เทคนิคเกษตร
คุณสมพิศ ตันตวรนาท, คุณประชุม คำพุฒ, ว่าที่ร้อยโทกิตติพงษ์ สุวีโร, คุณธวัชชัย อริยะสุทธิ และคุณเดือนเต็ม ทิมายงค์ นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ออกแบบผลิตภัณฑ์หลังคาดินเผานูนต่ำ-นูนสูง สามารถลดความร้อนในอาคารได้เป็นอย่างดี โดยได้รับการเปิดเผยจากเจ้าของผลงานว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์หลังคาดินเผานูนต่ำ-นูนสูง เกิดจากแนวความคิดที่จะพัฒนารูปแบบของผิวหน้ากระเบื้องหลังคาดินเผาให้สามารถเก็บกักน้ำค้างได้ดีในตอนกลางคืน และสามารถระเหยเมื่อถูกแสงแดดในตอนกลางวัน ทำให้ภายใต้หลังคามีความเย็น ส่งผลให้ภายในอาคารที่พักอาศัยไม่ร้อน โดยออกแบบให้พื้นผิวหน้ามีลักษณะเป็นบ่อบุ๋มลงไป หรือเป็นปุ่มนูนขึ้นมา หรือเป็นสันนูนตามขวาง กำหนดให้มีความห่างของแต่ละจุดตามความเหมาะสม ทั้งนี้ต้องไม่ทำให้แผ่นกระเบื้องหลังคารับแสงได้น้อยลง หลังคาดินเผานูนต่ำ-นูนสูง ที่ออกแบบสามารถลดการใช้พลังงานภายในห้องพักอาศัยหลังจากมุงด้วยหลังคากระเบื้องดินเผานูนต่ำ-นูนสูง ลงได้มาก 3-5 องศาเซลเซียส ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานภายใน อาคารลงได้ถึง ร้อยละ 20 ทั้งนี้ ยังสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพ
คุณรุ่น ศรีทองแก้ว เกษตรกรชาวสวนยาง วัย 71 ปี อยู่บ้านเลขที่ 91 หมู่ที่ 4 ตำบลแพรกหา อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เล่าให้ฟังว่า ยึดอาชีพทำแกระเกี่ยวข้าว เป็นอาชีพเสริมมากว่า 40 ปี โดยรับมรดกตกทอดมาจากพ่อของภรรยา ซึ่งทำมาตั้งแต่สมัยโบราณ และมีเพียงแห่งเดียวในภาคใต้ “ภาวะปัจจุบันอาชีพการผลิตแกระเกี่ยวข้าวค่อนข้างจะซบเซามาก ทั้งนี้เนื่องจากว่า ชาวนาส่วนใหญ่จะหันมานิยมใช้รถเกี่ยวข้าวแทนกันแล้ว” คุณรุ่น เล่าว่า เดิมนั้น คุณแสง ชูช่วย ซึ่งเป็นพ่อของภรรยา คือ คุณวิไลวรรณ ศรีทองแก้ว เป็นผู้ผลิตแกระเกี่ยวข้าวเพียงผู้เดียว ส่งขายใน 14 จังหวัดภาคใต้ จนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ภายใต้ตราเคียวคู่ ต่อมาเมื่อคุณแสงถึงแก่กรรม ตนจึงได้ดำเนินการอย่างจริงจัง โดย 1 ปี ผลิตได้ประมาณ 1 แสนชิ้น ส่งขายตั้งแต่จังหวัดชุมพรจนถึงจังหวัดนราธิวาส โดยใช้แรงงานในครอบครัว ทั้งนี้ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะขายดีมาก จนต้องจ้างคนงานเข้ามาเสริม “ผมยึดอาชีพผลิตแกระเกี่ยวข้าวเป็นอาชีพเสริม มากว่า 40 ปี ส่งขายตั้งแต่ อันละ 2 บาท ปัจจุบัน ส่งขายอันละ 15 บาท แต่มีผลิตน้อย ประมาณ ปีละ 10,000 อัน เนื่องจากว่าชาวนาส่วนใหญ่จะจ้างรถเก
อาชีพเกษตรกรรม ถือได้ว่าเป็นอาชีพหลักของคนไทยที่สืบทอดกันมาช้านาน จนทำให้เกิดงานอาชีพที่ใกล้เคียงและเสริมสร้างงานทางการเกษตรเกิดขึ้นมากมาย เช่น การทำปุ๋ย การทำเครื่องมืออุปกรณ์เพื่อใช้ในการเกษตร รวมถึงการทำภาชนะบรรจุผลผลิตทางการเกษตร เช่น “ก๋วย” หรือภาคกลางเรียกว่า “เข่ง” พบมากทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เรียกได้ว่าเป็นแหล่งผลิตก๋วยที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่งในภาคเหนือ คุณวรรณ ยามเมาะ ชาวบ้านใหม่สามัคคี อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ตนยึดการสานก๋วยเป็นอาชีพเสริมภายหลังทำการเกษตร มากว่า 10 ปี โดยไม้ไผ่ที่นำมาสานก๋วยปลูกไว้เอง มีพันธุ์ไผ่บ้าน ไผ่ป่า และไผ่ซางป่า “ไม้ไผ่ ที่นำมาสานใช้ไม้ไผ่อายุประมาณ 1–5 ปี ขึ้นไป ที่สำคัญต้องเป็นไม้ไผ่สดเท่านั้น เนื่องจากถ้าเป็นไม้ไผ่แห้งจะหักง่าย จากนั้นนำไม้ไผ่มาตัดให้ได้ความยาว 1.62 เมตร หลังจากนั้น ใช้มือหรือเครื่องจักรผ่าไม้ไผ่ให้เป็นซีกๆ แล้วตัดส่วนที่เรียกว่า ตาไม้ทั้งตานอกและตาในให้หมด นำเข้าสู่เครื่องจักรเพื่อผ่าเป็นซีกให้เล็กๆ บางๆ เรียกว่า “ตอก” แล้วนำไปตากแดดประมาณ 1 วัน เพื่อให้ตอกแห้ง และป้องกันการเ
อาจารย์ประพัฒน์ กุสุมานนท์ นักปราชญ์เมืองอุตรดิตถ์ ได้กรุณาเล่าเรื่องราวฤทธิ์เดชของ “เหล็กน้ำพี้” ที่บ่อพระแสงให้ผมฟังขณะพาผมไปดูว่า บ่อแร่เหล็กกล้าที่เรียกกันว่า “เหล็กน้ำพี้” อยู่ในพื้นที่ตำบลน้ำพี้ แต่เดิมขึ้นอยู่กับอำเภอทองแสนขัน ใช้เวลาเดินทางจากตัวจังหวัดอุตรดิตถ์ถึงบ่อเหล็กน้ำพี้ ราว 40 นาที ตำนานอำเภอทองแสนขันนั้น มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า คือ ตำบลบ่อทอง ซึ่งเป็นตำบลที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งมานานแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร เป็นชุมชนที่มีผู้คนหนาแน่น ชื่อว่า “หมู่บ้านแสนขัน” ครั้งนั้นมีพรานคนหนึ่ง เดินทางมาจากดินแดนล้านช้างเพื่อตามล่าช้างที่บริเวณแถบนี้ ซึ่งเข้าใจว่าคงจะมีช้างป่าชุกชุม ทุกวันนี้ก็ยังปรากฏหมู่บ้านท่าช้างอยู่ทางใต้หมู่บ้านแสนขัน สันนิษฐานว่าคงตั้งชื่อตามท่าน้ำที่ช้างใช้ดื่มและอาบเป็นประจำนั่นเอง เมื่อพรานล่าช้างได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านก็ได้ทราบว่า จะมีการก่อสร้างวัดพระแท่นศิลาอาสน์ จึงเกิดศรัทธาจะร่วมทำบุญก่อสร้างวัดด้วย เมื่อเดินทางกลับภูมิลำเนา จึงได้ชักชวนสมัครพรรคพวกร่วมกันบริจาคทอง นับได้จำนวนแสนขัน แล้วนำทองมาเพื่อสร้างวัดดังก
มีเสียงบ่นจากผู้ทำอาชีพขายขนมไทยและขนมหวานแบบดั้งเดิมว่า มีขั้นตอนกรรมวิธีมากมายกว่าจะทำเสร็จ ต้องใช้คนทำมากมาย ที่สำคัญคนทำเหล่านั้นต้องมีทักษะและความชำนาญมากพอถึงจะปล่อยได้ รวมไปถึงต้นทุนวัตถุดิบหลายชนิดต่างมีราคาพุ่งแบบไม่เกรงใจคนทำอาชีพนี้เลย ดังนั้น ด้วยเหตุผลเช่นนี้ อาจจึงไม่ค่อยปรากฏร้านขายขนมเช่นว่าดาษดื่นดั่งเช่นในอดีต แต่หากที่พอมีขายอยู่ดูเหมือนรสชาติการปรุงส่วนผสมบางแห่งยังไม่เข้มข้นโดนใจเสียเลย… ผู้อาวุโสท่านหนึ่งแนะนำร้านขายขนมไทยและขนมหวานเจ้าหนึ่งในตลาดบางเขน ผู้แนะนำท่านเดิมระบุว่า ร้านนี้ทำขนมที่ได้รสชาติชนิดถึงเครื่องเพราะกลัวเสียชื่อ!! ร้านนี้มีชื่อว่า “ขนมหวาน อ่างทอง” เพราะทั้งครอบครัวอพยพมาจากอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว เริ่มทำขนมไทย ขนมถ้วย ขนมกล้วย และขนมตาล คุณดารา จันทร ผู้ที่มีบทบาทในฐานะคนทำขนมมือหนึ่งของร้านนี้ บอกว่าความลำบากยากเข็ญในการทำนาจนแทบไม่มีกำไรคือเหตุผลที่ถูกผลักดันเข้ามาหาอาชีพอื่นทำในกรุงเทพฯ เธอบอกว่าตอนนั้นอายุเพียง 18 ปี แล้วมาเช่าบ้านเลขที่ 2008/89 ซอยเสนานิคม 1 พหลโยธิน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหลั
ผมจำได้ว่า ตอนที่ “พี่เล่” คุณกนกพร ดิษฐกระจันทร์ บอกว่า ที่บ้านเธอ แถบตำบลเจดีย์ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี มีทำกะปิกินกันเองจากกุ้งฝอยน้ำจืด แถมยังทำกันมาก เรียกว่าหลายบ้านเลยทีเดียวนั้น ผมก็ยังนึกภาพไม่ออก ว่ามันจะเป็นยังไง ของบางอย่าง เมื่อไม่เคยพบเคยเห็น ไม่อยู่ในวัฒนธรรมของเรา มันจินตนาการไม่ได้นะครับ คล้ายๆ กับจะให้คนรุ่นอายุสักยี่สิบสามสิบปีนึกถึงน้ำปลาดิบในไหดินเผาฝาซีเมนต์รัดเชือกหรือหวายถัก ก็ต้องนึกไม่ออกแน่ๆ เลย จนเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีงานทำบุญเล็กๆ ที่ “กลุ่มส่งเสริมเกษตรกรอู่ทอง” จัดกันที่แหล่งเรียนรู้วิถีฅนธรรม ที่บ้านของพี่เล่นั้นเอง มีเวิร์กชอปเล็กๆ ให้ผู้สนใจได้ลองทำพิซซ่า มัฟฟิน และขนมปังจากแป้งข้าวพื้นบ้าน ผมกับพรรคพวกเลยได้โอกาสไปแวะเยี่ยมละแวกหมู่ที่ 3 บ้านตาลลูกอ่อน หมู่บ้านริมทุ่งทางด้านตะวันออกของเมืองโบราณอู่ทอง ได้เห็นกิจการขนาดย่อมๆ ของกลุ่ม ที่มีสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่าง ข้าว น้ำพริก ผักสดๆ จำหน่ายในราคาย่อมเยา ที่ผมชอบ เป็นน้ำหวานจากงวงมะพร้าวสดที่ผ่านขั้นตอนถนอมอาหารอย่างดี เก็บรักษาไว้ได้นานกว่าสองเดือน โดยรสชาติหวานฉ่ำนั้นไม่เปลี่ยนเลยแหละค
“ เถาวัลย์น้ำตาแม่หม้าย ” เป็นชื่อวัชพืชที่พบได้ทั่วไป ในสวนส้มเขียวหวาน ของพื้นที่อำเภอลอง และอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ในอดีตเถาวัลย์เหล่านี้ รุกรานพื้นที่การเกษตรอยู่เป็นประจำ ชาวบ้านพยายามหาทางกำจัดวัชพืชชนิดนี้อยู่เสมอ เพราะเป็นวัชพืชที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ยากแก่การควบคุม เนื่องจากวัชพืชชนิดนี้ มีความเหนียวมาก ชาวบ้านต้องใช้เรี่ยวแรงค่อนข้างมากในการกำจัด ใช้วิธีดึง ถาง หรือตัดฟันอย่างไร เถาวัลย์ก็ไม่ยอมขาดง่ายๆ มีเรื่องเล่าขานว่า เจ้าของสวนส้มรายหนึ่ง เป็นแม่หม้ายอาศัยอยู่ตัวคนเดียว ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนพวกผู้ชาย เมื่อต้องไปกำจัดเถาวัลย์ในแต่ละครั้งถึงกับร้องไห้น้ำตาตกเพราะทำงานเหนื่อยยากแสนสาหัส กว่าจะตัดฟันเถาวัลย์ให้ขาดลงได้ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ เถาวัลย์น้ำตาแม่หม้าย ” มาจนถึงทุกวันนี้ แปรรูปวัชพืชไร้ค่า… เป็นสินค้ามีราคา ปี 2537 คุณบัวคลี่ ส่างกันจันทร์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 บ้านใหม่ อ.วังชิ้น ได้นำเถาวัลย์น้ำตาแม่หม้าย มาทดลองประดิษฐ์ เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ภายในครัวเรือน เช่น กระจาด ตะกร้า ถาด กระเช้าผลไม้ ตระกร้าใส่เสื้อผ้า ฯลฯ ปรากฏว่า ขายดิบขายดี เพราะท
อดีตอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ในประเทศไทยมีมาช้านานแล้ว เกินกว่า 6 ทศวรรษ โดยคนไทยจะเลี้ยงกันกระจายไปตามหัวเมืองและในเมือง หัวเมืองที่เลี้ยงกันอยู่ในเวลานั้น คือนครปฐม ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ ในเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร ในย่านบางแค บางเขน บางบัว ที่เลี้ยงริมถนนพหลโยธิน ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นคือ ท่านอาจารย์หลวงสุวรรณ วาจกกสิกิจ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยุคที่มีคำพังเพยออกมาฮิตที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ว่า “กินไข่วันละฟอง ไม่ต้องไปหาหมอ” สมัยนั้นพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงเป็นไก่ไข่นั้น มีตั้งแต่พันธุ์ขนสีขาว ที่เรียกว่า พันธุ์เล็กฮอร์น พันธุ์ขนสีลายเทา เรียกว่า พันธุ์ไก่บาร์พลีมัทร็อค และพันธุ์ขนสีน้ำตาล เรียกว่า ไก่พันธุ์โร้ดไอร์แลนด์เรด ฟองไข่สีน้ำตาล แต่คนไทยนิยมไข่ฟองสีขาว ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นฟองสีน้ำตาลครองตลาดมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนโรงเรือน เลี้ยงในกรงตับช่องตัว ฟาร์มขนาดใหญ่มีไม่ถึงหมื่นตัว เล็กสุด 200-500 ตัว เท่านั้น มาถึงปัจจุบัน การเลี้ยงไก่ไข่กลายเป็นธุรกิจที่ใหญ่โต มีการเลี้ยงกันมาก ฟาร์มละเป็นล้านๆ ตัว ที่ขอนแก่น พระนครศรีอยุธยา และนครนายก ถึงแปดริ้
สมัยนี้ คุณสาวๆผู้รักความผอมเพรียวต่างพากันชิงชังรังเกียจ “ธัญพืช” ในฐานะที่มันเป็นอาหารในกลุ่มแป้ง แหล่งพลังงานที่อาจเป็นอันตรายต่อการรักษารูปร่างและน้ำหนักของพวกเธอ หลายคนถึงขั้นลุกขึ้นมาประกาศ “งดแป้ง” หรือ “พร่องแป้ง” เป็นกระแสแรงไปทั่วโลก อันนี้ก็ไม่อยากโทษอีตา ดร.โรเบิร์ต แอตกินส์ฝรั่งเจ้าของทฤษฎีพร่องแป้ง (Atkins’ Diet) เพื่อลดน้ำหนักที่โด่งดังคับโลกหรอกนะ แต่ยังไงในฐานะคนกินข้าวมาแต่อ้อนแต่ออกขอยืนอยู่ข้างคนกินข้าวไว้ก่อนดีกว่า เพราะยังไม่ปักใจเชื่อว่าการงดข้าวหรือแป้งแล้วกินแต่โปรตีนล้วนๆกับผักจำนวนหนึ่งมันจะทำให้ผอมและมีสุขภาพดีในระยาวอย่างถาวรจริงหรือ แล้วแป้งนี่มันดีหรือไม่ดีกันแน่? ก่อนอื่น เรามาหานิยามกันก่อนดีกว่าว่าธัญพืชนี่คืออะไรกันแน่ ฉันอ่านหนังสือหลายเล่ม รวมทั้งถาม อากู๋-กูเกิ้ล จนตาเปียกตาแฉะ ได้ความพอสรุปเกี่ยวกับธัญพืชดังนี้ เมล็ดธัญพืชภาษาอังกฤษเรียกรวมๆว่า cereal grain ใช้เรียกเฉพาะพืชในกลุ่มหญ้าวงศ์ Gramineae และ Poaceae ซึ่งเป็นอาหารหลักของประชาการส่วนใหญ่ในโลกนี้ และอันที่จริงก็คือบรรดา “ข้าว” นั่นเอง Cereal มีรากศัพท์มาจากคำว่า Ceres ซึ่งเป็นเทพเจ้า
ศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ โครงการตามพระราชดำริฯ มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือเกษตรกร ให้เกิดเป็นรูปธรรมมากที่สุด เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร และรักษ์สิ่งแวดล้อม ตามแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9และดำเนินกิจกรรมตามแนวทางพระราชทาน ภายใต้ร่มพระบารมี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ที่ทรงมีพระเมตตา พระราชทานโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ซึ่งศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ ได้น้อมนำแนวทางการทำงานพระราชทานนี้ เป็นปณิธานในการปฏิบัติงานเพื่อพี่น้องประชาชนตลอดมา โครงการ “หนึ่งใจ บูโอโน่ ผลิตน้ำหมักรักษ์สิ่งแวดล้อม” กิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ตามแนวทางพระราชทานในรัชกาลที่ 10 ตามพระราโชบายโดยมีต้นแบบคือ โครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” นั้น เป็นโครงการที่มีเป้าหมายในการนำสิ่งเหลือใช้จากกระบวนการผลิตของ บริษัท บูโอโน่ ประเทศไทย จำกัด มาศึกษาวิจัยและพัฒนา ให้เกิดเป
