Featured News ประมง

วิกฤต “กุ้งก้ามกราม” กาฬสินธุ์ ต้นทุนพุ่ง-ตลาดเงียบ สงกรานต์ไม่คึก ความหวังที่ยังต้องรอจังหวะ

ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง และกำลังซื้อในภูมิภาคที่ชะลอตัว ภาพสะท้อนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในพื้นที่ภาคอีสานกำลังบอกเล่า “ทางรอด” ที่ไม่ง่ายนักในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตสำคัญที่สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นปีละนับพันล้านบาท แต่ล่าสุดกลับต้องเผชิญภาวะตลาดเงียบเหงาอย่างผิดปกติ

คุณทิเบต-ฤทธิเกียรติ นาชัยฤทธิ์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งตลาดกุ้งคือราคาน้ำมันที่พุ่งสูง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ขยับขึ้นเกือบแตะลิตรละ 50 บาท ส่งผลโดยตรงต่อระบบขนส่ง ทำให้พ่อค้าคนกลางรับซื้อและกระจายสินค้าไปยังพื้นที่อื่นได้ยากขึ้น

แรงกระเพื่อมดังกล่าวยิ่งชัดเจนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งโดยปกติถือเป็นช่วงพีกของการบริโภค แต่ปีนี้กลับสวนทางอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาลดลง ทำให้กำลังซื้อในพื้นที่หดตัวอย่างมีนัยสำคัญ คุณทิเบตสะท้อนภาพว่า ปริมาณรถยนต์ที่ผ่านหน้าบ้าน “แทบจะนับจำนวนคันได้” สะท้อนการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนอย่างชัดเจน

“ตอนนี้ต้องบอกว่า พอราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้ทุกอย่างผิดแผนไปหมด ทำให้กระทบไปถึงต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหัวอาหาร หรือค่าน้ำมันที่ต้องเอามาใช้ภายในฟาร์มทั้งดีเซลและเบนซิน เพราะต้องใช้นำมันในการสูบน้ำ เมื่อราคาเชื้อเพลิงเหล่านี้มากขึ้น ก็ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ราคาจำหน่ายยังอยู่ที่เท่าเดิม”


คุณทิเบต เล่าต่ออีกว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับราคาขายที่ยัง “ตรึง” อยู่ในระดับเดิม กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของเกษตรกร โดยกุ้งก้ามกรามต้องใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 4-6 เดือน และต้องให้อาหารอย่างต่อเนื่องทุกวัน เพื่อให้ได้ขนาดไซซ์ตลาดที่ 10-15 ตัวต่อกิโลกรัม เมื่อไม่สามารถเร่งระบายผลผลิตได้ เกษตรกรจึงจำเป็นต้อง “ประคอง” สต๊อกไว้ พร้อมรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปอีกระยะหนึ่ง

ในเชิงกลยุทธ์ คุณทิเบตมองว่าช่วงเวลานี้ไม่ใช่จังหวะของการเร่งขาย แต่เป็นช่วงของการรอจังหวะตลาดฟื้นตัว โดยเฉพาะการกลับมาของระบบค้าขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ที่จะสามารถกระจายสินค้าไปยังจังหวัดใกล้เคียงได้อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยปลดล็อกปัญหาคอขวดด้านการตลาดที่กำลังเผชิญอยู่

“ราคากุ้งที่จำหน่าย ต้องบอกว่าเราไม่ได้ปรับราคาขึ้นเลย แม้ค่าพลังงานจะขึ้นมา แต่เกษตรกรในพื้นที่ยังจำหน่ายเท่าเดิม ก็อยากให้หน่วยงานของภาครัฐเข้ามาช่วยบ้าง”

ตัวเลขการจำหน่ายสะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับช่วงสงกรานต์ปีที่ผ่านมา ที่สามารถจำหน่ายกุ้งได้มากกว่า 1 ตัน และขายหมดก่อนจบเทศกาล แต่ปีนี้กลับขายได้เพียง 600-800 กิโลกรัม และยังเหลือผลผลิตค้างบ่ออีกประมาณ 300-400 กิโลกรัม

แม้ราคากุ้งก้ามกรามหน้าบ่อยังคงอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 250 บาท และราคาขายส่งอยู่ในช่วง 280-500 บาทตามระยะทาง แต่บรรยากาศการซื้อขายโดยรวมยังคงซบเซาอย่างต่อเนื่องหลังพ้นช่วงเทศกาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งด้านต้นทุน การกระจายสินค้า และกำลังซื้อ

ในมุมของข้อเสนอเชิงนโยบาย เสียงจากเกษตรกรเริ่มดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทในการพยุงราคาและลดภาระต้นทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพของอาชีพในระยะยาว

“อยากให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยพิจารณาขึ้นราคาสินค้าเกษตรกรรมบ้าง เพราะช่วงนี้ต้นทุนภาคการเกษตรสูงขึ้นมาก ถ้ามีหน่วยงานไหนเข้ามาช่วยได้มากขึ้น ก็จะช่วยให้สถานการณ์นี้คลี่คลายลงไปได้บ้างค่ะ”

สถานการณ์กุ้งก้ามกรามในกาฬสินธุ์ จึงไม่ใช่เพียงภาพสะท้อนของสินค้าเกษตรชนิดหนึ่ง แต่ยังเป็นตัวแทนของความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจฐานราก ที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การตลาดที่สะดุด และกำลังซื้อที่หดตัว ขณะที่ “ทางรอด” ในวันนี้อาจไม่ใช่การเร่งเติบโต แต่คือการ “ยืนระยะ” ให้ได้ จนกว่าวงจรเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

Related Posts