ท่ามกลางกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับปัญหาภาวะโลกร้อนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาคการเกษตรซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดก๊าซสำคัญกำลังถูกจับตามองมากขึ้น โดยเฉพาะการเลี้ยงปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปล่อยก๊าซมีเทน แนวคิดการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างผลประโยชน์ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่

หนึ่งในนั้นคือ คุณเอก-อัครพล ธนวัฒนาเจริญ CEO & Co-Founder ของ Locol Company ที่นำของเหลือทางการเกษตรอย่าง “โกโก้” มาต่อยอดเป็นอาหารเสริมสำหรับโค เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง
เปลี่ยนของเสียเป็นทางรอดสิ่งแวดล้อม
อาหารเสริมจากโกโก้ ลดก๊าซมีเทนในฟาร์มโค
คุณเอก เล่าให้ฟังว่า การเลี้ยงโคถือว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะการเรอและการผายลมของโคในทุกวัน ซึ่งถ้าโครวมกันเป็นประเทศจะเป็นประเทศอันดับ 3 ของโลกที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถือว่ามีปริมาณที่เยอะมาก และของเสียที่เหลือจากภาคการเกษตรเอง ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ถูกนำไปทิ้ง เมื่อนำมาเผาทำลายทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกส่วน ดังนั้น การนำของเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จึงถือเป็นอีกทางเลือกในการลดของเสียและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

“โกโก้ ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ผมให้ความสนใจ โดยเอาของเหลือจากการผลิตมาใช้ประโยชน์ ผ่านการแปรรูปเป็นสารที่เราควบคุมความเข้มข้นต่างๆ ได้ ประกอบด้วยวิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโนต่างๆ เกิดเป็นอาหารเสริมสำหรับโค เพื่อเป็นการลดก๊าซมีเทนในการเลี้ยงโค และทำให้โคโตไวขึ้นด้วย”
บทเรียนจากฟาร์มออสเตรเลีย
สู่สูตรอาหารเสริมโคไทย ลดมีเทน 40%
แนวคิดในการสร้างอาหารเสริมสำหรับการเลี้ยงโคของคุณเอก เกิดจากประสบการณ์ตรงที่ได้ไปทำงานภายในฟาร์มของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งในต่างประเทศมีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยมีเทนจากการเลี้ยงโคมาแล้ว แต่ยังไม่สามารถนำมาใช้ในประเทศไทยได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านสภาพอากาศ อุณหภูมิ และความร้อน รวมถึงบริบทเชิงนโยบายที่ในประเทศไทยเอง เพราะเรื่องคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐานของรัฐบาลยังไม่ได้รับการสนับสนุนมากนัก ดังนั้น หากต้องการลดมีเทนและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง จำเป็นต้องทำให้เกษตรกรเห็นประโยชน์ที่จับต้องได้ มากกว่าการพูดถึงเรื่องโลกร้อนเพียงอย่างเดียว

“โคที่เลี้ยงในฟาร์มต่อตัว การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมด จะอยู่ที่ประมาณ 4 ตันต่อปีต่อตัว ซึ่งผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่เราคิดค้นขึ้นมา จะสามารถลดได้ประมาณ 40% หรือประมาณเกือบ 2 ตันต่อปีต่อตัว จากปัญหาดังกล่าวจึงทำให้ได้รับการแก้ไข ด้วยผลิตภัณฑ์ตัวนี้ที่เราคิดค้นขึ้นมา”
ความยั่งยืนต้องมีกำไร แปรรูปโกโก้เหลือทิ้ง
สู่อาหารเสริมโคลดมีเทน
จากความตั้งใจที่อยากให้เรื่องความยั่งยืนเพื่อโลกเป็นมากกว่าเพียงเทรนด์ คุณเอกจึงเดินหน้าพัฒนาของเหลือจากกระบวนการผลิตโกโก้ให้กลายเป็นสูตรอาหารเสริมที่ได้มาตรฐาน ไม่เพียงช่วยกำจัดของเสียทางการเกษตร แต่ยังนำมาใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงโคเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน โดยโจทย์สำคัญคือ เมื่อโคกินเข้าไปแล้ว เกษตรกรต้องได้กำไรเพิ่มขึ้นจริง

ประมาณปี 2023 คุณเอกได้รู้จักกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโกโก้ ซึ่งมีของเหลือจากกระบวนการผลิตจำนวนมาก โดยเฉพาะเปลือกโกโก้ที่ถูกนำไปให้โคในจังหวัดน่านกินเป็นประจำ แม้วัตถุดิบประเภทนี้จะเน่าเสียได้ง่าย แต่ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อโคกินแล้วจากรายงานวิจัยในหลายประเทศพบว่า สามารถช่วยลดก๊าซมีเทนจากการเลี้ยงโคได้ และที่สำคัญโกโก้ยังมีสารสำคัญหลายชนิดที่เป็นประโยชน์

“วัตถุดิบโกโก้ที่ผ่านกระบวนการผลิตแล้ว เราได้มาหลากหลายส่วน จากนั้นก็นำโกโก้ที่ได้มาแปรรูปตามกระบวนการผลิตของเรา ซึ่งสารสำคัญในโกโก้จะช่วยทำให้การเกิดก๊าซมีเทนในกระเพาะโคลดลง พร้อมทั้งไปเคลือบโปรตีนทำให้มีการดูดซึมดีขึ้นในลำไส้ และในโกโก้ยังมีสารที่ทำให้โคมีความสุขมากขึ้น พอนำโกโก้มาผสมกับกรดอะมิโนที่จำเป็น วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ตามสูตรเฉพาะของเรา เมื่อนำไปเลี้ยงทำให้โคมีความสุขมากขึ้น ก็ทำให้โคมีสมดุลที่ดี”
โคคาร์บอนต่ำ ทางเลือกใหม่เกษตรกรไทย
ลดโลกร้อน–เพิ่มอัตราโต 20%
ท่ามกลางกระแสความยั่งยืนและการใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ คุณเอกมองว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในหลายพื้นที่เริ่มให้ความสำคัญกับมิติด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การเลี้ยงโคคาร์บอนต่ำจึงเป็นอีกแนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการลดโลกร้อน ขณะเดียวกันผลผลิตจากโคยังสามารถต่อยอดไปสู่ตลาดสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

“จากการที่เกษตรกรหลายๆ พื้นที่นำผลิตภัณฑ์ของเราไปผสมอาหารให้โคภายในฟาร์มกิน ก็ถือว่าผลลัพธ์ค่อนข้างออกมาดีครับ เพราะหลายๆ ฟาร์มได้มีการเก็บตัวอย่างข้อมูลไว้ ลองทดลองจากผลิตภัณฑ์สูตรธรรมดา และจากผลิตภัณฑ์จากสูตรของเรา พบว่าสูตรของเราช่วยให้โคมีอัตราการเติบโตขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ ที่ผ่านการวัดจาก 3 รุ่น ตั้งแต่รุ่นเล็ก รุ่นกลาง รุ่นใหญ่ อย่างรุ่นเล็กที่ต้องใช้เวลาเลี้ยง 5-6 เดือน ก็ลดการเลี้ยงลงมาเหลือ 3 เดือนนิดๆ ครับ”

ใช้ง่าย ต้นทุนคุมได้ ตอบโจทย์ฟาร์มโคยุคใหม่
สำหรับการใช้งานผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จะนำไปผสมกับอาหารที่ใช้เลี้ยงโคในแต่ละวัน โดยโรยบนอาหารในสัดส่วนประมาณ 0.6-0.9 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน หากฟาร์มให้อาหารข้นกับโคประมาณ 5 กิโลกรัมต่อวัน จะโรยอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของโกโก้ในอัตรา 0.6-0.9 เปอร์เซ็นต์ของอาหารข้น หรือในกรณีที่ไม่ผสมในอาหารข้น ก็สามารถโรยบนอาหารที่ให้โคกินได้ทุกวันเช่นกัน

ในด้านราคาจำหน่าย คุณเอก ระบุว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ได้รับการตอบรับที่ดีมาก เกษตรกรจำนวนไม่น้อยสั่งซื้อล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถเลือกปริมาณการสั่งซื้อได้ตามความต้องการ ราคาจำหน่ายมีความหลากหลาย ราคาปลีกอยู่ที่ประมาณ 100-150 บาทต่อกิโลกรัม และหากสั่งซื้อในปริมาณมากจะมีส่วนลดเพิ่มเติม

“จากที่เราทำตลาดมา ก็ถือว่าผลตอบรับค่อนข้างดีครับ มีเกษตรกรเข้ามาสนใจในส่วนนี้ค่อนข้างมาก โดยหลักๆ ความต้องการของเกษตรกรไม่ใช่แค่เรื่องคาร์บอนต่ำ แต่ผลิตภัณฑ์ของเราต้องทำให้เขาได้ประโยชน์จริงๆ เช่น โคกินแล้วโตไวขึ้น ซึ่งสามารถนำไปใช้กับสัตว์อื่นๆ ที่เป็นสัตว์ 4 กระเพาะเหมือนกับโคได้ด้วย เช่น แพะ และแกะ”

ท้ายที่สุด เรื่องราวของอาหารเสริมจากโกโก้ที่พัฒนาขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” ในภาคการเกษตรไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงแนวคิดสวยหรูหรือกระแสตามโลก แต่สามารถแปลงเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงในฟาร์ม สร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจให้เกษตรกรควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อโลก ในวันที่ภาคปศุสัตว์กำลังเผชิญแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและความคาดหวังจากผู้บริโภคทั่วโลก แนวคิด “โคคาร์บอนต่ำ” จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หากเป็นโอกาสใหม่ของเกษตรกรไทยในการยกระดับการเลี้ยงให้ทันสมัย เข้าสู่ตลาดที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และสร้างความยั่งยืนให้กับฟาร์มในระยะยาวต่อไป

สำหรับท่านใดที่สนใจหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบได้ที่ คุณเอก-อัครพล ธนวัฒนาเจริญ CEO & CO FOUNDER – LOCOL COMPANY หมายเลขโทรศัพท์ 092-889-9191
ผู้เขียน สุรเดช สดคมขำ
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 14 มกราคม 2026
