ในวันที่โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเดินหน้าต่ออาจไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อเส้นทางที่เลือกไม่ได้เป็นสิ่งที่เราถนัดมาตั้งแต่แรก แต่สำหรับบางคน “วิกฤต” กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาอาชีพใหม่ และนำไปสู่การสร้างธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง

เรื่องราวของ คุณชัยวัฒน์ มาตรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาตรศรีฟาร์ม จำกัด และผู้ก่อตั้งแบรนด์นมสดพาสเจอไรซ์ “นมเหน่อ” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผู้ประกอบการที่ไม่ได้เริ่มต้นจากธุรกิจปศุสัตว์ แต่เลือกเรียนรู้และปรับตัวจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จนสามารถพัฒนาฟาร์มโคนมให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากจุดเริ่มต้นด้วยวัวสาวพร้อมคลอดเพียง 10 ตัว วันนี้มาตรศรีฟาร์มมีแม่รีดกว่า 500 ตัว ผลิตน้ำนมดิบประมาณ 8 ตันต่อวัน พร้อมนำเทคโนโลยี Smart Farming เข้ามาช่วยบริหารจัดการฟาร์ม และวางเป้าหมายเพิ่มจำนวนแม่รีดเป็น 2,500 ตัว ภายใน 7 ปี
ที่สำคัญคือไม่ได้หยุดอยู่เพียงการผลิตน้ำนมดิบ แต่ยังต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์ “นมเหน่อ” ผลิตภัณฑ์นมท้องถิ่นที่ต้องการส่งต่อ “นมสดแท้” ให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะเด็กๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรี

จากธุรกิจก่อสร้าง สู่จุดเริ่มต้นในภาคเกษตร
ก่อนเข้าสู่ธุรกิจปศุสัตว์ คุณชัยวัฒน์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง แต่เมื่อเกิดวิกฤตในปี 2540 ธุรกิจก่อสร้างเริ่มชะลอตัว จึงมองหาโอกาสใหม่และตัดสินใจหันเข้าสู่ภาคเกษตร
จุดเริ่มต้นคือการปลูก ขนุนบนพื้นที่ 30 ไร่ แต่เมื่อทำสวนไปได้ระยะหนึ่ง ปัญหาที่ตามมาคือวัชพืชที่ขึ้นอยู่ทั่วพื้นที่ คุณชัยวัฒน์จึงมองว่า แทนที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตัดหญ้าและกำจัดวัชพืช ก็น่าจะนำสัตว์เข้ามาช่วยจัดการพื้นที่ไปพร้อมกัน
จึงตัดสินใจนำ โคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน เข้ามาเลี้ยง จากการเลี้ยงเพื่อช่วยกำจัดวัชพืช กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ได้เรียนรู้ธุรกิจปศุสัตว์อย่างจริงจัง แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตกลับพบว่า การเลี้ยงโคเนื้อมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการขุนและตลาดปลายทาง
โคเนื้อต้องใช้เวลาขุนค่อนข้างนาน ขณะที่เมื่อถึงช่วงอายุหนึ่ง การเจริญเติบโตอาจชะลอตัว ทำให้ถูกกดราคา อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านโควต้าการส่งเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า
“แล้วถ้าเป็นโคนมล่ะ?” แต่การเปลี่ยนจากโคเนื้อมาเป็นโคนมก็ไม่ได้หมายความว่าจะง่ายขึ้น เพราะโจทย์ใหม่คือ ทำอย่างไรให้โคนมสามารถผลิตน้ำนมได้มากที่สุด และสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุน ในที่สุด ปี 2551 คุณชัยวัฒน์จึงตัดสินใจยุติธุรกิจโคเนื้อ และหันมาทำ โคนมเต็มตัว แม้คนรอบข้างจะเตือนว่า “อย่าทำเลย โคนมเลี้ยงยากมาก”

เริ่มจาก 10 ตัว เรียนรู้จากปัญหาจริงในฟาร์ม
การเริ่มต้นเลี้ยงโคนมโดยไม่มีพื้นฐานมาก่อน ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย คุณชัยวัฒน์เริ่มต้นด้วย วัวสาวพร้อมคลอดเพียง 10 ตัว และมีเวลาเตรียมความรู้เพียงประมาณ 3 เดือน ปัญหาที่พบในช่วงแรกมีตั้งแต่เรื่องสุขภาพของโคนม โดยเฉพาะ เต้านมอักเสบ ซึ่งส่งผลต่อการรีดนม ทำให้ไม่สามารถรีดน้ำนมได้ครบทั้งเต้า
เมื่อเจอปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยตัวเอง จึงต้องอาศัยทั้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์และสัตวแพทย์เข้ามาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด สิ่งที่คุณชัยวัฒน์เรียนรู้ในช่วงเริ่มต้น คือ การเลี้ยงโคนมไม่ได้มีเพียงเรื่องอาหารและการรีดนม แต่ต้อง “เข้าใจสัตว์” ด้วย
“โคนมต้องใส่ใจมากกว่าเดิมหลายเท่า เหมือนเราเลี้ยงเด็ก วันไหนเดินไปดูฟาร์ม ต้องสังเกตแววตา ดูว่าเขามีน้ำมูกไหม ป่วยหรือเปล่า ถ้าเราเข้าใจเขาได้ งานปศุสัตว์ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป” จาก 10 ตัว ค่อยๆ เรียนรู้และขยายฝูง จนผ่านไปประมาณ 3 ปี ฟาร์มมีแม่รีดเพิ่มขึ้นเป็น 30-40 ตัว แต่เมื่อจำนวนวัวเพิ่มขึ้น ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้นเช่นกัน นั่นคือ “จุดคุ้มทุน”
จากขายน้ำนมดิบ สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย “นมเหน่อ”
ในช่วงแรก มาตรศรีฟาร์มส่งน้ำนมดิบเข้าสหกรณ์ ได้ราคาประมาณกิโลกรัมละ 20 กว่าบาท เมื่อคำนวณต้นทุนการเลี้ยงแล้ว คุณชัยวัฒน์จึงเริ่มตั้งคำถามว่า หากต้องการให้ธุรกิจเดินต่อได้ จะทำอย่างไรให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากน้ำนมที่ผลิตเอง โจทย์ที่ตั้งไว้คือ ต้องการขยับมูลค่าน้ำนมจากประมาณ 20 กว่าบาท ไปสู่ระดับ 30-50 บาทต่อกิโลกรัม ขณะเดียวกัน ยังมีความตั้งใจส่วนตัวที่อยากให้เด็กนักเรียนในจังหวัดสุพรรณบุรีได้ดื่ม นมสดแท้ 100%
สองแนวคิดนี้จึงมาบรรจบกัน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ “นมเหน่อ” เมื่อประมาณ 7-8 ปีก่อน จากเดิมที่ผลิตและจำหน่ายน้ำนมดิบ จึงเริ่มศึกษาการแปรรูป พัฒนาสูตร และเรียนรู้กระบวนการผลิตนมพาสเจอไรซ์อย่างจริงจัง จากการทำในระดับเล็ก ค่อยๆ ขยายกำลังการผลิต จนพัฒนาเป็นโรงงานพาสเจอไรซ์ที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 1,000 ลิตรต่อชั่วโมง รองรับทั้งการผลิตเพื่อโครงการนมโรงเรียนและผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์นมเหน่อ
จากนมสดพาสเจอไรซ์ สู่ผลิตภัณฑ์หลากหลาย
จากจุดเริ่มต้นด้วย นมสดพาสเจอไรซ์รสจืด นมเหน่อได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นจนมีทั้งหมด 7 รสชาติ พร้อมต่อยอดผลิตภัณฑ์ออกเป็นหลายกลุ่ม ทั้งนมสด โยเกิร์ตพร้อมดื่ม ไอศกรีม นมปั่น ครีมอาบน้ำ ครีมบำรุงผิว สบู่ การสร้างผลิตภัณฑ์ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเพิ่มจำนวนสินค้า แต่เป็นการนำวัตถุดิบหลักอย่าง “น้ำนม” มาต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มในหลายรูปแบบ
ปัจจุบันนอกจากวางจำหน่ายผ่านร้านค้าและคาเฟ่ทั่วไปแล้ว ยังมี คาเฟ่นมเหน่อ 2 สาขา ได้แก่ สาขาโรบินสัน สุพรรณบุรี และสาขาปั๊มบางจาก อู่ทอง ขณะเดียวกัน มาตรศรีฟาร์มยังส่งนมสดให้กับโรงเรียนในอำเภออู่ทอง เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายที่คุณชัยวัฒน์ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น นั่นคือ การทำให้นักเรียนในพื้นที่ได้บริโภคนมคุณภาพดี
เมื่อฟาร์มใหญ่ขึ้น เทคโนโลยีจึงเข้ามาช่วยจัดการ
จากฟาร์มที่เริ่มต้นด้วยโคเพียง 10 ตัว วันนี้มาตรศรีฟาร์มมีแม่รีดประมาณ 500 กว่าตัว และผลิตน้ำนมดิบได้ประมาณ 8 ตันต่อวัน เมื่อจำนวนสัตว์เพิ่มขึ้น การใช้แรงงานคนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการดูแลสัตว์แต่ละตัวอย่างละเอียด
เทคโนโลยี Smart Farming จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการ หนึ่งในระบบที่นำมาใช้คือ นาฬิกาติดตามสุขภาพที่ติดให้กับโคแต่ละตัว เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม สุขภาพ และรอบการผสมเทียม ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบดิจิทัลให้ทีมสัตวบาลสามารถติดตามได้
ข้อดีคือ จากเดิมที่ต้องอาศัยการสังเกตจากคนเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันทีมงานสามารถใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และติดตามโคแต่ละตัวได้ละเอียดมากขึ้น แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เลี้ยงวัวให้มากขึ้น” แต่เป็นการทำให้สามารถ ดูแลวัวจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ระบบรีดนม ออกแบบให้ลดความเครียดและรักษาคุณภาพน้ำนม
นอกจากระบบติดตามสุขภาพแล้ว ระบบการจัดการภายในฟาร์มยังให้ความสำคัญกับขั้นตอนก่อนและระหว่างการรีดนม มาตรฐานของระบบรีดนมได้รับการออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศอิสราเอล โดยก่อนเข้าสู่กระบวนการรีดนม โคจะผ่านการสเปรย์น้ำและเปิดพัดลมเพื่อช่วยลดความร้อนและความเครียด เมื่อพร้อมจึงต้อนเข้าสู่พื้นที่รีดนม ซึ่งสามารถรีดพร้อมกันได้ 2 ฝั่ง ฝั่งละ 30 ตัว หรือรวม 60 ตัวต่อรอบ
ก่อนสวมหัวรีด เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณเต้านมทั้ง 4 เต้าของโคแต่ละตัว พร้อมสุ่มตรวจคุณภาพน้ำนมดิบก่อนเข้าสู่กระบวนการรีด จากนั้นน้ำนมจะถูกส่งผ่าน ระบบท่อปิด ไปยังถังพักและถังทำความเย็น หรือ Cooling Tank โดยตรง ระบบดังกล่าวช่วยลดการสัมผัสกับอากาศภายนอก และช่วยควบคุมคุณภาพน้ำนมตั้งแต่ต้นทาง สำหรับรอบเช้า ใช้เวลารีดนมประมาณไม่เกิน 8 นาทีต่อตัว และระบบสามารถรองรับการรีดนมได้สูงถึงประมาณ 240 ตัวต่อชั่วโมง
ไม่ทิ้งแม้แต่มูลวัว เดินหน้าสู่ Zero Waste
เมื่อพูดถึงฟาร์มโคนมขนาดใหญ่ สิ่งที่ตามมานอกจากผลผลิตคือน้ำนม คือของเสียจากกระบวนการเลี้ยงสัตว์ มาตรศรีฟาร์มจึงนำแนวคิด Zero Waste เข้ามาปรับใช้ โดยได้รับการสนับสนุนจาก SME D Bank เพื่อจัดการของเสียภายในฟาร์มให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
หนึ่งในนั้นคือการนำมูลสัตว์เข้าสู่เครื่องแยกกาก เพื่อแยกส่วนที่เป็นน้ำออกจากกาก ส่วนที่เป็นน้ำสามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิต ไบโอแก๊ส และทำปุ๋ยสำหรับแปลงเกษตร ขณะที่กากที่ผ่านการบีบจนแห้งจะนำไปทำเป็น ปุ๋ยหมัก จึงเป็นการเปลี่ยนของเสียจากฟาร์มให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง
แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การทำฟาร์มยุคใหม่ไม่ได้มองเพียงผลผลิตจากสัตว์ แต่ต้องคิดตั้งแต่ การผลิต การแปรรูป การจัดการของเสีย ไปจนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“ถอดเกียร์ถอย” เดินหน้าสู่เป้าหมาย 2,500 แม่รีด
จากคนที่เคยทำธุรกิจก่อสร้าง สู่การปลูกขนุน เลี้ยงโคเนื้อ และเปลี่ยนมาเป็นโคนม ก่อนต่อยอดสู่โรงงานแปรรูปและสร้างแบรนด์นมของตัวเอง เส้นทางของคุณชัยวัฒน์สะท้อนให้เห็นว่า การทำธุรกิจเกษตรไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่สิ่งสำคัญคือ เมื่อเจอปัญหา ต้องรู้จักปรับตัว และกล้าตัดสินใจเปลี่ยน
วันนี้ แม้มาตรศรีฟาร์มจะเดินทางมาไกลจากจุดเริ่มต้น แต่โจทย์ใหม่ยังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่อง Shelf Life หรืออายุการเก็บรักษาของนมสด ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการรักษาคุณภาพและรสชาติของนมสดแท้ โดยไม่ต้องการเติมสิ่งเจือปน นี่จึงเป็นโจทย์ที่คุณชัยวัฒน์ยังคงเดินหน้าพัฒนา เพื่อรักษามาตรฐานของนมสดที่ต้องการส่งต่อให้กับผู้บริโภคในระยะยาว
ขณะเดียวกัน เป้าหมายต่อไปของมาตรศรีฟาร์มคือการเพิ่มจำนวนแม่รีดจากปัจจุบันประมาณ 500 กว่าตัว สู่ 2,500 แม่รีด ภายใน 7 ปี

“ผมถอดเกียร์ถอยไปตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจทำธุรกิจแล้ว ยังไงก็ต้องลุยอย่างเดียว”
ประโยคสั้นๆ จากคุณชัยวัฒน์ สะท้อนแนวคิดการทำธุรกิจได้อย่างชัดเจน เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้ ไม่ได้เกิดจากการเดินบนเส้นทางที่ราบรื่น หากเกิดจากการ ลองผิดลองถูก เรียนรู้จากปัญหา ปรับวิธีคิด และกล้าที่จะเปลี่ยนเมื่อแนวทางเดิมไม่ตอบโจทย์
จากวัว 10 ตัวในวันแรก สู่ฟาร์มกว่า 500 แม่รีดในวันนี้ และกำลังมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย 2,500 แม่รีด
เรื่องของ “นมเหน่อ” จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเลี้ยงโคนม แต่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ “เกษตรที่คิดเป็น” ตั้งแต่การผลิต การใช้เทคโนโลยี การสร้างแบรนด์ การเพิ่มมูลค่า ไปจนถึงการจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะในวันที่การแข่งขันของภาคเกษตรไม่ได้วัดกันแค่ “ผลิตได้เท่าไร” แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า “ผลิตอย่างไร สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างไร และจะเติบโตต่อไปอย่างไร” นั่นเอง
สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ หรืออยากติดตามเรื่องราวและความเคลื่อนไหวของ “นมเหน่อ” สามารถติดตามได้ทาง Facebook : นมเหน่อ เพื่อไม่พลาดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และเรื่องราวดีๆ จากเกษตรกรไทย

