ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลมีความสำคัญมากกว่าที่เคย “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” จึงไม่ใช่เพียงงานแสดงดอกไม้และสวนสวยจากทั่วโลก แต่เป็นพื้นที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านพืชสวน เทคโนโลยีการเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อชวนให้ผู้คนมองเห็นคุณค่าของพืชพรรณ และทรัพยากรธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกร เยาวชน และประชาชนได้เรียนรู้แนวทางพัฒนาการเกษตรให้เติบโตควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในงานแถลงข่าวมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพด้านการเกษตรและพืชสวน เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมไทยให้ประชาคมนานาชาติได้เห็น ภายใต้แนวคิด “Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living” หรือ “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต : สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า
จากพื้นที่ชุ่มน้ำ สู่มหกรรมพืชสวนระดับนานาชาติ
หนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของงาน คือการเลือกใช้พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี เป็นสถานที่จัดงาน เพราะสายน้ำมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาอย่างยาวนาน ทั้งในด้านการดำรงชีวิต การทำเกษตร และระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด
นายวัชระพล กล่าวว่า “ไฮไลต์ของงานนี้ ตามสโลแกนหรือว่าตามคำขวัญของงานก็คือ Diversity of Life ก็คือวิถีชีวิต พืชพันธุ์ และก็สายน้ำ ดังนั้นเราใช้พื้นที่ชุ่มน้ำในการจัดงาน เพื่อจะบ่งบอกว่าวิถีชีวิตของพี่น้องชาวอีสาน เราต้องอยู่กับสายน้ำมาตลอด”

งานครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การชมพืชและสวน แต่ยังมีกิจกรรมประกวดพืชพรรณ การจัดแสดงสวนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนกิจกรรมด้านวิชาการที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้เรื่องพืชสวนและเทคโนโลยีการเกษตรในมิติต่าง ๆ
สำหรับนายวัชระพล มหกรรมพืชสวนโลกยังเป็นโอกาสสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับภูมิภาค โดยกล่าวว่า “ในวันนี้เราไม่ได้เพียงสวนสาธารณะ แต่ยังได้แหล่งเศรษฐกิจแหล่งใหญ่ ให้กับชาวอีสาน และทำให้อุดรธานี เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศไทย”
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ร่วมผลักดันการจัดงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานในจังหวัดอุดรธานี รวมถึงรัฐบาลในช่วงก่อนหน้าและรัฐบาลปัจจุบันที่มีส่วนสนับสนุนงบประมาณและผลักดันให้โครงการเดินหน้าจนเกิดเป็นมหกรรมพืชสวนระดับนานาชาติ

50 สวน พรรณไม้ทั่วโลก
องค์ความรู้ที่มากกว่าความสวยงาม
ภายในงานจัดแสดงสวนมากกว่า 50 สวน รวบรวมพรรณไม้เด่นและพรรณไม้หายากจากทั่วโลกหลายหมื่นต้น อาทิ สวนนุ่นยักษ์จากทวีปอเมริกาใต้ สวนอินทผลัมยักษ์ สวนเบาบับด่าง สวนมะกอกโอลีฟ ต้นงิ้ว สนใบพาย และไม้ดัดรูปทรงแปลกตาจากประเทศจีน ซึ่งบางต้นมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท
นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนรวมกว่า 1 ล้านต้นตลอดระยะเวลาการจัดงาน ช่วยสร้างความหลากหลายให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสสีสันของพืชพรรณในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน พร้อมเปิดมุมมองเกี่ยวกับรูปทรง การเจริญเติบโต และความหลากหลายของพืชจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ

สำหรับผู้ที่สนใจด้านวิชาการ งานนี้มีนิทรรศการรวม 16 นิทรรศการ แบ่งเป็นนิทรรศการหมุนเวียนภายในอาคาร 8 นิทรรศการ และนิทรรศการภายนอกอาคารอีก 8 นิทรรศกาณ ครอบคลุมเรื่องพืชสวน เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และนวัตกรรมสีเขียว รวมถึงการประกวดพืชพรรณ 7 ประเภท และการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ
สิ่งที่น่าสนใจคือ องค์ความรู้เหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะนักวิชาการหรือผู้ประกอบการพืชสวนเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้เกษตรกรได้ศึกษาแนวทางการผลิต การจัดการทรัพยากร และนวัตกรรมที่อาจนำไปประยุกต์ใช้กับอาชีพของตนเอง ขณะที่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปจะได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างพืชพรรณกับสิ่งแวดล้อมผ่านประสบการณ์จริง
เปิด 6 โซนเรียนรู้ เชื่อมโยงพืชสวน
ธรรมชาติ และวัฒนธรรม
มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 จัดขึ้นบนพื้นที่รวม 1,030 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่น้ำ 400 ไร่ และพื้นที่ดิน 630 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่จัดงานออกเป็น 6 โซนสำคัญ เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถเลือกสัมผัสประสบการณ์ได้หลากหลาย
โซนแรก คือโซนต้อนรับและทางเข้างาน ซึ่งเป็นจุดบริการข้อมูลและจำหน่ายบัตร ต่อด้วยโซนสวนนานาชาติที่จัดแสดงสวนจากประเทศและองค์กรนานาชาติ ส่วนโซนนิทรรศการภายในอาคารมีทั้งอาคารเรือนกระจกสำหรับจัดแสดงนิทรรศการวิชาการหมุนเวียนและการประกวดพืชพรรณ รวมถึงอาคารอำนวยการที่จัดแสดงสวนนานาชาติภายในอาคาร

อีกหนึ่งพื้นที่สำคัญคือโซนนิทรรศการวิชาการภายนอกอาคาร ซึ่งนำเสนอเนื้อหาหลากหลาย ตั้งแต่นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการไม้ผลและเทคโนโลยีการเกษตร ไปจนถึงนิทรรศการคาร์บอนเครดิต ขณะที่โซนสวนจัดแสดงและอาคารหลักจะพาผู้เข้าชมไปสัมผัสแนวคิดการออกแบบสวนและความหลากหลายของพรรณไม้
ส่วนโซนสวนพรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ จะช่วยถ่ายทอดความสำคัญของพืชท้องถิ่นและองค์ความรู้ด้านการเพาะขยายพันธุ์พืช ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการอนุรักษ์และต่อยอดทรัพยากรพันธุกรรมพืช
การจัดพื้นที่ทั้ง 6 โซน จึงเปรียบเสมือนการเปิดห้องเรียนขนาดใหญ่ที่ผู้เข้าชมสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่ความงามของพืชพรรณ ไปจนถึงหลักการผลิต การอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม

แลนด์มาร์กดอกบัว
ถ่ายทอดอัตลักษณ์เมืองอุดรธานี
นอกจากสวนและนิทรรศการด้านพืชสวนแล้ว อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคืออาคารหลักซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมวัดป่าภูก้อน สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาของจังหวัดอุดรธานี ผสมผสานกับรูปทรงดอกบัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของจังหวัด ถ่ายทอดผ่านงานออกแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัย
ภายในอาคารรวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ของเมืองอุดรธานี ตลอดจนองค์ความรู้ด้านพืชสวนและความหลากหลายทางชีวภาพ เชื่อมโยงธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และมรดกทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

ไฮไลต์สำคัญประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ผลพระคุณ ธ รักษา” ซึ่งถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการน้ำ การเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต จากพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 สู่การสืบสาน รักษา และต่อยอดในรัชกาลที่ 10
อีกส่วนหนึ่งคือการสักการะพระศรีอริยเมตไตรย “พระพุทธภัทรบรมสุข” ผลงานพุทธศิลป์โดยอาจารย์ปัทม์ บุณยรังค ศิลปินแห่งชาติ และนิทรรศการ “134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้” ที่นำเสนอประวัติศาสตร์ ผู้คน วิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรมตลอด 134 ปีแห่งการเติบโตของเมืองอุดรธานี พร้อมเชื่อมโยงสู่แนวคิดการพัฒนาเมืองในอนาคต
แลนด์มาร์กแห่งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงจุดถ่ายภาพ แต่ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้มาเยือนเข้าใจว่า การพัฒนาเมืองให้ก้าวไปข้างหน้าไม่จำเป็นต้องละทิ้งรากเหง้า หากสามารถนำมรดกทางวัฒนธรรมมาผสานกับองค์ความรู้และการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างลงตัว

จากงานมหกรรมระดับโลก
สู่สวนสาธารณะที่อยู่คู่ชุมชน
ความสำเร็จของมหกรรมพืชสวนโลกไม่ได้วัดจากจำนวนผู้เข้าชมหรือความยิ่งใหญ่ของการจัดงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การใช้ประโยชน์จากพื้นที่หลังสิ้นสุดงาน เพื่อให้เกิดคุณค่าต่อเนื่องกับประชาชนในระยะยาว
นายวัชระพล กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่งานเกิดขึ้นได้และหลังจากนี้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันดูแลรักษาพื้นที่ให้คงสภาพดี เพื่อให้ชาวอุดรธานีและประชาชนทั่วไปสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในฐานะแหล่งพักผ่อน พื้นที่เรียนรู้สำหรับนักเรียนและนักศึกษา และแหล่งถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรนำไปต่อยอดอาชีพ
“หลังจบงานพืชสวนโลกแล้ว ในอนาคตสวนสาธารณะแห่งนี้ ต้องอยู่คู่กับชาวจังหวัดอุดรธานีไปตราบนานเท่านาน ดังนั้นกิจกรรมอะไรที่เข้ามาเสริม ให้กับงานนี้ สามารถคงอยู่ในระยะยาวได้ ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องทำ”

นอกจากนี้ นายวัชระพลยังเปิดเผยว่า ในฐานะผู้กำกับดูแลกรมประมง ได้มอบนโยบายให้กรมประมงประสานงานกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อพิจารณาโครงการที่สามารถพัฒนาร่วมกันในอนาคต เนื่องจากพื้นที่หนองแดประมาณ 2,000 ไร่ มีพื้นที่น้ำอยู่ราว 60–70% โดยรายละเอียดของโครงการจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางต่อยอดการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ ซึ่งประชาชนจะได้ติดตามความคืบหน้าต่อไป
สะท้อนให้เห็นว่าการจัดงานระดับนานาชาติจะสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างแท้จริง เมื่อองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้นไม่สิ้นสุดลงพร้อมวันปิดงาน แต่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และพื้นที่สาธารณะที่ชุมชนเข้าถึงได้อย่างต่อเนื่อง
ชวนสัมผัสพืชสวนโลกอุดรธานี 134 วัน
นายวัชระพลกล่าวเชิญชวนประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้มาร่วมงาน โดยระบุว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายในจังหวัดอุดรธานี ต่างร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันการจัดงานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วประเทศและนานาชาติ
“สุดท้ายนะครับ ผมก็อยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ แล้วก็ต่างประเทศ อยากให้มาร่วมงานกิจกรรมพืชสวนโลก ตลอดระยะเวลา 134 วัน กันมากๆ นะครับ”

มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 จึงเป็นโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ออกเดินทางมาสัมผัสพรรณไม้จากทั่วโลก เรียนรู้เทคโนโลยีการเกษตร ทำความเข้าใจระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ และค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติกับวิถีชีวิตของผู้คนด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน การเดินทางมายังจังหวัดอุดรธานียังเป็นโอกาสสนับสนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้ประโยชน์จากการจัดงานกระจายสู่ชุมชนได้มากยิ่งขึ้น
มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บัตรบุคคลทั่วไปราคา 199 บาท สำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ สามารถซื้อบัตรผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์ https://www.allticket.com/event/UdonExpo2026 และจุดจำหน่ายบัตรหน้างาน นอกจากนี้ยังมีบัตรเจ้าบ้านอุดรธานี บัตรเครือสบายดี บัตรแบบกลุ่ม และสิทธิ์เข้าชมฟรีสำหรับผู้มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.udonthaniexpo2026.com หรือ LINE Official Account: @organizer.udonexpo
