แปรรูปสินค้าเกษตร
ไชโป้วเค็มและไชโป้วหวาน เป็นอาหารแปรรูปที่ทำมาจากหัวผักกาดใช้กระบวนการผลิตแบบภูมิปัญญาชาวบ้านและเป็นอาหารพื้นถิ่นของจังหวัดราชบุรีที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค แต่ในกระบวนการแปรรูปไชโป้วแบบดั้งเดิมของชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นการใช้แรงงานคนจำนวนมากและใช้ระยะเวลานานในการผลิต โดยเฉพาะกระบวนการบีบน้ำและการหั่น นำมาสู่ “การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไชโป้ว” ผศ.ดร.ใหม่ น้อยพิทักษ์ นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ราชบุรี) (มจธ.ราชบุรี) กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการผลิตเครื่องมือช่วยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผักกาดหัวบ้านคา อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี เนื่องจากทางกลุ่มผลิตสินค้าไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า และอยากพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐาน ทางผู้ใหญ่บ้านและนายก อบต.บ้านคา จึงได้มาขอรับคำปรึกษาและการสนับสนุนจากทาง มจธ.ราชบุรี โดยนำเครื่องหั่นไชโป้วที่เป็นเหล็กขึ้นสนิม มาให้ช่วยออกแบบ หลังจากนั้น 1 ปี ทางทีมนักวิจัย มจธ.ราชบุรี จึงได้เริ่มออกแบบและผลิตเครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์ไชโป้ว ประกอบด้วย เครื่องหั่น และเครื่องบีบอัดน้ำ โดยตัวเครื่องหั่นไชโป้วที่พัฒนาขึ้นใช้เป็น
กาแฟแม่ฮ่องสอน เป็นกาแฟสายพันธุ์คุณภาพที่ได้คัดเลือกให้สอดคล้องกับลักษณะพื้นที่ปลูก สูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 900-1,482 เมตร ชาวบ้านปลูกกาแฟแบบธรรมชาติและปลอดสารพิษ การเก็บเกี่ยวผลผลิต การคัดแยกเมล็ด การหมักบ่ม การตาก และการคั่วกาแฟ จะทำอย่างพิถีพิถันใส่ใจรายละเอียดในทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้มาซึ่งเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพดีที่สุด สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้กาแฟแม่ฮ่องสอนเป็นกาแฟคุณภาพเกรดดี มีชื่อเสียง และได้มาตรฐานสากล ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ถือเป็นแหล่งปลูกกาแฟอะราบิก้า คุณภาพดีแห่งหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ถือกำเนิดจากศูนย์พัฒนาชาวเขา จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับโครงการไทย-เยอรมันที่ต้องการให้เกษตรกรหันมาปลูกกาแฟเป็นอาชีพเสริม เพื่อช่วยรักษาสภาพดินและผืนป่าให้คงความอุดมสมบูรณ์แทนการทำไร่เลื่อนลอย เรียกได้ว่าเป็นกลไกสำคัญในการช่วยอนุรักษ์ป่าต้นน้ำในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน กาแฟยังนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่ช่วยยกระดับรายได้และพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนอีกด้วย พื้นที่ตำบลแม่เหาะ อยู่ในกลุ่มชุดดินที่ 62 จำนวน 182,663 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ภูเขาและเทือกเ
ผ้าหมักโคลน ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องแปลก เป็นภูมิปัญญาเก่าแก่ของชาวบ้านที่ปฏิบัติกันมายาวนานเพื่อดูแลรักษาให้เสื้อผ้าที่ใช้มีความทนทาน อายุการใช้งานนาน มีความนุ่ม สีสดเข้ม แนวทางนี้กลับมาได้รับความสนใจแล้วถูกนำมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะในวงการทอและย้อมผ้าพื้นถิ่นภายหลังสังคมปฏิเสธการใช้สารเคมี กลุ่มทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองบ้านสะง้อ เลขที่ 91 หมู่ที่ 2 บ้านสะง้อ ตำบลหอคำ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ มีผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายเป็นงานผ้าขาวม้าทอมือที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติจากเปลือกไม้ที่มีในชุมชน แล้วนำไปหมักโคลนแม่น้ำโขงช่วยทำให้ผ้านุ่ม สีเข้มสวย มีความทนทาน คุณสุพัตรา แสงกองมี หรือ คุณแยม กล่าวถึงที่มาของกลุ่มว่า ทำเป็นธุรกิจเข้าปีที่ 6 แต่ความจริงแล้วหัตถกรรมทอผ้าเป็นงานที่ชาวบ้านในพื้นที่ทำกันเป็นประจำ ทอใช้บ้าง ทอขายเล็กน้อยบ้าง แต่เมื่อคุณยายของคุณแยมเห็นว่าทำแล้วมีรายได้เกิดขึ้นจึงริเริ่มก่อตั้งกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อขึ้นเมื่อราวปี 2523 ทอผ้าพื้นเมืองที่เกิดจากการย้อมด้วยครามหรือลายผ้าขาวม้าอย่างที่เห็นวางขายทั่วไป จนเมื่อปี 2558 คุณสมพร แสงกองมี หรือ แม่สมพร ที่มีประสบการณ์ตัดเย็บผ้าในโรงงานมานานห
จากการสัมภาษณ์ คุณธนะ ภัทรธำรงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ภัทรธำรงค์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 408 ซอยเอกชัย 46 แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร 10150 โทรศัพท์ 02-417-2175 และ 086-393-0933 คุณธนะ เล่าว่า เดิมบริษัทผลิตกระเทียมดองน้ำผึ้งและผลิตน้ำผึ้ง ตราภูหลวง ส่งจำหน่ายตามร้านขายของฝากต่างๆ ทั่วประเทศเป็นเวลานานกว่า 20 ปี จดทะเบียนการค้าในนามโรงงานน้ำผึ้งภูหลวง ต่อมามีการพัฒนาการทางธุรกิจ จดทะเบียนการค้าชื่อ บริษัท ภัทรธำรงค์ จำกัด มีผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งโดยใช้ชื่อ น้ำผึ้ง Sun Forest และได้พูดถึงในการผลิตรวมถึงจุดเริ่มต้นในการแปรรูป จุดเริ่มต้นการขายน้ำผึ้ง คุณธนะ บอกว่า เมื่อก่อนบริษัทรับมา-ขายไป รับมาเป็นถัง เริ่มมาจากคุณพ่อคุณแม่ ทำมาประมาณ 20-30 ปี รับมาเป็นถัง 200 ลิตร เอามาบรรุจุใส่ขวดขายตามร้านขายของฝากทั่วไป โดยใช้ชื่อน้ำผึ้งภูหลวง แล้วมาเปลี่ยนเป็นซันฟอเรสท์ เลี้ยงผึ้งที่ไหน คุณธนะ อธิบายว่า บริษัทเลี้ยงผึ้งเอง แต่ไม่พอจำหน่าย จึงมีฟาร์มเลี้ยงมาส่งเลี้ยงอยู่ที่เชียงใหม่ 5-6 ฟาร์ม ส่วนใหญ่จะเลี้ยงที่อำเภอสารภี อำเภอแม่ริม อำเภอเชียงดาว แต่ไม่ได้เลี้ยงที่นั่นเป็นหลักจะย้ายมาจันทบุร
หนึ่งชีวิตกับลมหายใจที่มีอยู่ เส้นทางชีวิตของใครคนนั้นเป็นผู้กำหนดด้วยตัวเอง หากต้องการที่จะก้าวไปบนเส้นทาง เดินห่าง…จากความจน ให้ได้ชนิดสมบูรณ์แบบ ชีวิตนั้นไม่ได้เกิดจากบุญอุ้มสม หรือฟ้าช่วยลิขิต ทุกอย่างล้วนก่อเกิดขึ้นมาจากวิถีทางของผู้ที่มีไม่ท้อแท้บนเส้นทาง ก้าวไปอย่างมุ่งมั่นพร้อมนำความขยันและความอดทน มาร่วมเป็นเพื่อนก้าวเดินไปด้วยกัน เพราะทุกคนคือนักเดินทางผู้สู้ชีวิต ชีวิตนี้จึงมีแต่สู้ สู้ และสู้ๆๆๆ จนถึงเวลาสุดท้ายของชีวิต เจ้าของชีวิตจำเป็นต้องกล้าใช้ชีวิตตัวเอง อย่ากลัวชีวิต ก้าวหนึ่งที่เราเคยหกล้มลงจะสอนให้รู้ว่าก้าวต่อไปอย่างไร เพราะทุกก้าวล้วนมีรอยเท้าประทับไว้เสมอ ขอให้ทุกคนเรียกรอยเท้าเช่นนั้นว่าประสบการณ์นะครับ สวัสดีครับแฟนๆ ที่เคารพรักทุกท่าน ก่อนอื่นขอกราบขอบพระคุณแฟนๆ อย่างมากๆ จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน ที่ได้ให้แรงใจตลอดมา เนื่องจากจะได้รับการส่งเสียงไปหาที่โทร. 081-846-0652 หรือในเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ สมยศ ศรีสุโร หรือ ID Line. Janyos ชนิดไม่ขาดหาย ที่ผู้เขียนย้ำเสมอว่าปลื้มเป็นอย่างมากๆ คือบอกไปว่าชอบทุกเรื่องราวที่นำมาเสนอ สนุก ไม่เครียด ขอขอบคุณ
บนเส้นทาง เดินห่าง…จากความจน คิดดีทำดีก็สามารถเดินไปได้อย่างมีความสุข อาจจะไปช้าบ้างแต่เดินไปชนิดแน่นอน อย่าพยายามดูถูก และจงให้เกียรติตัวเองทุกการก้าวเดิน โลกใบนี้น่ารักน่าอยู่เสมอ แม้เราจะอยู่กับสิ่งเดิมๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน จะเป็นกลางวัน กลางคืน หรือดวงตะวันดวงเดิมก็ตาม แต่หากเราเปิดหัวใจให้กว้างแล้วจงมองในความงดงามด้วยวิธีคิดใหม่กับสายตาใหม่ พร้อมมีชีวิตอยู่สำหรับวันนี้เท่านั้น เมื่อวานผ่านไปแล้ว พรุ่งนี้ก็ยังมาไม่ถึง อย่าไปพยายามดึงเวลาแห่งอนาคตมาใช้ ทุกเรื่องราวที่เราได้สัมผัสเองนั่นย่อมหมายถึงการเรียนรู้ทั้งสิ้น หากจะว่ากันให้รู้ลึกลงไปถึงแก่นจริงๆ จากช่วงเวลาหนึ่งสู่ช่วงเวลาหนึ่ง บนเส้นทางของความเป็นมนุษย์ จะสามารถเรียนรู้กันชนิดไม่มีการสิ้นสุดตลอดชีวิต ก่อนอื่นขอสวัสดีและขอบพระคุณอย่างมากมายกับแฟนๆ จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน ที่เป็นแฟนประจำพร้อมให้กำลังใจกับคอลัมน์นี้มาตลอดเวลา ทั้งที่ส่งเสียงไปหา โทร. 081-846-0652 และทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ สมยศ ศรีสุโร หรือ ID LINE Janyos ขอบคุณจริงครับเมื่อมีแฟนๆ ให้แรงใจเช่นนี้ ผมมีแรงฮึดเพิ่มอีกเยอะ เพราะผมก็คือตัวผม และจะมีแ
ปลาดุกบิ๊กอุย (Hybrid catfish) เป็นปลาเศรษฐกิจที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงกันมาก เพราะปลาดุกบิ๊กอุยเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว ชุมชนตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นแหล่งเลี้ยงปลาดุกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 จนถึงปัจจุบันมีพื้นที่เลี้ยงปลาดุกกว่า 3,000 ไร่ เกษตรกรมีอาชีพเลี้ยงปลาดุกจำนวน 150 ครัวเรือน ในปี พ.ศ. 2557 เกษตรกรประสบปัญหาราคาปลาดุกตกต่ำมาก สร้างผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรจำนวนมาก เกษตรกรจึงรวมกลุ่มนำปลาดุกที่เลี้ยงมาแปรรูปเป็นปลาตัวขาย ช่วงปี พ.ศ. 2560 เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาได้รวมกลุ่มจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนลำไทรพัฒนา ภายใต้การนำของ คุณวีระวงศ์ ปั้นทองสุข ประธานกลุ่มการเลี้ยงปลาดุกนาแปลงใหญ่ตำบลลำไทร ขณะนั้นปลาดุกมีราคาตกต่ำ ไม่สามารถจับปลาออกขายได้ คุณวีระวงศ์จึงได้ทดลองนำปลาดุกมาแปรรูป โดยเริ่มจากนำปลาดุกตัวเล็กมาทำเป็นปลาแดดเดียว ขับรถจักรยานยนต์ขายตามชุมชน ด้วยรสชาติที่กลมกล่อม ถูกปากผู้บริโภคและราคาถูกจึงสามารถจำหน่ายได้ ปัญหาต่อมาปลาดุกตัวใหญ่ยังไม่สามารถออกขายได้ นำมาทดลองแปรรูปในรูปของปลาเส้น ซึ่งเดิมทีปลาเส้นทำเป็นสูตรดั้งเดิม แต่ไม่สา
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ขับเคลื่อนภาคเกษตรด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) หรือการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว โดยศึกษาแนวทางเพิ่มมูลค่า วัสดุเหลือใช้จากมะพร้าวอ่อน เช่น ทางมะพร้าวใช้คลุมโคนต้นมะพร้าวอ่อนเพื่อเป็นปุ๋ย หรือนำไปหมักในท้องร่องเพื่อนำไปทำปุ๋ยใส่ต้นมะพร้าวในสวน สามารถช่วยลดค่าปุ๋ยได้ ขณะที่บริษัท/โรงคัดบรรจุมะพร้าวมีสิ่งเหลือใช้ เช่น เปลือก จั่น และทะลายมะพร้าว ฯลฯ นำไปใช้ถมที่ ส่วนเปลือกมะพร้าวนำไปแปรรูปเป็นใยมะพร้าวก่อนนำไปเป็นชีวมวลของโรงไฟฟ้า หรือนำขุยมะพร้าวผสมดินขาย และนำไปผลิตถ่านอัดแท่งขาย และได้น้ำส้มควันไม้ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเผาถ่าน “ปุ๋ยจากเปลือกมะพร้าว” นำเปลือกมะพร้าว/ทางมะพร้าวมาเข้าเครื่องโม่ และนำไปหมักโดยผสมมูลไก่/มูลสุกร/มูลโค หรือผสมจุลินทรีย์ พด. และ กากน้ำตาล จนได้ปุ๋ยคอกจากเปลือกมะพร้าวเพื่อนำไปใส่ในสวนหรือขายต่อ โดยมีต้นทุนการทำปุ๋ยทั่วไปเฉลี่ยตันละ 800 บาท ขายได้ตันละ 2,000 บาท มีกำไรตันละ 658 บาท มีกำไรตันละ 1,200 บาท หากวัตถุดิบมาจากแหล่งผลิตอินทรีย์
สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง เริ่มต้นจากพักผ่อนร่างกายให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะผัก ผลไม้ พืชสมุนไพรหลากหลายชนิด ยิ่งช่วยปรับสมดุลธาตุทั้ง 4 ในร่างกาย ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ให้มีความสมดุล เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ ทำให้รู้สึกชีวิตมีพลัง กระปรี้กระเปร่า แลดูอ่อนเยาว์ สดใสอย่างเป็นธรรมชาติ วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน เล็งเห็นคุณประโยชน์ของสมุนไพรไทยจึงได้นำเสนอ “คำไทย” ขนมแคร็กเกอร์ รสเมี่ยงคำ หอม กรอบ อร่อย ช่วยปรับสมดุลธาตุทั้ง 4 ในร่างกาย สำหรับสมุนไพรไทยที่ใช้เป็นส่วนผสมในขนมแคร็กเกอร์ รสเมี่ยงคำ ประกอบไปด้วย “ขิง” ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ ต่อต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และช่วยเสริมธาตุลมในร่างกาย “หอมแดง” มีสรรพคุณช่วยแก้หวัด ป้องกันอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้คลื่นไส้อาเจียน และช่วยเสริมธาตุไฟในร่างกาย “มะนาว” มีรสเปรี้ยวขม ช่วยขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ ช่วยให้ชุ่มคอ และช่วยเสริมธาตุน้ำในร่างกาย “น้ำเมี่ยงคำ” มีรสหวาน รสเค็ม บำรุงกำลัง และช่วยเสริมธา
วันนี้และวันหน้า ภาคเกษตรไทยจะไปทางไหน เกษตรกรจะอยู่รอดกันอย่างไร จะลืมตาอ้าปากกันได้เมื่อไร จะหลุดพ้นภาระหนี้สินกันตอนไหน เริ่มเป็นหนี้จากรุ่นพ่อ ส่งต่อถึงรุ่นลูก พันผูกไปถึงลูกหลาน นั่นคือ สมการความยากจนโดยแท้จริง ปฐมเหตุแห่งปัญหาซ้ำซ้อน ไล่เรียงมาตั้งแต่คำถามที่ว่าเกษตรกรแต่ละคนผลิตอะไร ต้นทุนเท่าไร ขายได้ไหม ขายหมดไหม ขายให้ใคร ราคาเท่าไร คุ้มกับต้นทุนไหม เกษตรกรขาดทุนหรือมีกำไรกันแน่ แล้วใครเป็นคนมารับซื้อสินค้าเหล่านี้ไป ซื้อไปทำอะไร ขายต่อเป็นสินค้าขั้นปฐมภูมิหรือนำไปแปรรูป แปรรูปเป็นสินค้าอะไร คนซื้อสินค้าเกษตรหรือสินค้าแปรรูปคนสุดท้ายนั้นเป็นใคร? คำถามและคำตอบเหล่านี้แหละที่เกษตรกรผู้ผลิตที่ต้นน้ำส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้คิดกัน เกษตรกรไทยกี่ช่วงอายุคนมาแล้วที่ยังคงผลิตสินค้าแบบเดิมๆ ซ้ำๆ กันมาแบบนี้ จากรุ่นปู่ย่าตายายทำกันอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังทำกันแบบนั้นอยู่หรือไม่…ถ้ายังเป็นนั้นอยู่ก็คงจะรอดยากสำหรับภาคเกษตรไทยครับ ถ้าจะจัดช่วงในการผลิตทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ก็ตาม เราก็จะแบ่งได้เป็น 3 ช่วงหลักๆ ที่เรียกกันว่า ห่วงโซ่การผลิตหรือ Supply Chain นั่นคือ ต้นน้ำ กลางน้
