ฟาร์มสุกรในปัจจุบันมักเจอปัญหา “ไรขี้เรื้อน ”เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจาก ตัวไรปรสิตเกาะผิวหนังหมูขณะที่ติดโรคใหม่ๆมักพบรอยโรคที่บริเวณใบหู รอบขอบตา จมูก และลุกลามไปทั่วตัว ในระยะแรกเริ่มผิวหนังจะอักเสบ มีตุ่มขนาดเล็ก สีแดง เมื่อนานวันขึ้น ผิวหนังเริ่มหยาบหนา ขนร่วง น้ำเหลืองไหลเยิ้ม ตกสะเก็ด อาการลุกลามไปทั่วตัวอย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์
วงจรชีวิตของไรขี้เรื้อน
วงจรชีวิตของไรชนิดนี้ประกอบด้วย 4 ระยะคือ ไข่ ตัวอ่อน ตัวกลางวัยและตัวเต็มวัย ใช้เวลาแค่ 3 สัปดาห์ในการพัฒนาจากไข่จนถึงตัวเต็มวัยที่สมบูรณ์พร้อมออกไข่ในรอบต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นวงจรชีวิตที่สั้นมากๆและง่ายต่อการแพร่ขยายจำนวนเพื่อก่อโรคในสัตว์

อาการของโรคไรขี้เรื้อน
ตัวไรกระตุ้นให้เกิดอาการคันและรอยโรคแตกต่างกัน ถ้ามีอยู่จำนวนน้อยสุกรจะไม่แสดงอาการคันและรอยโรคไม่ปรากฎเด่นชัด แต่ถ้ามีเป็นจำนวนมากหลายพันตัวชอนไชผิวหนังอยู่ เกิดเป็นโรคชนิด byperkeratoic form ที่มีความรุนแรง แสดงอาการกระวนกระวาย เกาและกัดตัวเอง ชอบถูไถกับคอก จนกระทั่งผิวหนังมีรอยครูดหรือขูดขีด
แม่สุกรส่วนใหญ่เป็นโรคชนิดเรื้อรัง รอยโรคและอาการไม่เด่นชัด แต่ตัวไรจะติดต่อไปยังลูกที่ดูดนมได้ตลอดเวลา หลังจากสัมผัสกับแม่สุกรที่เป็นโรค ลูกสุกรอนุบาลหลังหย่านมจะแสดงอาการของโรคชัดเจน ตัวไรมักพบได้จำนวนมากในวันที่ 18-150 ต่อมาจำนวนจะลดน้อยลงอย่างรวดเร็วถ้าสุกรมีความต้านทานพอและกลายสภาพเป็นตัวกักโรคไปเรื่อยๆตลอดชีวิตไม่สามารถหายเองได้ ในลูกสุกรขุนตัวที่เป็นโรคไรขี้เรื้อนอย่างรุนแรงมักจะแคระแกร็น อัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า แม้ว่าจะให้อาหารเพิ่มขึ้นก็ตาม บางตัวจะอ่อนแอ ผอมแห้ง มีโรคแทรกซ้อนอยู่เสมอทำให้เป็นปัญหาเรื้อรัง
ปัญหาไรขี้เรื้อน สามารถเกิดได้ทุกช่วงอายุสุกร ทำให้สุกรมีอาการคันและเกลาบ่อยผิวหนังหนาและตกสะเก็ด กินอาหารลดลง สุกรโตช้า น้ำหนักไม่ตามเกณฑ์ เกิดโรคแทรกซ้อนได้ ทำให้ซากไม่สวย ขายไม่ได้ราคา สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วโลก

วิธีกำจัดไรขี้เรื้อน
โดยทั่วไปไรสามารถมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมได้ประมาณ 1-3 สัปดาห์ ฟาร์มส่วนใหญ่มักกำจัดไร โดยเริ่มต้นจากการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อคอกพัก อุปกรณ์ต่างๆ และทำการกักแยกสุกรป่วยเพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อการตรวจวินิจฉัยและการยืนยันโรค
ส่วนยาสารฆ่าแมลงที่นิยมใช้รักษาโรคขี้เรื้อนสุกรมาเป็นเวลานานและค่อนข้างได้ผล ได้แก่ ลินเดน ท็อกซาฟิน มาลาไทออน ไตรคลอร์ฟอน ไดอะซินอน ฟอสเมท และ ไอเวอร์เม็คติน ที่ใช้ผสมอาหารหรือฉีดผสมยากับน้ำในอัตรา 1 ต่อ 100 และให้ผสมสีผสมอาหารด้วยจะได้เห็นว่าพ่นทั่วหรือเปล่า ใช้เครื่องพ่นแรงดันต่ำ พ่นให้ทั่วโดยเน้นที่หน้า หู คอ ซอกขาหนีบ และพ่นลำตัวให้ทั่ว ทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง วันที่ 1 – พ่นเพื่อกำจัดตัวอ่อนและตัวแก่ วันที่ 7 – พ่นซ้ำเพื่อกำจัดตัวอ่อนที่ออกจากไข่ วันที่ 30 – พ่นซ้ำเพื่อกำจัดตัวอ่อนที่ออกจากไข่และทุก30วัน – เพื่อควบคุมไรขี้เรื้อน

ไทยมีปัญหาไรสุกรสูงกว่าต่างประเทศ
บริษัท เอ็กซ์เพิร์ท ฟาร์ม โซลูชั่น จำกัด ผู้ประกอบการด้านผลิตภัณฑ์เคมีสำหรับฟาร์มปศุสัตว์ได้สำรวจฟาร์มสุกร 3 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกี่ยวกับอุบัติการณ์ของโรคไรสุกร ที่ติดเชื้อตามธรรมชาติ ผลการศึกษาพบไรในสุกรทุกฟาร์ม อุบัติการณ์รวม 48.50-65.85% สูงกว่าหลายรายงานในต่างประเทศ ทั้งนี้พบรอยโรคระดับ 2 มากที่สุด โดยสุกรเป็นโรคแบบเรื้อรัง ผิวหนังตกสะเก็ด หยาบกร้าน ขนร่วงชัดเจน
โดยฟาร์มที่ 1 นครราชสีมา เจอการระบาดของไรสุกร 48.50% อุบัติการณ์ ( 65/134 ตัว ) ส่วนใหญ่สุกรมีอาการระดับ 2 รอยโรคกระจาย ( 31-50% ของผิวหนัง) ฟาร์มที่ 2 บุรีรัมย์ เจอการระบาดของไรสุกร 65.85 % อุบัติการณ์ ( 27/41 ตัว ) ส่วนใหญ่สุกรมีอาการระดับ 3 รอยโรครุนแรงทั่วตัว ( มากกว่า51 % ของผิวหนัง) ฟาร์มที่ 3 ขอนแก่น เจอการระบาดของไรสุกร 58.46% อุบัติการณ์ ( 38 /65 ตัว ) ส่วนใหญ่สุกรมีอาการระดับ 1 รอยโรคจำกัด ( น้อยกว่า 30 % ของผิวหนัง)

ถอดบทเรียน RMC Farm ก้าวผ่านวิกฤตสู่ฟาร์มที่มั่นคง
คุณศราวุฒิ รัตนวนิชย์โรจน์ ผู้อำนวยการสายงานบริหาร บริษัท อาร์เอ็มซี ฟาร์ม จำกัด (RMC Farm) และ CK&SONS ฟาร์ม จำกัด ได้แชร์ประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับปัญหาโรคขี้เรื้อนในฟาร์มสุกรว่า โรคขี้เรื้อนเป็นภัยเงียบในโรงเรือนที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าและเพิ่มต้นทุนการผลิต เมื่อสุกรเป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มักเกิดอาการคันอย่างรุนแรงและภูมิไวเกิน สุกรแสดงพฤติกรรมการถูตัวกับคอกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดบาดแผล ความเครียดสะสมและการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังสามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว จากการสัมผัสโดยตรง โดยเฉพาะในโรงเรือนที่มีความหนาแน่นสูง
ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ เมื่ออาการคันทำลายผลกำไร สุกรมีอัตราการเจริญเติบโตลดลง 4.5-12% และประสิทธิภาพการใช้อาหาร (FCR) แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังสร้างความเสียหายต่อคอกและอุปกรณ์จากการถูตัวของสุกร รวมทั้งอัตราการตายของลูกสุกรที่เพิ่มขึ้นจากการถูกแม่สุกรที่เครียดทับ

“ ที่ผ่านมา ฟาร์มของเราใช้ยาฆ่าแมลงที่ท้องตลาดนิยมใช้กันทั่วไป แต่ไม่ได้ผล จึงเพิ่มความถี่ในการฉีดพ่นจากเดือนละครั้งเป็น 2 ครั้งต่อเดือนรวมทั้งเพิ่มความเข้มข้นจากที่เคยใช้อัตราส่วน 1ต่อ 100 เป็น 1 ต่อ 50 ก็ยังคุมไม่อยู่ เจอปัญหาการดื้อยาฆ่าแมลง ประสิทธิภาพยาฆ่าแมลงที่ลดลง แถมเปลืองค่ายามากขึ้น ” คุณศราวุฒิกล่าว
ต่อมาคุณศราวุฒิได้ร่วมมือกับ บริษัท แอคอินเทล จำกัด ในเครือเวคโปรดักส์กรุ๊ป ทดสอบประสิทธิภาพของ เดอกัล (DERGALL) นวัตกรรมใหม่จากประเทศโปแลนด์ เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกำจัดแมลง ที่ออกฤทธิ์ทางกายภาพ เคลือบตัวแมลงและปรสิตด้วยฟิล์มโพลีเมอร์ ทำให้แมลงหายใจไม่ได้และตายลง

“เดอกัล ไม่ใช่สารเคมีฆ่าแมลง ไม่มีกลิ่นฉุน สามารถฉีดพ่นบนตัวสัตว์ได้อย่างปลอดภัย ตอบโจทย์ของฟาร์ม ที่ต้องการผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงที่ปลอดภัยต่อคนและสัตว์ มีประสิทธิภาพเห็นผลจริง และควบคุมต้นทุนการผลิตได้ ผลการทดสอบพบว่า สุกรที่มีอาการระดับ 3 รอยโรครุนแรงทั่วตัว หลังฉีดพ่นทุก 15 วัน ในวันที่ 16 อัตราการระบาดลดลง อยู่ที่ระดับ 2 พอถึงวันที่ 31 เปลี่ยนมาเป็นระดับ 1 ดีขึ้นอย่างมีนัยยะ จากนั้นเปลี่ยนมาฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้ง ปัจจุบันร่องรอยของโรค ไม่เห็นแล้ว” คุณศราวุฒิกล่าวในที่สุด
