Featured เกษตรยั่งยืน

เปิดสูตรเกษตรกรทำ “คาร์บอนเครดิต” รวมกลุ่มหาตลาดให้ชัด สร้างรายได้จากต้นไม้

กระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมกำลังผลักดันให้ภาคเกษตรกรรมไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เทคโนโลยีชาวบ้าน สังกัดข่าวสด ในเครือมติชน จึงได้จัดงานสัมมนาใหญ่ประจำปีภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีชาวบ้าน Next Move เกษตรไม่เหมือนเดิม” เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุมอาคารข่าวสด เพื่อเปิดมุมมองและชี้ทิศทางอนาคตของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะในช่วงเวทีเสวนาเวลา 13.30–14.30 น. ที่พาผู้ฟังไปเจาะลึกตั้งแต่ประเด็น Carbon Footprint, Net Zero ไปจนถึง Carbon Credit ผ่านการแลกเปลี่ยนอย่างเข้มข้นระหว่างนักวิจัยเทคโนโลยีข้อมูล และตัวแทนชุมชนผู้ลงมือทำจริงในพื้นที่

ดร.อัมพร โพธิ์ใย นักวิจัยอาวุโส และหัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการตลาดคาร์บอน (DIT) มองว่า ประเด็นคาร์บอนเครดิตในภาคเกษตรกรรายย่อยต้องเริ่มต้นด้วยการคิดคำนวณต้นทุนอย่างรอบคอบ ปัจจุบันตลาดในไทยยังเป็นภาคสมัครใจ ซื้อขายผ่านเกณฑ์มาตรฐาน T-VER ซึ่งราคาเฉลี่ยที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 85 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สิ่งที่เกษตรกรต้องระวังที่สุดคือ “ต้นทุนค่าจ้างผู้ตรวจประเมินภายนอก” หากเกษตรกรทำแปลงเดี่ยวเพียงไม่กี่ไร่ รายได้จากการขายเครดิตจะไม่คุ้มค่าตรวจประเมินหลักหมื่นบาท ทางรอดเดียวคือการรวมกลุ่มกันให้ได้แปลงใหญ่ระดับหมื่นไร่ขึ้นไปเพื่อเกลี่ยต้นทุนให้ต่ำลง

เกษตรกรต้องวางกรอบความคิดใหม่ว่า การปลูกป่าต้องหวังเนื้อไม้ การปลูกไม้ผลต้องหวังผลผลิต ส่วนคาร์บอนเครดิตเป็นเพียงผลพลอยได้หรือดอกเบี้ยเท่านั้น หากคิดเช่นนี้จะไม่ขาดทุน นอกจากนี้ยังต้องระวังข้อผูกพันในสัญญาที่ไม่สามารถเปลี่ยนสภาพแปลงปลูกได้ตามใจชอบ และควรตรวจสอบความโปร่งใสผ่านรหัสโครงการของ อบก. (TGO) เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ

“เราควรคิดว่าเราปลูกต้นไม้เพื่อต้องการผลผลิตก่อน คาร์บอนเครดิตเป็นแค่ดอกเบี้ย ถ้าคิดแบบนี้ท่านจะกำไร 100%”

"Advertiser"

ด้าน คุณธนพิสิฐ ใจกว้าง ปธ.วิสาหกิจชุมชนบ้านท่าลี่ จ.ขอนแก่น แชร์ประสบการณ์จริงจากพื้นที่ว่า การขับเคลื่อนเรื่องคาร์บอนเครดิตในระดับฐานรากไม่ได้เริ่มจากความต้องการแสวงหากำไรเป็นตัวตั้ง แต่เกิดจากการต่อยอดรากฐานเดิมในการดูแลรักษาต้นไม้ในท้องถิ่น จากแนวคิดดั้งเดิมเรื่อง “ธนาคารต้นไม้” ที่มองต้นไม้เป็นหลักทรัพย์และความมั่นคงของครัวเรือน ค่อยๆ ถูกยกระดับและพัฒนาต่อเนื่องจนกลายมาเป็น “ธนาคารคาร์บอน” เพื่อเปิดรับโอกาสใหม่ตามทิศทางความยั่งยืน

กุญแจสำคัญที่ทำให้ชุมชนก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ T-VER ได้สำเร็จ คือการรวบรวมสมาชิกและจัดทำระบบฐานข้อมูลแปลงต้นไม้จริงอย่างเป็นรูปธรรม การรวมตัวกันในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของรายย่อย ทำให้เกิดพื้นที่ผืนใหญ่ที่มีพลังในการต่อรองและสามารถเข้าถึงขั้นตอนการประเมินที่ซับซ้อนได้ การสร้างคาร์บอนเครดิตของชุมชนจึงไม่ใช่แค่การรอรับรายได้เสริม แต่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าพลังการดูแลสิ่งแวดล้อมของชาวบ้านสามารถแปลงเป็นมูลค่าที่ตรวจสอบได้จริง

“การรวมพลังของชุมชนทำให้ต้นไม้เดิมที่เราดูแลอยู่แล้ว สามารถยกระดับจากธนาคารต้นไม้สู่ธนาคารคาร์บอนที่สร้างโอกาสใหม่ได้”

มุมมองจากผู้ดำเนินรายการ คุณขิม- ลีนา นาคะวิโรจน์ อินฟลูเอนเซอร์ TikTok ชื่อดังเจ้าของช่อง “สาวใต้ปลูกต้นไม้” (ตัวแทนผู้ฟังและผู้ขับเคลื่อนประเด็นบนเวที) บทสรุปจากฝั่งผู้ดำเนินรายการช่วยตอกย้ำภาพความเป็นจริงของคนทำเกษตรว่า ปลายทางที่จับต้องได้และเป็นเนื้อแท้ที่สุดของคนปลูกต้นไม้ ย่อมเป็นการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่า หรือการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรตามฤดูกาล คาร์บอนเครดิตจึงควรเป็นโบนัสหรือผลตอบแทนส่วนเสริมในอนาคตที่เข้ามาช่วยต่อยอดความคุ้มค่า

สิ่งที่น่าสนใจคือการเน้นย้ำไม่ให้เกษตรกรยอมแพ้ต่อกฎเกณฑ์ หรือความยุ่งยากทางเทคนิค แต่ให้เผชิญหน้าด้วยข้อมูล ความรู้ และการคำนวณที่แม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาต้นทุนการประเมิน การรวมกลุ่มเพื่อสร้างขนาดพื้นที่ หรือการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไบโอชาร์เข้ามาเสริม เพื่อให้ก้าวต่อไปของภาคเกษตรเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยจากความเสี่ยงทางสัญญา

“ปลายทางของคนปลูกต้นไม้คือผลผลิตและเนื้อไม้ แต่คาร์บอนเครดิตคือโบนัสในอนาคตที่เราต้องเรียนรู้และไม่ยอมแพ้”

เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนชัดเจนว่า คาร์บอนเครดิตไม่ใช่ภาพฝันที่ไกลเกินเอื้อม แต่ก็ไม่ใช่ทางลัดสู่ความร่ำรวยในชั่วข้ามคืน เกษตรกรรายย่อยจะอยู่รอดและได้ประโยชน์จากกลไกนี้ได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ จัดการข้อมูลให้โปร่งใส และยึดผลผลิตทางการเกษตรเป็นหลัก โดยให้คาร์บอนเครดิตทำหน้าที่เป็นเพียงผลตอบแทนส่วนเสริม เมื่อฐานคิดมั่นคงและผสานพลังของชุมชนเข้ากับเทคโนโลยีอย่างถูกทาง ภาคเกษตรไทยก็พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Net Zero ได้อย่างยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

Related Posts