เทคนิคเกษตร
มีสำรับหมูตุ๋นอร่อยๆ อยู่หม้อหนึ่งครับ ที่คงทำกินกันในหมู่คนจีนในเมืองไทยมานาน ก็คือ “หมูฮ้อง” ซึ่งมีคำอธิบายมาตรฐานอยู่ว่า คืออาหารฮกเกี้ยนที่ไปโด่งดังที่เซี่ยงไฮ้ในชื่อHong Shao Rou แถมมีอีกสำรับที่คล้ายกันมากจนน่าจะเป็นอันเดียวกัน ก็คือ “ฮ้องบะ” (ปีนังเรียก Hong Bak) มีทั้งที่ใส่หน่อไม้แห้ง หน่อไม้จีน ที่เมืองเพชรบุรีถึงกับมีคำเก่าเล่าคล้องจองสืบมาว่า “ปลาเค้าแกงหน่อไม้สด ปลากดแกงหน่อไม้ดอง หมูหองแกงหน่อไม้แห้ง” เลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีสำรับที่เรียกว่า “แกงหอง” ในตำรับครัวไทยโบราณอีก ถึงแม้ใส่ถั่วลิสงเพิ่มเข้ามา และมีปรุงกลิ่นด้วยโป๊ยกั๊ก แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามาจากสูตรเดียวกันนั้นเอง คำว่า “ฮ้อง” เป็นคำจีนฮกเกี้ยน จีนกลางออกเสียงเป็น หง แต้จิ๋วเป็น อั้ง แปลว่า “แดง” ครับ หมูฮ้องแปลตามตัวจึงคือ “หมูสีแดง” อาจเป็นได้นะครับ ที่รากศัพท์คำนี้มาจากความเชื่ออันเป็นมงคลเกี่ยวกับสีแดงของคนจีน ที่เอามาผูกเข้ากับอาหาร เพราะก็มีที่เล่ากันว่า มักทำหมูฮ้องในงานมงคลกันเป็นส่วนใหญ่ หมูฮ้องมีโครงสร้างง่ายๆ คือเนื้อหมูสามชั้น ตุ๋นในน้ำซีอิ๊วเพื่อที่จะให้สี “ฮ้อง” ออกน้ำตาลแดงเรื่อๆ อาจใส่เครื่องเทศแห้
โดยทั่วไปแล้วการจำแนกกล้วยในทางกายภาพของทั้งโลกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ กล้วยกินสด กับ กล้วยที่ต้องปรุงให้สุกโดยการประกอบอาหารเสียก่อน กล้วยกินสด เป็นกล้วยที่เมื่อแก่จัดจนสุกก็สามารถนำมารับประทานได้ทันที โดยไม่ต้องนำมาทำให้สุกด้วยความร้อนเสียก่อน เพราะกล้วยสำหรับกินสดนี้เมื่อสุกเนื้อจะนิ่มนวล มีรสหวาน เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหอมทอง กล้วยหอมเขียว เป็นต้น กล้วยที่ใช้ประกอบอาหาร เป็นกล้วยที่เมื่อยังดิบอยู่จะมีแป้งมาก เนื้อค่อนข้างแข็ง ดังนั้นเมื่อสุกแล้วก็ยังมีปริมาณแป้งอยู่มาก เนื้อกล้วยในกลุ่มนี้ไม่ค่อยนิ่ม รสไม่หวานมาก ต้องนำมาต้ม เผา ปิ้ง เชื่อมก่อนจึงจะทำให้อร่อย มีรสชาติดีขึ้น เช่น กล้วยกล้าย กล้วยหักมุก เป็นต้น นักโภชนาการบางคนจึงเรียกกล้วยสองกลุ่มนี้ด้วยคำที่แตกต่างกันไปเลย คือ เรียกกล้วยกินสดว่า “กล้วย” และเรียกกล้วยที่ต้องปรุงสุกว่า “กล้าย” โดยใช้ปริมาณแป้งที่แตกต่างกันนี่เองเป็นตัวแบ่งประเภท ซึ่งในหลายประเทศก็แยก กล้าย ออกจาก กล้วย ไปเลย เช่นที่ตลาดอเมริกาบอกว่า “กล้าย” ไม่ใช่ “กล้วย” โดยเรียกกล้ายว่า Plantains ใช้กินเป็นผักเพราะมีแป้งมากกว่าและหวานน้อย
ที่จังหวัดสกลนคร อาหารที่เป็น “เมนูเด็ด” จากภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มของอาหารที่ใครๆ คิดว่าทำเป็นทำได้ แต่รสชาติจะเป็นแบบดั่งเดิมตามสูตรโบราณหรือไม่นั้น ต้องลองชิมดู ถึงจะรู้ คุณบังอร ไชยเสนา เกษตรกลุ่มเลี้ยงกบ บ้านน้อยจอมศรี ต.ฮางโฮง อ.เมือง จ.สกลนคร เล่าว่า จากการที่เลี้ยงกบไว้มากมาย ทั้งจำหน่ายเป็นตัว และจำหน่ายลูกอ๊อด ในแต่ละปีจำนวนนับล้านตัว ปัญหาที่พบส่วนหนึ่งของการเลี้ยงกบ คือ กบตาย จึงลองหาวิธีการเก็บกบที่ตายมาแปรรูป ทำอาหารจากกบเก็บไว้กินนานๆ หรือเพื่อสร้างรายได้ “จากที่เคยทำอาหารช่วยพ่อแม่ ในรูปแบบของอาหารพื้นบ้าน ได้เรียนรู้เอาภูมิปัญญาในการเก็บถนอมอาหารมาจากคุณพ่อคุณแม่ เช่น เมื่อปลาได้มามาก ก็จะนำไป ทำปลาร้า หรือทำปลาย่างรมควันสูตรคนโบราณ เก็บไว้กินเองหรือนำออกไปจำหน่าย ดังนั้น เมื่อมาเลี้ยงกบ และกบตายจึงได้ใช้วิชาภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากพ่อแม่ ด้วยการนำกบมาทำยัดอั่ว ที่เรียกกันตามกรรมวิธีการทำ” คุณบังอร บอกว่า วีธีทำกบยัดอั่ว ไม่ยุ่งยาก แต่ต้องมีเทคนิคในการเก็บอาหารประเภทนี้ไว้นานๆ ว่าจะทำอย่างไร ซึ่งสูตรนี้ ไม่ค่อยมีคนรู้จัก หรือรู้แต่เก็บได้
ยุงเป็นศัตรูกับมนุษย์อย่างต่อเนื่องและยาวนาน อีกทั้งมีแนวโน้มว่า จะเป็นศัตรูกันต่อไปอีก จนกว่าเผ่าพันธุ์ใดจะหายไปจากโลก ถิ่นแถวบ้านเรา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ละประเทศเต็มไปด้วยยุง สมัยก่อนยังไม่มีกล้องถ่ายภาพ ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาแถบบ้านเรา ได้เขียนภาพชีวิตชาวบ้านขณะนอนหลับใต้ต้นไม้ไว้ ตามร่างกายมียุงหลายตัวเกาะกินเลือด ยุงคงกินอย่างสบายอารมณ์ ส่วนคนก็หลับสบายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้เขียนเคยเดินทางไปในประเทศยุโรป ยุงบางประเทศแทบไม่มี อย่างประเทศที่เป็นเมืองหนาว ยิ่งหนาวเป็นน้ำแข็งยุงยิ่งไม่มี เพราะยุงตัวนิดเดียว ขนาดน้ำทั้งแม่น้ำยังเป็นน้ำแข็ง ยุงมีเลือดในตัวนิดเดียวแถมบอบบาง ถ้าขืนโผล่เข้าไปรับประกันได้ว่าแข็งตายแหงแก๋ ส่วนประเทศไทยอากาศร้อนชื้น แหล่งน้ำมากมาย เหมาะสำหรับการเพาะพันธุ์ยุงเป็นที่ยิ่ง น่าสงสารชาวชาวยุโรปที่เดินทางเข้ามา หลายคนต้องจบชีวิตลงด้วยไข้มาลาเรีย การรักษาไข้นี้ชาวยุโรปอาจมีการคิดค้นผลิตวัคซีนได้แล้ว แต่เมื่อเดินทางเข้ามาแถบบ้านเรา การเดินทางไม่สะดวก เชื่องช้า กว่าจะเดินทางกลับไปรักษาในประเทศได้ ต้องใช้เวลานาน ดังนั้นต้องรักษาไปตามมีตามเกิด หลายต้องเอาช
นายวิเศษ สมุห์นวล ชาวบ้านห้วยโจด ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เปิดเผยว่า เดิมครอบครัวประกอบอาชีพทำนา ทำสวน แต่ประสบปัญหาภัยแล้ง ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ บางปีภัยแล้ง บางปีน้ำท่วม พืชผลก็เสียหาย บางปี ผลิตผลดี แต่ราคาตกต่ำ ถูกกดราคาจนอยู่ไม่ได้ มีหนี้สินมากมาย ต่อมาได้เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ โดยการรับทำอาหารโต๊ะจีนตามงานต่างๆ ช่วงแรกๆก็พอไปได้ ต่อมามีคู่แข่งมากขึ้น รายได้ก็แบ่งเฉลี่ยไป รายได้ลดลง ไม่พอใช้จ่ายในครอบครัว “ตนและครอบครัวมีประสบการณ์ในการทำอาหารมาก่อน เมื่อ พ.ศ. 2553 จึงได้มาตั้งร้านอาหาร เป็นเพิงหมาแหงน ใกล้กับจุดตรวจกองกำลังบูรพา โดยทางร้านจะปรุงอาหารโดยใช้ปลาช่อนเป็นหลัก เช่น ต้มปลาช่อน ลาบปลาช่อน ปลาช่อนเผาเกลือ ปลาแดดเดียวทอด ตัวละ 10 บาท หลังจากทำร้านมา 3 ปี ผลปรากฏว่า ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นได้ย้ายพื้นที่จากบริเวณหน้ากองกำลังบูรพา ไปที่บริเวณใกล้ที่ทำการ อบต.ห้วยโจด ติดถนนสุวรรณศร โดยขอเช่าพื้นที่ของเอกชนรายหนึ่ง มาปลูกเพิงหมาแหงน ขายปลาแดดเดียว และอาหารตามสั่ง โดยใช้ชื่อร้าน “ปลาช่อนวิเศษ 10 บาท” ที่ตั้งชื่อเช่นนี้เพราะว่า ตนเอง ชื่อ วิเศษ และขายปล
คุณกฤษณะ สิทธิหาญ เกษตรกรวัย 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 135 หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง อาชีพหลักคือ การปลูกสับปะรด ในอดีตนั้นเรียนจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จาก กศน. จังหวัดลำปาง หลังจากเรียนจบแล้วได้เดินทางออกจากบ้านเพื่อหาประสบการณ์ในเมืองหลวงเป็นเวลาหลายปี ได้รับความรู้ด้านช่างยนต์ ช่างกลึงเหล็ก ช่างไฟฟ้า ฯลฯ เรียกได้ว่ามีประสบการณ์ด้านช่างมาโดยตรงจากนายจ้างที่ไปอาศัยอยู่ จนกระทั่งแต่งงานมีครอบครัวจึงได้ย้ายกลับมาประกอบอาชีพที่จังหวัดลำปางบ้านเกิดของตนเอง นอกจากจะคิดค้นวิธีการปลูกสับปะรดแนวใหม่ ประดิษฐ์เครื่องพ่นยาหรือสารเคมี เครื่องมืออื่นๆ ที่ประหยัดแรงงาน ประหยัดพลังงาน ฯลฯ แต่ในที่นี้ใคร่นำเสนอ เครื่องตัดหญ้าที่ดัดแปลงใช้ล้อแทนการแบกสะพาย เครื่องตัดหญ้าที่นิยมใช้กันนั้น จะเป็นแบบสายสะพายบนบ่า ตัดหญ้าได้ง่าย รวดเร็ว แต่หากทำงานใช้ตัดหญ้านานๆ ก็จะเกิดความเหนื่อยล้า ปวดหลัง ปวดเอว คุณกฤษณะจึงได้คิดประดิษฐ์ให้มีน้ำหนักเบา โดยการใช้ล้อรถจักรยานเข้ามาช่วยแบ่งเบา เริ่มจากการหาล้อจักรยาน ขนาด 17 นิ้ว 2 ล้อ ประกอบเป็นฐานที่มีแกนล้อทั้งสองข้าง จากนั้นนำเครื่องตัดห
กลิ่นดอกส้มหอมอวลติดอยู่ปลายจมูก และน้ำตาก็ไหลไม่หยุดระหว่างตัวอักษรพาหัวใจเราโบยบินตามมันไป “ต้นส้มแสนรัก” ของ โจเซ่ วาสคอนเซลอส ทำให้ฉันรู้สึกเช่นนั้น…ไม่ใช่หนังสือทุกเล่มจะทำแบบนี้ได้ อารมณ์สะเทือนใจนั้นสูงส่งเหลือประมาณ ยิ่งอ่าน ยิ่งสะอื้น นั่นคือ พลังวรรณกรรมที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ วัยเด็กของพวกเราทุกคนคงไม่มีอะไรต่างไปจากเจ้าหนูน้อย “เซเซ่” เด็กชายแก่แดดจอมซนคนนั้น บางเวลาเขาก็ฉลาดเกินไปจนเป็นปัญหา เพราะแทนที่จะได้รับคำชมเชย เขากลับถูกทุบตีระบายโทสะจากผู้ใหญ่ ที่สำคัญผู้ใหญ่คนนั้นคือ “พ่อ” บุคคลสำคัญที่สุดในชีวิต ฉันยังจำได้ประโยคที่สุดแสนสะท้านอารมณ์ ตอนที่เขาบอกชายแก่ที่เป็นเพื่อนรักว่า เขาเกลียดชังพ่อที่ทุบตีเขาเหลือเกิน “เขาจะฆ่าพ่อ” เมื่อเพื่อนต่างวัยทำหน้าตกใจ เซเซ่ ก็ขยายความว่า “ผมฆ่าอยู่ในใจ เพียงแต่นายเลิกรักเขาแล้ววันหนึ่งเขาก็จะตาย” ช่างล้ำลึกอะไรเช่นนั้น!?!? เพียงแค่เราเลิกรักใครสักคน…วันหนึ่งเขาก็จะตาย และในวันที่เขาตายก็จะไม่เหลือความหมายอะไร เพราะเราหมดรักแล้ว…จริงหรือ? “ต้นส้มแสนรัก” ยิ่งอ่านซ้ำ ยิ่งได้อะไรใหม่ แม้ความเดิมจะยังอยู่ เด็กชายผู้เปี่ยม
เมื่อวันลอยกระทง น้องชายที่คุ้นเคยกันมาแต่ก่อนชวนไปเที่ยวบ้านสามเรือน อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เขาทำงานในคณะประสานงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ได้ให้งบประมาณอุดหนุนตามโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ ผ่านหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ (ABC) สนับสนุนให้คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ทำวิจัยเพื่อสนับสนุนความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “เห็ดตับเต่า” (King bolete mushroom) ในพื้นที่ ทั้งในเชิงคุณภาพ ความรู้ด้านโภชนาการ และลู่ทางการแปรรูปใหม่ๆ พร้อมๆ ไปกับคำนึงถึงการต่อยอดไปยังประเด็นความยั่งยืนอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การพัฒนาคุณภาพของลำคลองโพธิ์ อันเป็นแหล่งน้ำสำคัญ ตลอดจนการรื้อฟื้นประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิม อย่างการอาบน้ำคืนเพ็ญด้วย ในช่วงกลางวัน จะมีการสาธิตผลิตภัณฑ์โดยชาวบ้านที่ทำเห็ดเป็นอาชีพหลัก แถมมีการเลี้ยงข้าวสื่อมวลชนที่ไปร่วมงาน ด้วยอาหารปิ่นโตของชาวบ้าน ซึ่งกลุ่มชุมชนโฮมสเตย์บ้านสามเรือนริเริ่มสร้างขึ้นจนเป็นเอกลักษณ์ดึงดูดให้ผู้คนมาท่องเที่ยว ผมเองก็ถูกดึงดู
ผมเป็นคนที่ชอบกินข้าวราดผัดพริกใบกะเพราเนื้อวัวมาตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่าร้านที่กินครั้งแรกๆ เป็นร้านตามสั่งหน้าโรงพยาบาลราชบุรี ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2515 เจ๊กคนทำจะผัดเนื้อวัวสับหยาบๆ ในน้ำมันหมู ใส่พริกขี้หนูทุบสองสามเม็ด พริกชี้ฟ้าเขียวแดงหั่นแฉลบ บุบกลีบกระเทียมด้วยปังตอจนแบน ปรุงรสเค็มหวานด้วยน้ำปลาและซีอิ๊วดำหวาน โรยใบกะเพราตบท้าย ผัดคลุกเร็วๆ ก่อนจะตักราดข้าวสวยหุงร่วนๆ โปะไข่เป็ดดาวกรอบๆ ตั้งให้เรากินพร้อมถ้วยน้ำปลาพริกขี้หนูถ้วยเล็กๆ มันมักเป็นผัดกะเพราที่มีกลิ่นไหม้นิดๆ เพราะผัดด้วยไฟแรง มีน้ำมันเยิ้มมากน้อยแล้วแต่ร้าน ทว่าน้ำสีดำๆ ที่เกิดจากการใส่ซีอิ๊วดำหวานนั้นเหมือนกันหมด และเขาน่าจะใส่ผงชูรสด้วยไม่น้อยนะครับ ผมยังจำรสนัวติดลิ้นนั้นได้รางๆ ตามที่ผมได้ลองสืบค้นประวัติมาบ้าง ผัดพริกใบกะเพราไม่ใช่สำรับเก่า มันเพิ่งเกิดใหม่ช่วงก่อน พ.ศ. 2500 ไม่นาน เรียกว่าอายุไม่น่าจะเกิน 80 ปี ทั้งจากคำบอกเล่าของคนแก่ๆ และทั้งการไม่ปรากฏในตำรากับข้าวที่มีอายุ 8 ทศวรรษขึ้นไปเอาเลย ก่อนหน้านี้ กะเพราถูกใช้ในผัดเผ็ดบ้าง แกงเผ็ด แกงป่าบ้างนะครับ แต่ไม่เคยถูกปรุงในลักษณะผัดพริกกระเทียมแบบนี้มาก่อน อย่าง
ชื่อวิทยาศาสตร์ บุกไข่ Amorphophallus muelleri Blume บุกคางคก Amorphophallus paeoniifolius Nicholson ชื่อวงศ์ Araceae ชื่อสามัญ White spot arum ,,Elephant Foot yam Konjac ฉันรู้สึกตัวว่า “อาภัพ” เพราะไม่รู้ว่าจะหาจุดเด่นของตัวเองอย่างไร จะมองหุ่นทรวดทรงก็มีคนบอกว่า เหมือน “ไข่” แต่อีกกลุ่มไม่รู้ว่ามองอย่างไร บอกว่าเหมือน “คางคก” จึงเก็บความกดดันไว้ในใจ หากระเบิดขึ้นมาเมื่อไหร่ จะ “บุก” ให้ราบเป็นหน้ากลอง เพราะตอนเด็กๆ เคยดูหนังเรื่อง “ชาติเสือต้องเหลือลาย” มีพระเอกถือปืน นำลูกน้องร้องตะโกนว่า “ไอ้เสือบุก” ไม่รู้ว่าจะบุกไข่ หรือ บุกคางคก เรื่อง “Konjac” ก็อีกเรื่องที่เคยเสียหน้ามาครั้งหนึ่งแล้ว ช่วงตอนวัยรุ่นอยากจะดื่มเหล้า แล้วไปอ่านออกเสียงว่า “โคแนค” เพิ่งมารู้ว่าเขาอ่านว่า “คอนยัค” หน้าแตกไปแล้ว และก็รู้ว่าเกี่ยวข้องกับตัวเองด้วยเหมือนกัน คือแอบอ่านในหนังสือชื่อ “มหัศจรรย์ผัก 108” พิมพ์ครั้งที่ 4 โครงการหนูรักผักสีเขียว โดยมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เขียนเรื่องฉันไว้ ทำให้ฉันภูมิใจมาก เขาบอกว่า “คอนยัค” ไม่ใช่เหล้า แต่เป็นเส้นทางลัด สู่ทรวดทร
