Featured ฟาร์มล้ำ

เกษตรกรอังกฤษ เปลี่ยนหลังคาฟาร์มเป็นพลังงาน ผลิตไฟใช้เอง ประหยัดเฉียด 150 ล้านบาท ตลอดอายุใช้งาน

“ท่ามกลางภาวะต้นทุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ยังคงผันผวน เกษตรกรและผู้เลี้ยงสัตว์ในสหราชอาณาจักรต่างเริ่มมองหาทางรอดใหม่ๆ เพื่อตัดลดภาระค่าใช้จ่ายหลัก

แต่เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการลดค่าใช้จ่ายรายเดือนของคุณ อาจไม่ได้อยู่ในแปลงปลูกหรือกองวัตถุดิบอาหารสัตว์…แต่มันกลับเป็นพื้นที่บน ‘หลังคา’ ของคุณเอง

เพราะหลังคาอาคารในฟาร์ม โรงเก็บเมล็ดพืช และโรงเรือนห้องเย็น ถือเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์

ในขณะที่ธุรกิจเชิงพาณิชย์สมัยใหม่ต้องจ่ายค่าเช่าพื้นที่ในราคาสูงลิบ หรือต้องทุ่มงบเสริมความแข็งแรงให้หลังคาเก่าในเมือง เกษตรกรกลับครอบครองพื้นที่หลังคาขนาดใหญ่ โล่งกว้าง และไร้สิ่งกีดขวาง ซึ่งทำมุมรับพลังงานฟรีจากแสงอาทิตย์ได้อย่างลงตัว


การเปลี่ยนพื้นที่หลังคาไร้ประโยชน์ให้กลายเป็น ‘โรงไฟฟ้า’ จึงช่วยให้เกษตรกรในสหราชอาณาจักรสามารถกู้อธิปไตยทางพลังงานกลับมาอยู่ในมือ สร้างเกราะป้องกันธุรกิจจากความผันผวนของราคาไฟฟ้าในระบบ และยังเป็นการสร้างแหล่งรายได้เสริมที่มั่นคงอีกทางหนึ่ง”

ทำไมหลังคาฟาร์มถึงตอบโจทย์การทำ “โซลาร์เซลล์” ได้สมบูรณ์แบบที่สุด

ต่างจากการติดตั้งบนพื้นดินที่ต้องสูญเสียพื้นที่เพาะปลูกอันมีค่า หรือต้องเผชิญกับขั้นตอนการขออนุญาตที่ซับซ้อน การติดตั้งบนหลังคาเป็นการดึงประโยชน์จาก “พื้นที่เดิมที่มีอยู่แล้ว” มาใช้ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

สอดรับกับช่วงเวลาดึงพลังงานไปใช้ สำหรับฟาร์มโคนมที่มีรอบการรีดนมอย่างหนักช่วงเช้าและบ่าย หรือโรงเก็บผลผลิตที่ต้องใช้ระบบห้องเย็นซึ่งกินไฟสูง รูปแบบการใช้ไฟฟ้าของฟาร์มจะตรงกับช่วงที่โซลาร์เซลล์ผลิตพลังงานได้สูงสุดพอดี การผลิตเองใช้เอง (Self-consumption) จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อเทียบกับการซื้อไฟฟ้าในราคาปลีกจากระบบสายส่ง

อุปสรรคด้านเอกสารน้อยกว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักร การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่มีขนาดไม่เกิน 1 เมกะวัตต์ (1 MW) จะได้รับสิทธิ์พัฒนาตามกฎหมายข้อยกเว้น (Permitted Development Rights: PDR) ซึ่งช่วยลดขั้นตอนงานเอกสารและความล่าช้าลงได้มหาศาล เมื่อเทียบกับการติดตั้งบนพื้นดิน

สร้างรายได้หลากหลายช่องทาง พลังงานส่วนเกินที่คุณผลิตได้แต่ไม่ได้ใช้งาน สามารถส่งขายคืนเข้าระบบสายส่งผ่านโครงการประกันการส่งออกไฟอัจฉริยะ (Smart Export Guarantee: SEG) หรือทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Power Purchase Agreements: PPAs) เปลี่ยนสินทรัพย์ที่เคยอยู่นิ่งๆ ให้กลายเป็นเครื่องจักรปั๊มกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช็กให้ดีก่อนลงทุน 4 ข้อต้องรู้ หลังคาฟาร์มของคุณพร้อมทำ “โซลาร์เซลล์” หรือยัง

ก่อนที่จะเซ็นสัญญากับบริษัทรับติดตั้ง ผู้ประกอบการฟาร์มทุกคนจำเป็นต้องประเมินพื้นที่ใน 4 มิติสำคัญ ทั้งด้านโครงสร้างและสภาพแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจว่าเงินลงทุนของคุณจะคืนทุนได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

1. โครงสร้างเดิมรับน้ำหนักไหวหรือไม่?

ระบบแผงโซลาร์เซลล์มาตรฐานจะเพิ่มน้ำหนักให้กับหลังคาประมาณ 10-15 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งอาคารโครงสร้างเหล็กสมัยใหม่ (ที่สร้างหลังปี 1990) มักจะถูกออกแบบเผื่อน้ำหนักไว้แล้ว จึงรองรับภาระที่เพิ่มขึ้นนี้ได้สบาย

ทว่าอาคารโครงไม้รุ่นเก่าหรือโครงสร้างคอนกรีตอัดแรง จำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างละเอียด นอกจากนี้ วิศวกรโครงสร้างยังต้องคำนวณแรงยกจากลม (Wind Uplift) และภาระจากหิมะกองสะสม (Snow Drift) เพิ่มเติม เพราะลมพายุแรงๆ ในพื้นที่ชนบทสามารถสร้างแรงยกมหาศาลต่อแผงโซลาร์เซลล์ผืนใหญ่ได้

2. วัสดุมุงหลังคาทำมาจากอะไร?

หากหลังคาของคุณเป็นกระเบื้องซีเมนต์ใยหินรุ่นเก่า (ซึ่งพบได้บ่อยในอาคารที่สร้างก่อนปี 2000) การติดตั้งโซลาร์เซลล์จะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

เนื่องจากการเจาะใยหินมีกฎหมายควบคุมอย่างเข้มงวด คุณจึงต้องพิจารณาทางเลือกอย่างการ “สวมหลังคาใหม่” (Over-cladding หรือการครอบแผ่นเมทัลชีททับหลังคาเดิม) หรือทำการเปลี่ยนหลังคาใหม่ทั้งหมด แต่ถ้าเป็นแผ่นเมทัลชีทคอมโพสิตสมัยใหม่ จะสามารถยึดขาขายึดแผงโซลาร์ได้ง่าย ช่วยลดค่าแรงและค่าติดตั้งลงได้อย่างรวดเร็ว

3. สภาพแวดล้อมใต้หลังคาเป็นอย่างไร?

โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ (เช่น สุกร สัตว์ปีก และโคนม) จะสร้างความชื้นและก๊าซแอมโมเนียในปริมาณสูงมาก

ก๊าซแอมโมเนียมีฤทธิ์กัดกร่อนสูงต่อขายึดอะลูมิเนียมมาตรฐานและสายไฟทองแดง ดังนั้นหากคุณวางแผนจะติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ ต้องมั่นใจว่าอุปกรณ์ยึดและระบบสายไฟฟ้าได้รับมาตรฐานเกรดงานเกษตรกรรม (Agricultural Grade) ที่ผ่านการเคลือบสารป้องกันการกัดกร่อนโดยเฉพาะ

4. ระบบสายส่ง (Grid Connection) รองรับได้แค่ไหน?

หากคุณตั้งใจจะติดตั้งระบบที่มีขนาดใหญ่กว่า 3.68 กิโลวัตต์ต่อเฟส คุณจะต้องยื่นขออนุญาตจากผู้ให้บริการระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ (DNO) เสียก่อน

การเร่งขออนุญาตเชื่อมต่อระบบสายส่ง (ตามมาตรฐาน G99) ตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะหากระบบสายส่งในท้องถิ่นมีความหนาแน่นสูงเกินไป ก็อาจจำกัดปริมาณไฟฟ้าที่คุณจะส่งขายกลับเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตัวเลขระยะเวลาการคืนทุนของคุณโดยตรง

เคสตัวอย่างความสำเร็จจากฟาร์มจริง

กรณีศึกษาที่ 1: ฟาร์มพืชไร่ที่ประหยัดต้นทุนได้สูงถึง 3.3 ล้านปอนด์

ข้อมูลฟาร์ม: ฟาร์มพืชไร่ขนาด 200 เอเคอร์ (ประมาณ 500 ไร่) ในเมืองแลงคาเชียร์

โจทย์ความท้าทาย: วิกฤตราคาไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังกัดกินผลกำไรของฟาร์มในทุกส่วน

ทางออก: ฟาร์มตัดสินใจติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ (Solar PV) กำลังการผลิต 450 กิโลวัตต์พีก (kWp) บนหลังคาอาคารหลายแห่งภายในฟาร์ม

ผลลัพธ์: การติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคารใช้งานหลายหลัง ช่วยให้ฟาร์มสามารถผลิตไฟฟ้าได้เองถึง 297,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (หน่วย) ต่อปี ส่งผลให้ค่าไฟรายปีลดลงอย่างมหาศาล และคาดว่าจะช่วยประหยัดเงินได้สูงถึง 3.3 ล้านปอนด์ (ราว 150 ล้านบาท) ตลอดอายุการใช้งานของระบบ

ที่มา : Farmers Weekly

Related Posts