ใครจะคิดว่า พื้นที่ทะเลทรายอันแห้งแล้งที่เต็มไปด้วยผืนทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา จะสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจได้ แต่วันนี้ประเทศจีนกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์อาจไม่ใช่อุปสรรคของการทำเกษตรกรรมอีกต่อไป เมื่อมีเทคโนโลยีและการบริหารจัดการทรัพยากรที่เหมาะสม
หนึ่งในตัวอย่างที่กำลังได้รับความสนใจคือ การพัฒนาฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกลางทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert) ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลจากทะเลและมีสภาพอากาศแห้งแล้งอย่างรุนแรง แต่กลับสามารถเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้หลากหลายชนิด ตั้งแต่ปลาแซลมอน ปลาเทราต์ ปลากะพง ไปจนถึงกุ้งและปู
ความน่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงการเลี้ยงปลาในพื้นที่ที่แทบไม่มีฝนตกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำน้ำใต้ดินที่มีความเค็มมาปรับคุณภาพให้เหมาะสมกับสัตว์น้ำ การใช้ระบบหมุนเวียนน้ำเพื่อลดการสูญเสีย ตลอดจนการนำเทคโนโลยีควบคุมสภาพแวดล้อมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปัจจุบันเขตซินเจียงมีฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมากกว่า 1,000 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 200,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 290 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9,000 ล้านบาท

จากทะเลทรายที่แห้งแล้ง สู่ฐานการผลิตสัตว์น้ำแห่งใหม่ของจีน
ทะเลทรายทากลามากันตั้งอยู่ในเขตซินเจียงอุยกูร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่แห้งแล้งของจีน มีปริมาณฝนเฉลี่ยในภูมิภาคประมาณ 150 มิลลิเมตรต่อปี อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ห่างไกลจากชายฝั่งทะเล ทำให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มในพื้นที่แห่งนี้ดูเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้
อย่างไรก็ตาม แม้พื้นผิวดินจะเต็มไปด้วยทรายและความแห้งแล้ง แต่พื้นที่บางส่วนกลับมีแหล่งน้ำใต้ดินที่มีความเค็มและความเป็นด่างสะสมอยู่ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดได้ หากมีการปรับคุณภาพน้ำอย่างเหมาะสม
รัฐบาลจีนจึงมองเห็นโอกาสในการนำพื้นที่ดินเค็มด่างมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ตอนในของประเทศ เพื่อเพิ่มแหล่งผลิตอาหาร ลดการพึ่งพาพื้นที่ชายฝั่ง และสร้างอาชีพให้กับประชาชนในท้องถิ่น
แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางอาหารของจีน ซึ่งต้องรองรับความต้องการบริโภคของประชากรกว่า 1,400 ล้านคน ท่ามกลางข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูกและทรัพยากรน้ำจืด
นอกจากนี้ จีนยังต้องการลดแรงกดดันต่อระบบนิเวศชายฝั่ง หลังจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างหนาแน่นในอดีตส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำเสียและมลพิษในบางพื้นที่ จึงมีนโยบายส่งเสริมให้กระจายฐานการผลิตสัตว์น้ำเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศมากขึ้น

เปิดเทคนิคเลี้ยงปลาในทะเลทราย ใช้น้ำใต้ดินปรับคุณภาพให้คล้ายน้ำทะเล
หัวใจสำคัญของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเลทราย คือการบริหารจัดการน้ำให้มีคุณภาพเหมาะสมกับสัตว์น้ำแต่ละชนิด เนื่องจากน้ำใต้ดินที่มีความเค็มไม่สามารถนำมาใช้เลี้ยงสัตว์น้ำทะเลได้ทันที เพราะองค์ประกอบของแร่ธาตุอาจแตกต่างจากน้ำทะเลตามธรรมชาติ
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือฟาร์มของบริษัท Qiemo Shishixian ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการในปี 2024 บริเวณขอบทะเลทรายทากลามากัน โดยนำเทคโนโลยีการปรับคุณภาพน้ำและระบบเพาะเลี้ยงแบบควบคุมสภาพแวดล้อมมาใช้ในการผลิตสัตว์น้ำ
กระบวนการเริ่มจากการขุดเจาะเพื่อนำน้ำบาดาลที่มีความเค็มและความเป็นด่างขึ้นมาใช้ ก่อนปรับสมดุลทางเคมีและแร่ธาตุให้เหมาะสมกับสัตว์น้ำที่ต้องการเพาะเลี้ยง พร้อมพัฒนาบ่อเลี้ยงและระบบกรองน้ำเพื่อลดการสูญเสียทรัพยากร
ฟาร์มแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 7.5 ไร่ ประกอบด้วยระบบบ่อเลี้ยงกลางแจ้งและโรงเรือนที่ติดตั้งถังเลี้ยงสัตว์น้ำทรงกลมจำนวน 68 ถัง โดยใช้ระบบหมุนเวียนน้ำเพื่อนำน้ำผ่านกระบวนการกรองและกลับมาใช้ใหม่
เทคโนโลยีดังกล่าวเรียกว่า ระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบหมุนเวียน (Recirculating Aquaculture System : RAS) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยควบคุมคุณภาพน้ำ ลดปริมาณน้ำที่ต้องเติมใหม่ และช่วยให้สามารถเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านแหล่งน้ำได้
ภายในระบบยังมีการควบคุมอุณหภูมิ การเติมออกซิเจน และการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ โดยฟาร์มสามารถเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชนิด เช่น ปลากะพง ปลากระบอก และหอยบางชนิด
เทคโนโลยีนี้จึงเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำให้กลายเป็นโอกาสทางการผลิต อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนและพลังงานในการดำเนินงาน จึงต้องประเมินต้นทุนและความคุ้มค่าควบคู่กันไปด้วย

ความสำเร็จที่มาพร้อมความท้าทาย ทั้งทรัพยากรน้ำ อาหารสัตว์ และสิ่งแวดล้อม
แม้เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะช่วยเปลี่ยนพื้นที่ทะเลทรายให้กลายเป็นแหล่งผลิตอาหารได้ แต่การขยายอุตสาหกรรมในระยะยาวยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
โดยเฉพาะการใช้น้ำบาดาลในพื้นที่แห้งแล้ง ซึ่งต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำสำรอง อัตราการเติมกลับตามธรรมชาติ และผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรอบ แม้ระบบหมุนเวียนน้ำจะช่วยลดการใช้น้ำใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าฟาร์มจะไม่สูญเสียน้ำเลย
อีกหนึ่งความท้าทายคือการจัดหาอาหารสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลาที่ต้องการโปรตีนสูง ซึ่งอาจต้องพึ่งพาปลาป่นและน้ำมันปลาจากอุตสาหกรรมประมงทะเล หากมีความต้องการวัตถุดิบเหล่านี้เพิ่มขึ้น ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรประมงธรรมชาติได้
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับสารตกค้างในผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ การใช้ยาสัตว์ และความโปร่งใสในการตรวจสอบมาตรฐานการผลิต รวมถึงข้อกล่าวหาด้านสิทธิแรงงานในอุตสาหกรรมของซินเจียง ซึ่งบางบริษัทปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
ประเด็นเหล่านี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า การเพิ่มปริมาณผลผลิตและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะบ่งชี้ถึงความสำเร็จของระบบเกษตรกรรม หากยังขาดการบริหารจัดการทรัพยากรและมาตรฐานการผลิตที่ตรวจสอบได้
เทคโนโลยีการเกษตรเปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นโอกาส
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเลทรายทากลามากัน นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตอาหารในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางธรรมชาติ
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีสภาพภูมิประเทศและทรัพยากรน้ำแตกต่างจากซินเจียง แต่แนวคิดการใช้ระบบหมุนเวียนน้ำ การปรับคุณภาพน้ำ การควบคุมสภาพแวดล้อม และการนำระบบอัตโนมัติมาช่วยบริหารจัดการฟาร์ม ล้วนเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำมาศึกษาและปรับใช้กับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้
โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องการพัฒนาฟาร์มให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้น้ำ และควบคุมคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้เทคโนโลยีจำเป็นต้องพิจารณาความเหมาะสมกับชนิดสัตว์น้ำ แหล่งน้ำ เงินลงทุน และต้นทุนพลังงาน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในระยะยาว
ท้ายที่สุด เรื่องราวของฟาร์มปลาในทะเลทรายจีนไม่ได้สะท้อนเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาเกษตรกรรมยุคใหม่ต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ การบริหารจัดการทรัพยากร และการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่กันไป เพราะความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการผลิตได้มากขึ้น แต่ต้องสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนด้วย
อ้างอิง
