ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ยังคงตึงเครียด “ปุ๋ย” ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญของภาคเกษตรไทย กำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจ โดย นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย ชี้ให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้อย่างชัดเจนว่า ความไม่แน่นอนของราคาปุ๋ยในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก หากแต่มีต้นตอมาจากปัจจัยระดับโลก ทั้งด้านพลังงาน การขนส่ง และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังคงยืดเยื้อ
แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับราคาปุ๋ย แต่ในแง่ของปริมาณ นายกสมาคมฯ ยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงมีปุ๋ยในสต๊อกเพียงพอ สำหรับการใช้งานประมาณ 2-2 เดือนครึ่ง โดยข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับตัวเลขของหน่วยงานภาครัฐอย่างกรมการค้าภายในและกรมวิชาการเกษตร ซึ่งตัวเลขสต๊อกที่แท้จริงนั้น ภาคเอกชนไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง เนื่องจากถือเป็นข้อมูลเชิงความมั่นคงที่อยู่ในความดูแลของภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่บริหารจัดการภาพรวมของประเทศ

นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย
ในอีกด้านหนึ่ง นายกองเอก เปล่งศักดิ์ เล่าว่า ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญยังคงมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติรวมไปถึงกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เช่น เม็ดพลาสติก เมื่อเกิดความตื่นตระหนกในตลาด ย่อมทำให้เกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นต้นทุนที่สะท้อนกลับมายังราคาปุ๋ยในที่สุด
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านการขนส่งที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการอนุญาตเป็นรายกรณี ส่งผลให้ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเจรจาแทนภาคเอกชน เนื่องจากเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซดังกล่าว ไม่ได้มีเพียงปุ๋ยเท่านั้นที่ต้องผ่าน แต่ยังรวมถึงสินค้านำเข้าอื่นๆ อีกจำนวนมาก
“ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยสมาชิกของสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย ซึ่งครอบคลุมผู้ประกอบการทั้งรายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ และมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันประมาณ 70% ได้ร่วมมือกันบริหารจัดการตลาด เพื่อให้เกิดความสมดุลและลดผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรให้ได้มากที่สุด”

อย่างไรก็ตาม นายกองเอก เปล่งศักดิ์ อธิบายต่อว่า ผลกระทบจากความผันผวนดังกล่าวไม่ได้ส่งผลต่อเกษตรกรในทุกช่วงเวลาเท่ากัน โดยเฉพาะเกษตรกรที่เริ่มเพาะปลูกตั้งแต่ต้นฤดูกาลอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากนัก แต่ในกรณีของการซื้อปุ๋ยเพิ่มเติมในภายหลัง ราคาที่แตกต่างกันตามปริมาณการซื้อก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ หากเกษตรกรรวมกลุ่มกันสั่งซื้อในปริมาณมากผ่านองค์กรทางการเกษตร ก็มีโอกาสได้รับราคาที่เหมาะสมมากกว่า ในขณะที่การซื้อผ่านยี่ปั๊วหรือซาปั๊วในปริมาณน้อย อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นตามกลไกตลาด
ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ การมีรัฐบาลชุดใหม่จึงถูกมองว่าเป็น “นิมิตหมายที่ดี” ในการขับเคลื่อนประเทศ หากสามารถบริหารจัดการด้วยความเข้าใจประชาชน มีวิสัยทัศน์ที่มองทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกควบคู่กัน พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ ก็จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะภาคการเกษตรซึ่งยังคงเป็นฐานสำคัญของประเทศ

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่อาจมองข้าม นายกองเอก เปล่งศักดิ์ บอกว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ที่ส่งผลต่อรูปแบบการเพาะปลูกอย่างมีนัยสำคัญ การให้ความรู้แก่เกษตรกรจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญ ไม่เพียงแต่ในเรื่องการเลือกใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับพืชและสภาพดินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและปลอดภัย เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว
ท้ายที่สุดแล้ว ข้อความที่นายกสมาคมฯ ต้องการสื่อสารอย่างชัดเจน คือ “อย่าแตกตื่น” ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ควรตั้งรับอย่างมีสติ พร้อมทั้งปรับตัวด้วยองค์ความรู้ที่ถูกต้อง การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับศักยภาพของเกษตรกรไทย ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง และยังคงรักษาสถานะของประเทศไทยในฐานะ “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของโลกต่อไปได้อย่างภาคภูมิใจ
