เทคนิคเกษตร
ปัจจุบัน มีสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จำนวนกว่า 12 ล้านคน องค์กรสตรี กว่า 15,000 องค์กร สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ แก่กลุ่มสตรี กว่า 26,000 โครงการ เป็นเงิน 3.1 พันล้านบาท ส่งเสริมบทบาทและพัฒนาศักยภาพสตรีและเครือข่าย กว่า 5,000 โครงการ เป็นเงิน 339 ล้านบาท นายปรีชา กิตติสัตยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เปิดเผยว่า แม้สังคมไทยจะให้ความสำคัญกับบทบาทสตรีในด้านต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงมีการยอมรับในความเท่าเทียมกันระหว่างชาย-หญิง มากขึ้น แต่ปัจจุบันยังคงมีสตรีถูกเลือกปฏิบัติและขาดความเสมอภาคอยู่มาก รัฐบาลจึงมีนโยบาย จัดตั้ง “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” เพื่อส่งเสริมศักยภาพและบทบาทของสตรีในทุกด้าน รวมทั้งมุ่งลดผลกระทบจาก ปัญหาสตรีที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวหรือขาดโอกาสในสังคม โดยมีสำนักงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี (สกส.) กรมการพัฒนาชุมชน เป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนภารกิจ “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เป็นกองทุนที่เกิดขึ้นเพื่อให้สตรีได้เข้าถึงแหล่งทุน หรือเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ วงเงินสูงสุดโครงการละ 200,000 บาท ดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี นำไปประกอบอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้
มีผักยืนต้นชนิดหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนคนไทยเพิ่งรู้จักหน้าค่าตา รู้จักเอายอดและใบอ่อนมากินกันเมื่อไม่นานมานี้เอง นั่นก็คือ มะตูมแขก หรือมะตูมซาอุ หรือพริกไทยซาอุ (Brazilian pepper tree) ผมจำได้เลาๆ ว่าเริ่มเห็นมีวางขายเป็นกำๆ เมื่อราว 10 ปีก่อนนี้เอง หลังจากที่เริ่มรู้จักไม่นานนัก ที่มาที่ไปของมันก็ยังเล่าต่างๆ กันไป บ้างว่านำเข้ามาขายเป็นไม้ประดับตามร้านขายต้นไม้ก่อน บ้างว่าคนงานไทยสมัยไปทำงานซาอุฯ เก็บเอายอดมากินกับแจ่วกับป่น เพราะกลิ่นใกล้เคียงกับยอดมะตูมไทยมาก พออร่อยติดใจก็เลยเอาเม็ดเอากิ่งกลับมาเพาะที่บ้านเกิด เราเลยพบต้นมะตูมแขกนี้ในเขตภาคอีสานเป็นส่วนใหญ่ บางทีผมพบขึ้นอยู่ริมทาง สูงร่วมสามเมตรก็มี กลิ่นใบที่หอมคล้ายมะตูมไทย เนื้อใบที่กรอบ และรสฝาดมันอร่อย ทำให้ติดอันดับผักสดที่คนอีสานชอบกินอย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้มีขายตามร้านผักสดแบบลาวทุกร้านก็ว่าได้ และแม้ผมยังได้เห็นคนซื้อหยิบขึ้นมาถามด้วยความสงสัยบ่อยๆ ว่า นี่คืออะไร แต่ก็ได้ยินคนขายบรรยายสรรพคุณ และเชียร์ให้ซื้อไปกินกับลาบก้อยได้ทุกครั้งไป มะตูมซาอุ หรือ มะตูมแขก (Brazilian pepper tree) นี้ เป็นพืชยืนต้นขนาดเล็ก สูงราว 5 เมตร นิย
ในช่วงอากาศร้อนๆ “ไอศกรีม…เย็นฉ่ำชื่นใจ” เป็นสินค้าขายดีที่ถูกใจผู้ซื้อทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีมแบบถ้วยตัก หรือไอศกรีมแบบแท่ง ยิ่งเป็นไอศกรีมกะทิสด ไอศกรีมรสนม ไอศกรีมรสผลไม้ ฯลฯ ที่มีรสชาติอร่อย โดนใจผู้ซื้อ ขายดีเทน้ำเทท่า “ไอศกรีม” ธุรกิจสร้างเงินสร้างอาชีพ “ไอศกรีม เป็นธุรกิจสร้างเงินสร้างอาชีพที่มั่นคงได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว” นี่คือ คำกล่าวยืนยันจากชีวิตจริงของ “อาจารย์มานะ พชนะโชติ” ซึ่งเป็นวิทยากร อบรมการทำไอศกรีม ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) อาจารย์มานะ พชนะโชติ เกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นลูกคนที่ 5 ในพี่น้อง 7 คน ตั้งแต่เกิดก็ได้เห็นที่บ้านทำไอติมหลอดขายตามโรงเรียน ต่อมา ปี 2527 อาจารย์มานะย้ายมาอยู่กับลุงทำอาชีพขายไอติมหลอดอยู่ที่จังหวัดระยอง ที่นี่อาจารย์มานะได้เรียนรู้เรื่องการทำไอศกรีมนมตัดเสียบไม้เพิ่มมาอีกอย่าง สะสมความรู้เรื่องการทำไอศกรีมในทุกกระบวนการผลิต อาจารย์มานะจึงทำอาชีพค้าขายไอศกรีมนมตัดเสียบไม้และไอติมหลอดไม้แดง ปี 2534 อาจารย์มานะ เป็นทหารรับใช้ชาติอยู่ 2 ปี หลังจากนั้นกลับมาค้าขายไอศกรีม ประมาณ 2 ปี รู้สึกเบื่อจึงหันไปทำงานเป
“พรรณไม้น้ำ” เป็นสินค้าเกษตรชนิดหนึ่งของไทยที่ได้รับการยอมรับจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะพรรณไม้น้ำสกุล Anubias ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดสหภาพยุโรป (EU) สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยมีมูลค่าการส่งออกปีละกว่า 50 ล้านบาท ที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าพรรณไม้น้ำมีปัญหาไส้เดือนฝอยศัตรูพืชติดไปกับสินค้า ทำให้ประเทศผู้นำเข้าปลายทางเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้ามากยิ่งขึ้น จากปัญหาดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาการผลิตพรรณไม้น้ำปลอดไส้เดือนฝอยศัตรูพืชเพื่อการส่งออก ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาไส้เดือนฝอยในสินค้าพรรณไม้น้ำได้สำเร็จ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและทำให้สินค้าพรรณไม้น้ำของไทยมีทิศทางสดใสในตลาดโลก ดร.นุชนารถ ตั้งจิตสมคิด ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า พรรณไม้น้ำเป็นสินค้าที่ไทยมีการส่งออกมาเกือบ 20 ปี โดยส่งออกควบคู่ไปกับปลาสวยงาม แต่ที่ผ่านมา ประเทศผู้นำเข้าโดยเฉพาะ EU ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าสินค้าพรรณไม้น้ำเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเกรงว่าจะมีไส้เดือนฝอยศัตรูพืชติดไปกับรากพรรณไม้น้ำที่นำเข้าและไปแพร่ร
ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ กระแสเปิดร้านกาแฟในบ้านเราก็ยังมาแรงอยู่ ยังเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้ก้อนโต หากอยู่ในทำเลทอง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนก็อยู่ในสภาพเดียวกัน ถ้าใครไปเวียดนามจะเห็นชัดเจนว่าในเมืองหลวงอย่างฮานอยหรือเมืองเศรษฐกิจอย่างโฮจิมินห์ธุรกิจร้านกาแฟก็ยังไปได้ดี และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในย่านที่มีชาวต่างชาติ และถ้าใครไปประเทศสหภาพเมียนมาก็จะเห็นในรูปแบบเดียวกัน เทรนด์ร้านกาแฟสมัยใหม่ อย่างที่เมียวดี ร้านกาแฟเริ่มมีความทันสมัยใหม่ขึ้น เช่นเดียวกับที่เกาะสองหรือวิกตอเรียพอยท์ตรงท่าเรือก็จะมีร้านกาแฟแบบเดียวกับบ้านเรา แต่อาจจะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดตรงที่ร้านกาแฟในเกาะสอง ขายทั้งอาหารคาวและหวาน และเปิดมุมกาแฟพร้อมกันไปด้วย ร้านกาแฟแบบเดิมของพม่าที่นั่งเก้าอี้เตี้ยๆ ก็ยังเปิดให้บริการอยู่ ซึ่งจะมีขนมนมเนย บางเจ้าก็มีซาลาเปาวางไว้ให้ลูกค้าได้เลือกรับประทานตามใจชอบ ร้านกาแฟแบบพม่า เป็นกาแฟสมัยก่อน ขายราคาแก้วละ 10 บาท คนพม่าส่วนใหญ่ชอบดื่มชามากกว่า ส่วนคนหนุ่มสาวชอบดื่มกาแฟคาปูชิโน่ และกาแฟรสเอสเพรสโซ่ อย่างที่ทราบกันดีว่า เวลานี้พม่าเป็นประเทศเนื้อหอม ใครๆ ก็อยาก
สมัยนี้เงินทองหายากเหลือเกิน จะใช้จ่ายอะไรแต่ละทีต้องคิดหนัก เพราะข้าวของแต่ละอย่าง มีราคาแพง หากใครเจอปัญหาเครื่องสูบน้ำเสีย ซ่อมไม่ได้ จะตักน้ำขึ้นมารดแปลงเพาะปลูก ก็เหนื่อยเสียเวลา สามารถแก้ไขปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้วิธีดัดแปลงเครื่องตัดหญ้าที่มีอยู่มาเป็น ” เครื่องสูบน้ำ ” ตามคำแนะนำของ คุณวิไล นาลา เกษตรกรชาวจังหวัดขอนแก่น เพียงเท่านี้ก็ช่วยประหยัดเงินไปได้ก้อนโต คุณวิไล พื้นที่การเกษตรอยู่นอกเขตชลประทาน ไม่มีไฟฟ้าที่จะเอื้ออำนวยต่อการสูบน้ำในการเพาะปลูกพืช จึงมักทำการเกษตรได้เฉพาะฤดูฝน และบ่อยครั้งต้องประสบปัญหาพืชขาดน้ำ เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งจึงปล่อยให้พื้นที่ว่างเปล่า เพราะไม่สามารถจัดหาน้ำมาใช้เพาะปลูกพืชได้ แต่คุณวิไลไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น เธอใช้ภูมิปัญญาดัดแปลงเครื่องสูบน้ำแบบสะพายให้เป็นเครื่องสูบน้ำปลูกพืชผัก ทำรายได้ในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี ปัจจุบัน คุณวิไล นาลา อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 356 หมู่ที่ 9 บ้านนาดี ตำบลกุดธาตุ อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น โทร. (090) 586-0378 คุณวิไล-คุณพรรณี นาลา สองสามีภรรยา ให้ข้อมูลว่า มีอาชีพทำนา ในฤดูฝนทำนาปี ส่วนฤดูแล้งห
เม็ดพืชที่ขบเคี้ยวกันส่วนใหญ่จะเป็นเม็ดจากธัญพืช ซึ่งเป็นถั่วชนิดต่างๆ แต่ไม่ได้มีเฉพาะเม็ดธัญพืชที่ขบเคี้ยวได้ เม็ดพืชอื่นๆ คนเราก็นำมาเป็นของกินเล่นได้เช่นกัน เม็ดกวยจี๊ คือเม็ดแตงโมก็เป็นเม็ดพืชขบเคี้ยวยอดนิยมในสมัยก่อน กินมากๆ แสบริมฝีปากเพราะสัมผัสกับความเค็มที่เคลือบเม็ดอยู่ เม็ดกวยจี๊มาจากวัฒนธรรมการกินของคนจีน ต่อมาเม็ดทานตะวันเข้ามาทดแทนเพราะทะนุถนอมริมฝีปากได้ดีกว่า เนื่องจากเม็ดทานตะวันไม่มีเกลือในการคั่ว ประกอบกับมีคุณประโยชน์มากมายหลายอย่างมากกว่าเม็ดกวยจี๊ เกาลัดป่าซึ่งมีอยู่ในป่าทางภาคใต้ในสมัยก่อน นำมาคั่วขายในงานวัดเป็นสิ่งหนึ่งที่เด็กๆ นิยมกินกัน โดยใช้ฟันขบเปลือกให้แตกกินเนื้อใน เกาลัดป่าจะมีขนาดเล็กและเป็นสีน้ำตาลอ่อน ไม่เหมือนกับเกาลัดจีนที่มีขนาดใหญ่และสีน้ำตาลดำเข้ม เม็ดกระบกคั่วถือเป็นอัลมอนต์แห่งภาคอีสาน มีกินกันทั่วไปทางภาคอีสาน ระบาดมาทางภาคกลางพอได้ลิ้มรสบ้างแต่ก็มีไม่มากนัก ส่วนเม็ดมะขามคั่วไว้กินเล่นยามขาดแคลนก็ซาความนิยมเนื่องจากแข็งมาก เม็ดบัวทางภาคกลางก็นิยมกินเล่นสดๆ กัน ปัจจุบันก็ไม่ได้รับความนิยม แต่เป็นที่รำลึกถึงความหลังเท่านั้น ในปัจจุบันนอกจากธัญ
คนภาคเหนือแถบเชียงใหม่ แพร่ น่าน ชอบกินบวบลูกเล็กจิ๋วที่เรียก “มะนอยต๊อบ” ส่วนใหญ่ก็ลวกหรือต้มกินกับน้ำพริกนะครับ ผมเองเพิ่งได้ไปเดินเล่นที่กาดแลงของอำเภอปัว จังหวัดน่าน มาเมื่อหลายวันก่อน ได้จับจ่ายของจุ๊กจิ๊กๆ มากินเล่นอย่างเพลินทีเดียว เช่น ข้าวกั้นจิ้น แอบหมู แอบสมองหมู ไก (สาหร่ายน้ำ) นึ่ง ได้ “น้ำผัก” แบบล้านนาแต๊ๆ มาถุงหนึ่ง กับมะนอยต๊อบอีกหนึ่งกอง กลับมาถึงบ้าน ผมคิดว่าจะกินมะนอยต๊อบยังไงดี ในที่สุดตัดสินใจปรุงสำรับที่เคยทำแล้วเมื่อหลายปีก่อน คือ “เลียงแห้ง” ครับ ปกติแล้ว เลียงหรือแกงเลียงคือแกงซดน้ำ มักปรุงใส่พริกไทยมาก โดยมีสูตรมาตรฐานที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน แต่ทว่า ก่อนหน้าที่แกงเลียงจะมามีนิยามเป๊ะๆ แบบนี้ “เลียง” เคยเป็นคำกริยาด้วย หมายถึงการเอาผักมาต้ม ไม่ใส่พริก ปรุงรสอ่อนๆ เท่านั้นเอง มาทุกวันนี้แหละครับที่หมายความเฉพาะถึงแกงน้ำใสที่มีกลิ่นใบแมงลักนำหน้า ที่จริง ผมไม่ชอบชื่อ “เลียงแห้ง” นี้นัก แต่มันสื่อให้เข้าใจได้ง่ายกว่าชื่ออื่นน่ะครับ ถ้าจะให้อธิบายอย่างรวบรัด นี่ก็คือการปรุงแกงเลียงในขั้นตอนแบบผัดเท่านั้นเอง เราต้องปรุงเครื่องแกงเลียงก่อนครับ โดยตำพริกไทยเม็ด (ผมใ
กล้วยน้ำว้าเป็นพืชอาหารที่มีความใกล้ชิดกับคนไทยมาเนิ่นนานแล้ว สมัยก่อนเก่าเด็กเกิดมาก็จะใช้กล้วยน้ำว้าสุกงอมบดป้อนให้เด็กได้กิน ซึ่งจะพบได้ตามชนบททั่วไปในปัจจุบัน แต่ตามหลักการแพทย์นั้นอาจทำให้เด็กท้องอืดเป็นอันตรายได้ถ้าเป็นเด็กแรกเกิด จึงควรใช้กับเด็กอายุ 4 เดือนขึ้นไป ผู้เขียนได้ติดตามดูแลการเกษตรของเกษตรกรในเขตของตำบลห้วยงู อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท พบว่าเกษตรกรนิยมปลูกกล้วยน้ำว้ากันมากบริเวณหลังบ้านพักและหัวไร่ปลายนา อีกทั้งปลูกในสวนไม้ผลที่ปลูกใหม่เพื่อเป็นร่มเงาให้กับไม้ผลที่ยังไม่แข็งแรงและเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งก่อนที่จะได้ผลผลิตหลัก ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกประมาณ 215 ไร่ แต่การดูแลรักษานั้นมีไม่มากนักส่วนใหญ่จะปล่อยทิ้ง ดังนั้น จึงขอให้ดูแลบ้าง เพียงหมั่นแยกหน่อทิ้งบ้าง ในกอหนึ่งๆ ควรมีกล้วยประมาณ 2-4 ต้น จะได้ไม่แย่งอาหารกัน เมื่อกล้วยออกดอก (ปลี) และติดผลเต็มที่แล้ว ควรตัดปลีที่เหลือทิ้ง ผลกล้วยจะโตได้รวดเร็วและให้ผลขนาดใหญ่ ปัญหาที่พบคือผลผลิตที่มีออกมากในฤดูกาลจะมีมากทำให้ราคาตกต่ำ จึงส่งเสริมให้เกษตรกรนำมาแปรรูป เพื่อการเพิ่มมูลค่าผลผลิต ดังนั้น ในช่วงนี้กล้วยน้ำว้าออก
ถนนพหลโยธินที่ทอดยาวจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปถึงจังหวัดเชียงราย ถนนนี้ในสมัยนั้น เป็นถนนลาดยาง รถยนต์วิ่งแถวเดียวสวนกันไปมา ตรงสะพานควายจะเป็นตลาด มีร้านค้าหนาแน่น แล้วต่อจากนั้นก็มีแต่ถนน ด้านข้างมีต้นไม้ใหญ่ปลูกข้างทางเรียงเป็นแถว มีลำคลองขนานไปกับถนน เมื่อผ่านสามแยกลาดพร้าวมาสักพัก ก็จะถึง แถวของร้านค้าที่มีจักรยานจอดเรียงกันเป็นแถว ตรงนี้เรียกว่าสามแยกเกษตร ซึ่งตอนกลางวันจะมีรถวิ่งผ่านไปมาอยู่เรื่อยๆ แต่ตกค่ำแล้ว นานๆ จึงจะมีรถมาสักคัน มีแต่จักรยานขี่ไปมา เหมือนเมืองคาวบอยที่มีแต่ม้า ที่นี่ ห่างจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิประมาณ 15 กิโลเมตร จำได้ไหมครับ ถิ่นเดิมของเรา “เกษตรบางเขน” ชีวิตนิสิตเกษตร เมื่อระหว่างปี 2507-2511 ซึ่งผ่านมากว่า 50 ปีแล้ว เมื่อถึงปลายเดือนมกราคม ถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย คือวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ในช่วงนั้นเป็นเวลาที่ทางมหาวิทยาลัยได้จัดให้มีงานลีลาศโต้รุ่งกลางทุ่งบางเขน หลังหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย งานนี้มีชื่อเสียง เคยได้ยินมาตั้งแต่ตอนยังเป็นเด็ก พร้อมกับเพลง รำวงเกษตร (เกษตรนี่หล่อจริงๆ…ฯลฯ) และเพลงเกษตรลา (เกษตรจะต้องลา
