เทคโนโลยีการเกษตร
ฟาร์มจอห์น ไซคอฟสกี (John Czajkowski Farm) ในเมืองแฮดลีย์ รัฐแมสซาชูเซตส์ เพาะปลูกพืชผลใต้แผงโซลาร์เซลล์มานานหลายปี โดยใช้ระบบการผลิตแบบเกษตรเชิงซ้อนร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ (Agrivoltaics) ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวน 832 แผง เว้นระยะห่างแผงละ 26 ฟุต บนพื้นที่เกษตรกรรม 0.89 เฮกตาร์ ออกแบบมาเพื่อให้สามารถทำการเพาะปลูกพืชผลควบคู่ไปกับการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างต่อเนื่อง พืชผลที่ปลูกใต้แผงโซลาร์เซลล์ ได้แก่ ข้าวโพดหวาน บร็อกโคลี ผักกาดหอม และผักชี พร้อมทั้งมีแผนปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพิ่มเติมในอนาคต โจ ไซคอฟสกี (Joe Czajkowski) เกษตรกรผู้ดำเนินกิจการ ระบุว่า ผลผลิตข้าวโพดหวานใต้แผงโซลาร์เซลล์มีปริมาณราว 80 เปอร์เซ็นต์ ของแปลงเปิดโล่ง ขณะที่คุณภาพของผลผลิตยังคงอยู่ในระดับเทียบเคียงกัน “มันเวิร์กสำหรับเรามากจริงๆ คุณแทบไม่ต้องเหนื่อยเลยในการโน้มน้าวให้คนอื่นเห็นว่านี่คือเรื่องที่ดี” ไซคอฟสกีกล่าว ระบบโซลาร์เซลล์ดังกล่าวยังช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับฟาร์ม และนำไปใช้ชาร์จรถตู้ไฟฟ้าสำหรับขนส่งผลผลิตไปยังมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ อีกทั้งโครงการนี้ยังสร้างรายได้จากภาษีทรัพย์สินให้กับทางเมืองอีกด้วย ฟาร์
การพ่นและการล้างสารเคมีพรางแสงบนหลังคาเรือนกระจกซ้ำไปซ้ำมาเพื่อรับมือกับสภาพแดดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กำลังกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ในระบบการจัดการของฟาร์มเกษตรเชิงพาณิชย์ แฟรงก์ จิเกลีย (Frank Giglia) เจ้าของบริษัท Signature Supplies ชี้ว่า การบริหารจัดการรังสีดวงอาทิตย์ด้วยการใช้ “ตาข่ายพรางแสง” (Shade Netting) ถือเป็นทางออกที่ให้ผลลัพธ์สม่ำเสมอและยั่งยืนกว่า “การบดบังแดดแล้วเปิดรับแดดสลับไปมา ไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุดในการรักษาความแข็งแรงของพืช” แฟรงก์ กล่าว “สิ่งที่ดีที่สุดคือการให้พืชได้รับความเข้มของแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเลียนแบบลักษณะการส่องผ่านของแสงตามธรรมชาติ” หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มแสง การกระจายแสงสู่ทรงพุ่ม และภาวะความเครียดของพืช (Plant Stress) แทนที่จะมองว่าการพรางแสงเป็นเพียงการลดเปอร์เซ็นต์ของรังสีความร้อนที่ตกกระทบ การเลือกใช้ ม่านสะท้อนความร้อน (Reflective Screens) จะช่วยปรับทิศทางและกระจายแสงให้ลงลึกและทั่วถึงทุกส่วนของทรงพุ่มภายในแปลงปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แฟรงก์ จิเกลีย ยกตัวอย่างนวัตกรรมอย่าง Aluminet® เพื่อชี้ให้เห็น
“ท่ามกลางภาวะต้นทุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ยังคงผันผวน เกษตรกรและผู้เลี้ยงสัตว์ในสหราชอาณาจักรต่างเริ่มมองหาทางรอดใหม่ๆ เพื่อตัดลดภาระค่าใช้จ่ายหลัก แต่เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการลดค่าใช้จ่ายรายเดือนของคุณ อาจไม่ได้อยู่ในแปลงปลูกหรือกองวัตถุดิบอาหารสัตว์…แต่มันกลับเป็นพื้นที่บน ‘หลังคา’ ของคุณเอง เพราะหลังคาอาคารในฟาร์ม โรงเก็บเมล็ดพืช และโรงเรือนห้องเย็น ถือเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ในขณะที่ธุรกิจเชิงพาณิชย์สมัยใหม่ต้องจ่ายค่าเช่าพื้นที่ในราคาสูงลิบ หรือต้องทุ่มงบเสริมความแข็งแรงให้หลังคาเก่าในเมือง เกษตรกรกลับครอบครองพื้นที่หลังคาขนาดใหญ่ โล่งกว้าง และไร้สิ่งกีดขวาง ซึ่งทำมุมรับพลังงานฟรีจากแสงอาทิตย์ได้อย่างลงตัว การเปลี่ยนพื้นที่หลังคาไร้ประโยชน์ให้กลายเป็น ‘โรงไฟฟ้า’ จึงช่วยให้เกษตรกรในสหราชอาณาจักรสามารถกู้อธิปไตยทางพลังงานกลับมาอยู่ในมือ สร้างเกราะป้องกันธุรกิจจากความผันผวนของราคาไฟฟ้าในระบบ และยังเป็นการสร้างแหล่งรายได้เสริมที่มั่นคงอีกทางหนึ่ง” ทำไมหลังคาฟาร์มถึงตอบโจทย์การทำ “โซลาร์เซลล์” ได้สมบูรณ์แบบที่สุด ต่างจากก
XAG Thailand ในกลุ่มบริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาท โซลูชัน โพรไวเดอร์ ด้วยการเปิดตัว “XAG UGV R200” รถพ่นผลิตภัณฑ์อารักขาพืชอัจฉริยะไร้คนขับระบบไฟฟ้า นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การจัดการสวนผลไม้และพืชไร่เศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เกษตรกรทำงานได้แม่นยำขึ้น ลดต้นทุนแรงงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลพื้นที่เพาะปลูก โดยเฉพาะพื้นที่สวนที่เข้าถึงได้ยาก ผ่านเทคโนโลยีการพ่นสารที่แม่นยำ ควบคุมง่าย และเหมาะกับการทำเกษตรยุคใหม่ สำหรับ XAG UGV R200 มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 6 ล้อ ที่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องตัวในพื้นที่สวนหลากหลายรูปแบบ โดยใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและสนับสนุนการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านประสิทธิภาพการพ่นสาร XAG UGV R200 ได้รับการออกแบบให้พ่นได้อย่างสม่ำเสมอและแม่นยำ ด้วยหัวพ่นแรงเหวี่ยงที่สามารถปรับขนาดละอองได้ตั้งแต่ 60–200 ไมครอน พร้อมระบบปรับระดับหัวฉีดให้เหมาะสมกับลักษณะพืชแต่ละชนิด และระบบส่งลมแรงดันสูงที่ช่วยพาละอองเข้าสู่ทรงพุ่มได้อย่างทั่วถึง รองรับระ
ทุกวันนี้ การทำเกษตรไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องผลผลิต แต่ยังต้องรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และตลาดที่หมุนเร็วกว่าเดิม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “มีเทคโนโลยีใหม่อะไรบ้าง” แต่คือ “เทคโนโลยีแบบไหนที่ช่วยให้เกษตรกรใช้ได้จริง” เพราะเทคโนโลยีที่ดี อาจไม่จำเป็นต้องซับซ้อนที่สุด แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้ชุมชนสามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง นี่คือแนวคิดที่ถ่ายทอดผ่าน Together for Thais The Series ซีรีส์ที่พาไปสำรวจเรื่องราวการพัฒนาชุมชนไทย ผ่านการผสาน “เทคโนโลยี + นวัตกรรม + องค์ความรู้” เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ตลอดทั้ง 8 ตอน จะได้เห็นตัวอย่างนวัตกรรมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาในชุมชนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สิ่งที่น่าสนใจคือ นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำเข้าไปเพียงเพื่อทดลองใช้ แต่เกิดจากการทำความเข้าใจปัญหาของแต่ละพื้นที่ แล้วเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุด แต่เริ่มจากการเข้าใจผู้คน อีกห
เกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตผัก ตำบลหนองพระ อำเภอวังทรายพูน และตำบลห้วยแก้ว อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร ที่มีรายได้หลักจากการปลูกถั่วฝักยาว เนื้อที่ 132 ไร่ ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จ.พิษณุโลก (สวพ.2) จึงได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรลงไปช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ให้กับเกษตรกร สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตถั่วฝักยาวให้มีผลผลิตเพิ่มเกือบเท่าตัว จากเดิมผลิตที่มีผลผลิตเฉลี่ย 2,000 กิโลกรัม/ไร่ หลังใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นถึง 3,850 กิโลกรัมต่อไร่ รู้จัก 5 เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต “ ถั่วฝักยาว ” ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร แนะนำ 5 เทคโนโลยีการผลิตของกรมวิชาการเกษตรเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตถั่วฝักยาว ดังต่อไปนี้ 1.เทคโนโลยีปุ๋ยชีวภาพ ส่งเสริมเกษตรกรใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต 5 กิโลกรัม คลุกผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ 100 กิโลกรัม ให้เข้ากันแล้วใช้รองก้นหลุมพร้อมปลูกหรือใส่รอบโคนต้นถั่วฝักยาวที่อายุ 1-2 สัปดาห
นวัตกรรมนี้ช่วยลดปัญหาหมอกควันในพื้นที่เกษตรของไทย เพราะเกษตรกรไม่ต้องเผากำจัดเศษวัสดุในพื้นที่ ลดปัญหาด้านสุขภาพอันเนื่องมาจาก PM 2.5 ลดการนำเข้าถ่านกัมมันต์จากต่างประเทศ โดยการใช้ถ่านที่ผลิตได้ทดแทน เครื่องผลิตถ่านกัมมันต์ ประกอบด้วย 5 ส่วนหลักๆ คือ เตาปฏิกรณ์ ฮีตเตอร์ หม้อไอน้ำ มอเตอร์ และตู้ควบคุม โดยส่วนของตัวเตาปฏิกรณ์ใช้สำหรับบรรจุถ่านชีวภาพที่ได้จากกระบวนการไพโรไลซิส และมีฮีตเตอร์ฝังอยู่ด้านบนตัวเตาพร้อมหุ้มด้วยผนังที่มีฉนวนป้องกันการสูญเสียความร้อนภายในเตา โดยมีมอเตอร์เป็นต้นกำลังที่ใช้สำหรับหมุนเตาปฏิกรณ์ ส่วนหม้อไอน้ำ ทำหน้าที่ผลิตไอน้ำเพื่อป้อนให้กับกระบวนการกระตุ้นในการผลิตถ่านกัมมันต์ โดยมีตู้ควบคุมสำหรับควบคุมอุณหภูมิ อัตราการป้อนไอน้ำ และเวลาในการทำปฏิกิริยา อยู่ด้านล่างของเตาปฏิกรณ์ เกษตรกรและนักลงทุนเกิดแรงจูงใจในการทำเกษตรและอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ในสภาวะที่ราคาปาล์มน้ำมันราคาตกต่ำ เนื่องจากของเสียในการทำปาล์มน้ำมันสามารถก่อให้เกิดรายได้เพิ่มเติมได้ ประโยชน์ของการใช้นวัตกรรม สามารถกำจัดวัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตน้ำมันชีวภาพ คือ กากทางและทะลายปาล์มน้ำมันได้ 100% เพ
HERBIE ต้นไม้ autonomous ต้นแรกของโลก กำลังจะมาเยือนเมืองไทย! น้อง HERBIE ต้นไม้ที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเองเมื่อต้องการน้ำและแสง สามารถโต้ตอบกับคนรอบข้าง และในงานสถาปนิก’69 ครั้งนี้ HERBIE จะสื่อสารกับเราเป็นภาษาไทยด้วย มาทักทาย HERBIE และพูดคุยกับผู้สร้าง Cecilia MoSze Tham และ Mark Bünger จาก Futurity Systems ได้ในกิจกรรม HERBIE the Autonomous Plant Meet & Greet with Cecilia MoSze Tham and Mark Bünger 📅 2 พฤษภาคม 2569 | 12.00–13.00 น.📍 เวทีกลาง (Center Stage Forum) และพื้นที่นิทรรศการหลัก ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ถงเฉิง, 29 ต.ค. (ซินหัว) — ไต้ซูอิง วัย 82 ปี อาศัยอยู่กับลูกชายคนโตและหลานชายในหมู่บ้านเหล่าเหมย ตำบลซินตู้ เมืองถงเฉิง มณฑลอันฮุยทางตะวันออกของจีน แม้ในปัจจุบันไต้จะไม่ได้ลุยงานในฟาร์มมากนัก แต่เธอจะคอยใช้โดรนช่วยฉีดพ่นยาฆ่าแมลงและปุ๋ยสำหรับพืชพรรณภายใต้คำแนะนำของหลานชายหรือหวังเถียนเถียน ไต้และหวังยังไลฟ์สดโปรโมตและจำหน่ายสินค้าเกษตร เช่น ข้าวและน้ำมัน อีกทั้งสนุกสนานไปกับการถ่ายคลิปกับหลานชาย โดยการได้ย้อนชมหลายโมเมนต์ของพวกเขาระหว่างไลฟ์สดบนโทรศัพท์มือถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของทุกคนในครอบครัว
ในยุคที่โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ความท้าทายของเกษตรกรไม่ได้จำกัดแค่การเพาะปลูกหรือการจัดการดินและน้ำอีกต่อไป เกษตรกรยุคใหม่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน หรือแม้แต่ความต้องการอาหารที่เปลี่ยนแปลงตามพฤติกรรมของผู้บริโภค การปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงนี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นหากเกษตรกรจะอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว ปีนี้จัดหนัก! จัดเต็ม! สำหรับงาน SUSTAINABILITY EXPO 2024 (SX 2024) มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก’ (Sufficiency for Sustainability) ที่ยกขบวนเหล่ากูรูเฉพาะทางมาแบ่งปันความรู้ ที่หลายๆ คนอาจจะไม่รู้มาก่อน เรียกได้ว่ากลับบ้านแบบไม่มือเปล่า แถมได้ความรู้ ประสบการณ์ที่สามารถนำมาต่อยอดได้อีกด้วย อีกหนึ่งโซนที่พลาดไม่ได้เลย กับพื้นที่สนามชวนคิด (Gathering space) ในวันที่ 2 ตุลาคม 2567 ได้มีโอกาสเข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดในหัวข้อ Smart Farmer “เกษตรกร” ยุคใหม่ ทันเทคโนโลยี เข้าใจโลก (เดือด) โดยมีผู้ร่วมเสวนาทั้ง 3 ท่าน จากทาง GISTDA
