ลุยปลูกวานิลลา 3 ไร่ หากได้ผลดี เล็งส่งเสริม-เปิดล้งรับซื้อครบวงจร

“วานิลลา” พืชมูลค่าสูงที่กระแสแรงไม่หยุดในไทยตอนนี้ ด้วยผลตอบแทนที่หอมหวาน ทำให้เริ่มเห็นการปลูกกระจายไปทั่วทุกภาค ทั้งเหนือ ใต้ กลาง อีสาน ปลดล็อกความเชื่อเดิมๆ ว่าปลูกยาก

ย้อนไปเมื่อปลายเดือนที่แล้ว เทคโนโลยีชาวบ้าน เพิ่งพาไปดูแปลงปลูกของ “สวนพี่ยา บ้านสวนวานิลลา นครศรีธรรมราช” ที่กำลังนับถอยหลังเก็บผลผลิตปีแรก และนับเป็นสัญญาณนำร่องว่าพื้นที่ ‘ฝน 8 แดด 4’ อย่างภาคใต้ ก็ปลูกวานิลลาให้รอดและรุ่งได้

ล่าสุดขยายมาถึงจังหวัดชุมพร มีเกษตรกรหน้าใหม่ ควักทุนบุกเบิกปลูกวานิลลา 3 ไร่เต็ม ถือเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในจังหวัด ตอนนี้ต้นกำลังโตสวย รอเก็บเกี่ยวปีหน้า ซึ่งเจ้าของสวนพอใจกับผลลัพธ์มาก และมองไกลถึงขั้นว่า ถ้าผลผลิตรอบแรกออกมาเป็นที่น่าพอใจ ก็พร้อมลุยส่งเสริมให้คนชุมพรปลูกเพิ่ม เพื่อปั้นแบรนด์สร้างเอกลักษณ์ “วานิลลาใต้” สู่การส่งออก

คุณธง-ธงชัย กาญจนชุมพล เจ้าของสวน Vanilla Topia

คุณธง-ธงชัย กาญจนชุมพล เจ้าของสวน Vanilla Topia ในตำบลตากแดด อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ทายาทผู้สืบทอดธุรกิจร้านทองของครอบครัวมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่า ส่วนสายเลือดของการเป็นชาวสวนนั้น ถูกส่งต่อมาจากรุ่นคุณตา ซึ่งในอดีตนอกจากจะเปิดร้านทองแล้ว ท่านยังหยิบจับอีกหลายธุรกิจ ทั้งสวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา และทำเหมืองแร่ ทำให้คุณธงได้ซึมซับวิถีนักคิดและนักลงมือทำมาตั้งแต่เด็ก


แต่ในช่วงแรก พี่ธงยังไม่มีความคิดที่จะหันมาทำสวนอย่างจริงจัง เพราะรายได้จากธุรกิจร้านทองก็มั่นคงและอยู่ตัวดีแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อมีลูก จึงเริ่มเปลี่ยนความคิดว่าถึงเวลาต้องหาช่องทางสร้างรายได้เพิ่มเพื่อกระจายความเสี่ยง แม้ที่ผ่านมาจะแบ่งเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นอยู่บ้าง แต่เขามองว่าหุ้นไม่มีผลผลิตที่เป็นชิ้นเป็นอันให้จับต้องได้ จึงเริ่มมองหาโมเดลธุรกิจใหม่ ที่สามารถผลิตสินค้าออกมาอยู่ในมือ และมีอำนาจในการกำหนดราคาหรือทิศทางตลาดได้ด้วยตัวเอง

ก่อนจะตัดสินใจลงทุนปลูกวานิลลา พี่ธงทำการบ้านด้วยการศึกษาพืชหลายชนิดเพื่อนำมาเปรียบเทียบ อย่างทุเรียน ในมุมมองของเขามองว่าตลาดส่งออกปลายทางพึ่งพาประเทศจีนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเหมือนมีคู่ค้าเพียงรายเดียว แต่กลับมีผู้ส่งออกสู้กันหลายเจ้า ทำให้การแข่งขันสูงเกินไป เขาจึงเบนเข็มไปหาพืชตัวอื่น จนเหลือตัวเลือกสุดท้ายในใจคือ โกโก้ และวานิลลา ซึ่งพืชทั้งสองชนิดนี้เป็นวัตถุดิบที่โลกใช้ขับเคลื่อนมานานนับร้อยปี ตลาดจึงเติบโตได้เรื่อยๆ แปรรูปได้หลากหลาย และไม่มีทางตันง่ายๆ แต่เมื่อต้องเลือกเพียงหนึ่งเดียว จึงกลับมามองความพร้อมของตัวเอง โจทย์คือเขายังต้องดูแลงานประจำที่ร้านทอง ในขณะที่โกโก้เป็นพืชที่ต้องการการดูแลค่อนข้างจุกจิกและใช้เวลาสูง สุดท้ายจึงมาตกที่วานิลลา จำนวน 3 ไร่ ซึ่งตอบโจทย์วิถีชีวิตของเขาได้ลงตัวที่สุด

“ก่อนจะลงมือปลูกจริงๆ ผมทุ่มเทศึกษาข้อมูลจากหลายตำราและเดินทางไปดูงานในหลายพื้นที่ จนพบจุดเปลี่ยนสำคัญที่ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ซึ่งมีอาจารย์นักวิจัยเคยทดลองปลูกวานิลลาสำเร็จมาตั้งแต่ 10 กว่าปีก่อน แถมช่วงที่นำมาบ่มยังมีกลิ่นหอมฟุ้งอบอวลไปทั่วทั้งศูนย์วิจัย หลักฐานจากงานวิจัยชิ้นนี้เองที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นใจ และทำให้ผมกล้าที่จะลงทุนกับพืชชนิดนี้ในบ้านเกิด”

พี่ธงกล่าวเพิ่มเติมว่า การหันมาปลูกวานิลลาในครั้งนี้ เขาไม่ได้กดดันตัวเองว่าต้องสำเร็จเพียงอย่างเดียว เพราะขึ้นชื่อว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอ การทำสวนครั้งนี้จึงเป็นเพียงการกระจายความเสี่ยง โดยแบ่งรายได้บางส่วนมาลงทุน ไม่ได้เทหมดตัก หากวันข้างหน้าไม่เป็นอย่างที่หวังก็เตรียมใจรับมือไว้แล้ว แต่ถ้าโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ วานิลลาจะกลายเป็นโอกาสครั้งใหญ่ เพราะเป็นพืชที่คนทั่วโลกบริโภคอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในเมืองไทย การปลูกวานิลลายังถือเป็นเรื่องใหม่ คู่แข่งน้อย ตลาดยังเปิดกว้าง ทำให้การเข้าไปสอดแทรกเพื่อทำตลาดและส่งออกในอนาคต เป็นไปได้ง่ายกว่าพืชชนิดอื่นที่มีเจ้าตลาดจับจองไว้หมดแล้ว

เทคนิคปลูกวานิลลา 3 ไร่ เมืองชุมพร
เจริญเติบโตดีเยี่ยม ตั้งเป้าเก็บเกี่ยวปี 70

แม้ภาคใต้จะมีฝนตกชุก จนหลายคนกังวลเรื่องโรคพืช แต่สำหรับพี่ธง เขามองเห็นโอกาสและเริ่มต้นลงมือปลูกวานิลลาบนพื้นที่ 3 ไร่ มาตั้งแต่ปลายปี 2567 และกำลังนับถอยหลังเตรียมเก็บผลผลิตรอบแรกในช่วงปลายปี 2570 นี้

“จากประสบการณ์ที่ผมได้คลุกคลีกับวานิลลามาเกือบ 3 ปี ทำให้รู้ได้ว่าชุมพรก็เป็นจังหวัดที่เหมาะสมกับการปลูกวานิลลาไม่น้อยกว่าภาคอื่นๆ เพราะมีความชื้นในอากาศสูง ส่วนเรื่องโรคและแมลงก็มีบ้างเป็นธรรมดา แต่ผมก็คงไม่กล้าเรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญเพราะยังมีคนที่เก่งกว่าอีกมาก แต่ทั้งหมดนี้คือคำตอบจากประสบการณ์ที่ได้ลงมือทำจริง เจอปัญหาอุปสรรคน้อยมาก และลุ้นที่สุดคือการออกดอกติดฝักในปีหน้า เพื่อพิสูจน์ให้มั่นใจว่า ชุมพรคืออีกสถานที่ที่สามารถปลูกวานิลลาได้และได้ผลดีด้วย”

โดยที่สวนเลือกบริหารความเสี่ยงและสร้างโอกาสทางการตลาดด้วยการปลูก 2 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ แพลนนิโฟเลีย (planifolia) และ ตาฮิติ (Tahitian) ในสัดส่วน 50:50 รวมประมาณ 1,000 หลัก (ราว 3,000–4,000 ต้น) และแบ่งพื้นที่ทดลองสายพันธุ์ใหม่อีก 1 สายพันธุ์ ดังนี้

สายพันธุ์แพลนนิโฟเลีย (planifolia)

1. สายพันธุ์แพลนนิโฟเลีย (planifolia) สายพันธุ์หลักเชิงพาณิชย์ โดดเด่นเรื่องปริมาณสารวานิลลิน (Vanillin) สูง เป็นที่ต้องการของตลาดส่วนใหญ่

สายพันธุ์ตาฮิติ (Tahitian)

2. สายพันธุ์ตาฮิติ (Tahitian) แม้จะมีสารวานิลลินน้อยกว่า แต่มีสารหอมอื่นๆ ที่ผสมผสานจนเกิดเป็นกลิ่นที่ซับซ้อน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ปัจจุบันตลาดโลกเริ่มให้ความสนใจมาก ซึ่งพันธุ์นี้ที่สวนเราตั้งเป้าพัฒนาให้เป็น “วานิลลาเฉพาะถิ่นของชุมพร” เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

3. สายพันธุ์ทาร์เซีย (Tasia) เป็นวานิลลาสายพันธุ์ลูกผสมที่เติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น ที่สวนเพิ่งได้ต้นพันธุ์มา 10 ต้นเพื่อนำมาศึกษา จุดเด่นคือ ลำต้นอวบใหญ่ แข็งแรง ทนทานโรคสูง ฝักใหญ่ทำน้ำหนักได้ดีมาก ส่วนเรื่องกลิ่นยังอยู่ในขั้นตอนวิเคราะห์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผสมพันธุ์ขยายผลในอนาคต

เทคนิคดีไซน์โรงเรือน-แปลงปลูก พี่ธงเน้นย้ำว่าแต่ละสวนมีสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน เทคนิคจึงต้องปรับให้เข้ากับพื้นที่ สำหรับที่สวนจะให้ความสำคัญกับทางระบายน้ำต้องดี อากาศถ่ายเทสะดวก เพราะชุมพรร้อนจัดและฝนชุก สิ่งแรกคือระบบระบายน้ำห้ามมีน้ำขังเด็ดขาด ตัวโรงเรือนต้องโปร่ง ลมผ่านสะดวกเพื่อป้องกันเชื้อรา ที่สวนมีการปรับระดับความสูงของหลังคาซาแรนหลายรอบจนได้ความสูงที่พอเหมาะ ให้ลมพัดผ่านได้ดีที่สุด

ระยะเสาที่จัดการง่าย แนะนำว่าอย่าใช้เสาสูงเกินไปเพราะจะผสมเกสรและเก็บฝักลำบาก ที่สวนใช้เสาสูง 2 เมตร ฝังดินลึก 30 เซนติเมตร เหลือความสูงพ้นดิน 170 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างเสา 1 เมตร ระยะห่างระหว่างแถว 1.50 เมตร

วัสดุพันเสาและวัสดุปลูก เสาปูนเปลือยจะอมความร้อนและรากไม่ค่อยเกาะ ช่วงแรกที่สวนใช้ซาแรนพันรอบเสาเพื่อให้รากเกาะยึดและซับความชื้น (แต่ต้องระวังไม่ให้ร้อนจัดเพราะซาแรนอมความร้อนได้เช่นกัน) ปัจจุบันขยับมาทดลองหุ้มด้วยกาบมะพร้าว ส่วนวัสดุปลูกหลักใช้กาบมะพร้าวสับ ซึ่งตอนนี้กำลังทดลองศึกษาการนำ “ไบโอชาร์” (ถ่านชีวภาพ) เข้ามาเสริม

“ตอนเริ่มแรกเราก็ไปซื้อวัสดุมะพร้าวสับสำเร็จรูปที่เป็นกระสอบ ซึ่งต้นทุนสูงมาก จึงเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ชุมพรมีสวนมะพร้าวเยอะมาก จึงไปขอซื้อทางมะพร้าว/เปลือกมะพร้าวจากเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งแทบจะได้มาฟรี แล้วลงทุนซื้อเครื่องสับมะพร้าวมาทำเอง ช่วยประหยัดต้นทุนไปได้เยอะมาก”

ใช้ระบบ IoT คุมความชื้น ปุ๋ยหมักเองประหยัดทุน การดูแลรดน้ำและใส่ปุ๋ยของที่นี่ ถูกยกระดับด้วยการใช้เทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำ (Smart Farming) เข้ามาช่วยผ่อนแรงและอุดความเสี่ยงเรื่องโรค

ด้วยการติดตั้งระบบ IoT ดูแลความชื้นและอุณหภูมิในโรงเรือน ลงทุนเพียง 20,000–30,000 บาท สำหรับพื้นที่ 3 ไร่ ถือว่าคุ้มค่ามาก โดยตั้งระบบสปริงเกลอร์ให้ทำงานอัตโนมัติ เมื่อความชื้นในอากาศต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ระบบจะรดน้ำทันทีนาน 3-5 นาที ช่วยให้แก้ปัญหาได้แม่นยำและประหยัดน้ำ

สูตรบำรุงพืชประหยัดต้นทุน เน้นให้ปุ๋ยละลายช้า (ออสโมโค้ท) ทุกๆ 3 เดือนครั้ง ควบคู่กับการใส่ปุ๋ยหมักเดือนละครั้ง ซึ่งปุ๋ยหมักนี้ทางสวนหมักใช้เองทั้งหมด ทำให้ตัดค่าใช้จ่ายเรื่องปุ๋ยเคมีราคาแพงออกไปได้เยอะมาก ต้นไม้เจริญเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์ดี

มองอนาคต “วานิลลาชุมพร”
ก้าวแรกส่งผู้ประกอบการในท้องถิ่น
ก่อนขยับขยายสร้างอาชีพและส่งออก

เมื่อถามถึงตลาดวานิลลาในอนาคตมีการวางแผนไว้อย่างไรบ้าง พี่ธงอธิบายว่าเมื่อผลผลิตวานิลลาในอนาคตพร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยว แผนการตลาดที่วางไว้จะเริ่มต้นจากรากฐานที่แข็งแกร่งในท้องถิ่นก่อนเป็นอันดับแรก โดยเน้นกระจายผลผลิตให้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชุมพร ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีศักยภาพอย่างร้านไอศกรีมโฮมเมด คาเฟ่ ร้านเบเกอรี่ รวมถึงโรงแรมต่างๆ โดยที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยทาบทามเบื้องต้นเพื่อให้ผู้ประกอบการเหล่านี้เตรียมนำวานิลลาจากสวนไปทดลองใช้บ้างแล้ว ประกอบกับในปัจจุบันชุมพรมีเชฟฝีมือดีรุ่นใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะร่วมกันยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่น ก่อนจะค่อยๆ ขยับขยายไปสู่การส่งออกต่างประเทศ

วางแผนเริ่มต้นจากเครือข่ายญาติที่เป็นผู้ประกอบการในต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อสูงและพร้อมเปิดรับสินค้าเกรดพรีเมียม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุดก่อนจะมองเรื่องยอดขายหรือการส่งออก คือการมุ่งพัฒนาผลผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล เพราะในตลาดโลกปัจจุบันจะตัดสินและแข่งขันกันที่คุณภาพของฝักเป็นสำคัญ หากทำสินค้าให้ดีที่สุดได้สำเร็จ ตลาดและโอกาสอื่นๆ จะวิ่งเข้ามาหาเอง

สำหรับมุมมองด้านโอกาสและการเติบโตของตลาดวานิลลาในประเทศไทยนั้น แม้ว่าภาพรวมตลาดยังคงเปิดกว้างอีกมหาศาล แต่ด้วยความที่เป็นพืชที่มีมูลค่าสูง ตลาดในประเทศจึงอาจจะยังจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่ม ในขณะที่ตลาดต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือฝรั่งเศสกลับมีความต้องการใช้งานที่สูงและต่อเนื่องกว่ามาก พืชชนิดนี้จึงตอบโจทย์และน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีเงินเย็นและต้องการกระจายความเสี่ยง แม้ในช่วงเริ่มต้นอาจจะต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่และใช้เวลาดูแลอย่างพิถีพิถัน แต่หากทำได้สำเร็จปลายทางถือว่าคุ้มค่าและมีอนาคตที่สดใส ที่สำคัญในปัจจุบันสวนแห่งนี้ถือเป็นผู้บุกเบิกรายแรกและรายเดียวในจังหวัดชุมพร (หากไม่นับรวมศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร)

วานิลลาแพลนิโฟเลีย วางแผนเก็บฝักปีหน้า

ซึ่งความได้เปรียบนี้ทำให้เรามองเห็นโอกาสที่จะผลักดันให้เกิดการสร้างอาชีพในชุมชน โดยตั้งเป้าหมายว่าในอนาคตจะผันตัวมาทำหน้าที่คล้าย “ล้ง” ที่ช่วยหาตลาดและควบคุมคุณภาพ พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคการปลูกที่ประสบความสำเร็จให้เกษตรกรในชุมพรได้ปลูกตาม จากนั้นจึงรับซื้อผลผลิตกลับคืนมาเพื่อคัดเกรด แปรรูป และส่งออกร่วมกัน ซึ่งจะเป็นการกระจายรายได้และสร้างทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทยที่มีฝีมือประณีตเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“ท้ายที่สุดนี้ สิ่งสำคัญที่อยากฝากถึงเกษตรกรมือใหม่ที่สนใจจะเริ่มต้นเดินบนเส้นทางสายนี้ คือต้องระลึกไว้เสมอว่าสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในแต่ละพื้นที่นั้นไม่มีความเหมือนกันเลย เทคนิคการปลูกและการดูแลวานิลลาจึงไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว วิธีการที่เคยใช้ได้ผลในสวนหนึ่งอาจจะไม่ได้ผลในอีกสวนหนึ่ง

ดังนั้นอันดับแรกเราจึงต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของวานิลลาอย่างลึกซึ้ง เรียนรู้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร แล้วกลับมาสำรวจพื้นที่ในสวนของเราว่าสามารถปรับเปลี่ยนให้เอื้อต่อการเติบโตของเขาได้มากน้อยแค่ไหน เพราะการทำการเกษตรโดยปราศจากความเข้าใจที่แท้จริงจะทำให้เราต้องเสียเงินลงทุนไปกับการลองผิดลองถูกอย่างมหาศาล แต่หากเรามีองค์ความรู้และทำความเข้าใจพืชอย่างถ่องแท้ก่อนเริ่มต้นลงมือทำ ความรู้นั้นจะกลายเป็นเกราะป้องกันความผิดพลาด ช่วยเซฟเงินในกระเป๋า และพาเราไปสู่ความสำเร็จได้อย่างมั่นคงที่สุด” คุณธงชัยกล่าวทิ้งท้าย

สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นปลูกวานิลลา หรืออยากแวะเข้าไปศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้กับพี่ธงโดยตรง สามารถทักไปพูดคุยสอบถามเพิ่มเติมกันได้ที่เพจ : Vanilla Topia

Related Posts