เทคนิคเกษตร
วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ประสบความสำเร็จจากการรวมกลุ่มที่มีประสิทธิภาพเป็น Smart Group และพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐานก้าวสู่ Smart Produce เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนและได้รับรางวัลชนะเลิศวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2560 ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหรือคนในชุมชนได้รวมตัวกันประกอบกิจการเกี่ยวกับการผลิตสินค้า การให้บริการ หรือการอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้และเพื่อการพึ่งพาตนเองของครอบครัว ชุมชนและระหว่างชุมชน ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง และวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ประสบความสำเร็จในการแปรรูปสมุนไพรโดยใช้องค์ความรู้ ภูมิปัญญา เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าสู่มาตรฐานเครื่องสำอางและสปาสมุนไพร สามารถแข่งขันได้ในตลาดทั้งในและต่างประเท
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทอผ้าไหม-ฝ้าย บ้านบัวงาม ตั้งอยู่เลขที่ 101/1 หมู่ที่ 3 บ้านบัวงาม ตำบลบัวงาม อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2537 โดย คุณอำคา นามปัญญา เป็นผู้ก่อตั้ง พร้อมทั้งรับตำแหน่งประธานกลุ่ม กลุ่มได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ว่าด้วยเรื่องผ้าทอมือจากสีธรรมชาติ การย้อมผ้าจากสีธรรมชาติ จนสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับสมาชิกทุกคน ต่อมากลุ่มได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน ในวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2546 ปัจจุบันนี้มีสมาชิกทั้งหมด 31 คน และได้ดำเนินกิจกรรมทอผ้าไหมและผ้าฝ้ายมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน คุณอำคา ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทอผ้าไหม-ฝ้าย บ้านบัวงาม เปิดเผยถึงความเป็นมาของกลุ่มว่า ได้เล็งเห็นความสำคัญของการทอผ้าที่มีต่อคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นด้านการใช้สอยในครัวเรือน ด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสาน และเห็นโอกาสในด้านการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน จึงรวมกลุ่มเพื่อผลิตและจำหน่ายผ้าไหมผ้าฝ้ายจากสีธรรมชาติขึ้น ปรากฏว่าสินค้าของกลุ่มเราขายดีพอสมควร และได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ จากภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง สำหรับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มจะเป็นผลิตภั
ปลาสวาย ปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ประเภทปลาหนัง ไม่มีเกล็ด ถิ่นกำเนิดในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ชุกชุมตั้งแต่อยุธยา ขึ้นไปถึงปากน้ำโพ และในน้ำโขง จึงมีในเขมรและเวียดนามด้วย ปลาสวายพันธุ์เดียวกันในเวียดนามนั้น เขาเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมใกล้ทะเล หลีกเลี่ยงอาหาร เช่น ข้าวโพดที่จะทำให้เกิดสีเหลืองแทรกในไขมัน อาศัยปลาป่นราคาถูก และถ่ายเทน้ำตามน้ำขึ้นน้ำลงของทะเล เนื้อปลาจึงมีสีขาวอมชมพู ต้นทุนต่ำ ส่งออกไปตีตลาดโลกในนามปลาสวาย แต่นำเข้าเมืองไทยใช้ชื่อ Pangasius (คือ สวาย) แต่ไปเอาชื่อฝรั่ง ดอรี่ จากพันธุ์ John Dory แปะมาด้วย หลังกรมประมงเพาะขยายพันธุ์ปลาสวายได้ใน พ.ศ. 2509 นิยมเลี้ยงทั้งในบ่อและในกระชังเรียงรายริมฝั่งแม่น้ำในอุทัยธานีและนครสวรรค์ เพราะเป็นปลาหนักเนื้อ เนื้อแน่น มีกลิ่นรสเฉพาะตัว ปลาสวายจึงกลายเป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง นอกจากโปรตีนแล้ว เนื้อปลาสวาย มีกรดไขมันโอเมก้า-3 สูงถึง 2,570 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนัก 100 กรัม สูงเป็นสองเท่าของปลาแซลมอน แต่ราคาถูกกว่ามาก ปลาสวาย ทำกับข้าวได้หลากหลาย ทั้งที่ปรุงสดและรมควัน เช่น ย่าง ทอดเปล่าๆ หรือทอดน้ำปลา ห่อหมก ผัดฉ่า ผัดเผ็ดกับใบยี่หร่า เป็นต้น เพ
อ่านการล้างพิษแบบงดอาหารในแต่ละวัน ต่อจากปักษ์ที่ผ่านมา ดังนี้ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 05.00 น. ทำวัตรเช้า เจริญภาวนา เวลา 06.18 น. เจาะเลือดวัดระดับน้ำตาล ได้ค่า 121 มิลลิกรัม% เวลา 06.27 น. วัดความดันโลหิต ได้ค่า 122/63 มิลลิเมตรปรอท ชีพจร 65 ครั้ง/นาที เวลา 06.32 น. ดื่มปัสสาวะ 1 แก้ว รสจืดสนิท แสดงว่าอวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานปกติ ตอนนั่งสมาธิก็รู้สึกสดชื่นทั้งกายและจิต สามารถรับรู้ได้ว่า ขณะนี้สุขภาพกายและสุขภาพใจดี เวลา 06.40 น. ดื่มน้ำสมุนไพร 4 เกลอ คือ ตะไคร้ บอระเพ็ด มะยม และมะรุม 5 แก้ว วันนี้เพิ่มน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์เข้าไป แก้วละ 2 ช้อนชา เป็นการนำสิ่งที่เขาเล่าลือกันว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือดได้มาทดลองให้ทำงานร่วมกัน เพื่อหาข้อสรุปตามผลเลือดที่ออกมา จริงๆ ที่ลือกันว่า สมุนไพรเหล่านี้และแอปเปิ้ลไซเดอร์ว่าลดน้ำตาลในเส้นเลือดได้ เพราะไม่มีงานวิจัยเชิงประจักษ์มาอ้างอิงได้ เพียงแต่เวลาเจอหน้ากัน ถามว่า เป็นเบาหวานเหรอ ถ้าอย่างนั้น ต้มมะยมดื่มซิ 7 วัน หายขาด เคยฟังวิทยุมานานแล้ว ม.ร.ว. ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เคยเล่าว่า ชายคนหนึ่งเป็นเพื่อนท่านเอง เป็นเบาหว
ฮูปแต้มบนผนังสิม วัดสระบัวแก้ว บ้านวังคูณ ตำบลหนองเม็ก อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น เป็นภาพเขียนจิตรกรรมบนฝาผนังที่ปรากฏอยู่ภายนอกสิมทั้ง 4 ด้าน พร้อมทั้งตัวอักษรกำกับไว้เป็นฝีมือการวาดของกลุ่มศิลปินพื้นบ้านจากอำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม มี จารย์น้อย จารย์กึ จารย์กองมา และจารย์พรหมมา ได้วาดภาพที่ชาวอีสานเรียกว่าฮูปแต้มสีธรรมชาติ ประเภทขมิ้น ครั่ง ชาตรี ดินสอพอง ไขมันสัตว์ เป็นต้น มาคลุกเคล้าผสมกันแล้วบรรจงแต้มบนฝาผนัง สิม หรือโบสถ์ ซึ่งมีความเชื่อว่าจะได้กุศลยิ่ง แต่เดิมสิมหรืออุโบสถของวัดสระบัวแก้ว เป็นสิมน้ำสร้างด้วยไม้อยู่ในหนองบริเวณด้านใต้ของวัด ต่อมาในสมัยที่หลวงปู่ผุย หรือพระครูวิบูลยพัฒนายุต เป็นเจ้าอาวาสได้คิดสร้างสิมบกขึ้นแทนสิมน้ำที่เริ่มชำรุด ได้ร่วมกับชาวบ้านวังคูณขุดลอกสระนำดินมาถมปรับพื้นที่สำหรับก่อสร้างสิม ลักษณะสถาปัตยกรรมโครงสร้างนั้น เป็นสิมแบบก่อผนังด้วยอิฐถือปูน โดยนำแบบมาจากวัดบ้านยาง อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นลักษณะสิมทึบ มีประตูทางเข้าออกเพียงด้านเดียว มีช่องหน้าต่างบริเวณผนังด้านข้าง ด้านละสองช่อง บริเวณเชิงบันไดทางเข้าสิม มีรูปปั้นสิงห์ครึ่งตัวหมอ
การเล่นบั้งไฟ เป็นประเพณีของชาวอีสาน เลยไปถึงประเทศลาว อย่างแขวงไชยบุรีก็มีเทศกาลบั้งไฟเช่นกัน ดังนั้น การจะบอกว่าประเพณีบั้งไฟเป็นของไทยหรือลาวก็ยาก เพราะมีเล่นกันทั้งสองฝั่งโขง ส่วนปัญหาว่า ใครเล่นก่อนเล่นหลังนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องศึกษาค้นคว้ากันอย่างรอบคอบ รอบด้านต่อไป แน่นอนว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ยากจะฟันธง หมู่เฮาชาวอีสาน เล่นบั้งไฟกันเนื่องในโอกาสใดบ้าง คำตอบคือ ช่วงเทศกาลงาน “บุญเดือนหก” หรือไม่ก็ช่วงขอฝนจากฟากฟ้า ก่อนจะเล่นบั้งไฟได้นั้น เราชาวบ้านต้องทำบั้งไฟก่อน แล้วค่อยทำร้านยิงบั้งไฟ หรือจะเรียกว่าฐานยิงบั้งไฟก็น่าจะไม่ผิดกติกา ร้านยิงบั้งไฟ เราชาวบ้านนำไม้ไผ่มาสร้าง เลือกไผ่ลำสวยๆ ตรงๆ ขนาดเล็กใหญ่เราไม่จำกัด แต่ทางที่ดี ควรหาลำขนาดใกล้เคียงกัน เมื่อมัดเข้าด้วยกันจะได้ไม่มีปัญหา ลองคิดเล่นๆ ดู ถ้าลำใดลำหนึ่งคด เวลามัดเข้าด้วยกันมันก็จะกระโดกกระเดก ร้านแทนจะมั่นคงแข็งแรงก็อาจจะเป็นอ่อนยวบยาบไป ลักษณะของร้านยิงบั้งไฟคือ มีความเอียงราว 75 องศา มีเสาอาจจะทำจากลำไผ่หรือไม้จริงก็ได้ เลือกเอาที่แข็งแรงพอจะรับลำไผ่ที่ผูกไว้เป็นร้านได้ เมื่อเสร็จสิ้นแล้วก็นำเอาบั้งไฟมาต
“ไส้อั่ว” อาหารพื้นบ้านภาคเหนือเป็นที่รู้จักกันดี ทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ อร่อยมาก คำว่า “อั่ว” แปลว่า ยัดไว้ข้างใน หรือใส่ในไส้ “วิชัย ทาเปรียว” ข่าวสด-เชียงใหม่ ขอแนะนำ “ไส้อั่ว เก้าบ่าขามสมุนไพร” ที่ตลาดสดแม่เหียะ ตลาดชื่อดังของเชียงใหม่ ขายทุกวัน เวลา 09.00-17.00 น. “วินัย กำเปี้ย” เจ้าของไส้อั่วเก้าบ่าขามสมุนไพร บอกว่า ทำไส้อั่วสมุนไพรไทยมานานถึง 26 ปีแล้ว ที่ชื่อเก้าบ่าขามตามภาษาเหนือ คือ เริ่มนำไส้อั่วมาขายครั้งแรกใต้ต้นมะขาม ไส้อั่ว มีส่วนผสม เนื้อหมูติดมัน ไส้หมูไส้เล็ก ผักชีซอย น้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว พริกแห้ง กะปิ เกลือป่น ไข่ ส่วนที่หั่นฝอย มีใบมะกรูด ขมิ้น ตะไคร้ หอมแดง กระเทียม ผิวมะกรูด วิธีทำ โขลกพริก หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ขมิ้น เกลือ กะปิ และผิวมะกรูดให้ละเอียด นำเนื้อหมูคลุกเคล้ากับเครื่องแกง ปรุงรสด้วยน้ำตาล ซีอิ๊วขาว ใส่ไข่ลงไปคลุกให้เข้ากัน แล้วใส่มะกรูดหั่นฝอย ต้นหอมจากนั้นนำมาพักไว้ จากนั้นนำไส้หมูมาล้างให้สะอาดยาวประมาณ 30 ซ.ม. กลับไส้ด้านในออกมาแช่น้ำเกลือแล้วกลับไส้ให้เหมือนเดิม มัดไส้ที่ปลายด้านหนึ่งแล้วนำเนื้อหมูยัดใส่ลงไป ใช้กรวยช่วยก็ได้ ไม่ต้องให้แน่นมากเดี๋ย
สายสกุลทางพ่อผมเป็นคนไทยเชื้อจีน “ฝ่ายท่า” อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี เมื่อพากันมาตั้งหลักปักฐานที่ราชบุรีโดยมีย่ามาอยู่ด้วย ร่องรอยกับข้าวหลายอย่างสมัยที่ผมจำได้ตอนเด็กๆ จึงมีกลิ่นไออาหารใต้แบบสุราษฎร์ๆ เช่น ผัดสะตอใส่กะปิที่จะชวนทำกระทะนี้ก็ด้วยครับ ผัดสะตอนั้นเป็นกับข้าวที่ถ้าใครเป็นคนชอบกินสะตอ ก็คงถือว่าเป็นสำรับอันวิเศษเสมอทุกจานไป ไม่ว่าจะผัดพริกแกง สีแดงๆ น้ำมันเยิ้มๆ ใส่หมูชิ้นนุ่มๆ, ผัดกะเพราไก่สับแบบตำพริกเหลืองหยาบๆ ใส่ใบกะเพราไม่ต้องมาก, หรือผัดพริกแกงกับเนื้อปลาทอด พริกชี้ฟ้าหั่นแฉลบ หยอดหัวกะทิ ใส่ใบโหระพา แต่ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ผมมารู้จักเอาหลังออกจากบ้านมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ แล้วทั้งสิ้น ที่บ้านผมแต่ก่อนนั้น เวลาจะทำ “ผัดสะตอ” กิน เมื่อไปได้สะตอข้าวมันๆ เนื้อแน่นๆ มา ก็จะเอามีดคมๆ เฉือนครึ่งเม็ดแต่ละเม็ดบนตัวฝักสด ปลิ้นเอาเนื้อเม็ดเขียวๆ นั้นแช่น้ำให้พองกรอบสักครู่ รินน้ำกลิ่นฉุนนั้นทิ้งไป ขั้นตอนนี้ คนชอบกินสะตอเหนียวๆ หนึบๆ จะข้ามไปเสียก็ได้นะครับ ทีนี้เตรียมเครื่องปรุง มีหอมใหญ่หั่นหนาๆ พริกชี้ฟ้าเขียวแดงเหลืองหั่นแฉลบ หมูสามชั้นหั่นบางๆ หมูเนื้อแดงก็เช่นกัน ถ้าวันไห
ลูกลานอ่อนเริ่มร่วงหล่นสู่พื้นดิน เป็นสัญญาณธรรมชาติที่บ่งบอกว่า ลานกำลังยืนต้นตาย เพราะวงจรของต้นลานจะออก ดอกและผลเพียงครั้งเดียวในรอบ 60-80 ปี “หลังโพสต์ภาพลานกำลังยืนต้นตาย บริเวณแจ่งหัวริน จ.เชียงใหม่ ลงไปในสื่อ โซเชี่ยลก็เกิดคำถามขึ้นมากมาย บ้างไม่รู้จักต้นลาน บ้างว่าเสียดายที่มันกำลังตาย บ้างอาสาเสาะหากล้ามาให้ซึ่งหายากมาก กลายเป็นปรากฏการณ์ของผู้คนที่รักเมือง ชักชวนกันมาปลูกต้นลานแทนต้นแม่ที่กำลังจะตาย” คำบอกเล่าของ นายชัชวาล ทองดีเลิศ จากมูลนิธิสืบสานล้านนาในงาน “ปลูกลาน ปลูกหมาก ฝากไว้กับแผ่นดิน” จัดโดยวัดเจ็ดยอด จ.เชียงใหม่ มูลนิธิสืบสานล้านนา ศูนย์ ใบลานศึกษา สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และ “Spark U Chiang Mai” ที่วัดเจ็ดยอด โดยมี พระเทพปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าอาวาสวัดเจ็ดยอด ผศ.สุชานาฏ สิตานุรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ นายชัช พชรธรรมกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ นายบรรจง สมบูรณ์ชัย คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ดร.วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาล
การท่องเที่ยวของไทยหลายพื้นที่ขึ้นชื่อในหมู่ชาวต่างชาติ การพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับการเติบโตของการท่องเที่ยวย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การพัฒนานั้นยั่งยืน เช่นที่ สำนักงานพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง หรือ อพท.1 เข้าไปร่วมพัฒนาศักยภาพ ชุมชนบ้านไม้รูด ต.ไม้รูด อ.คลองใหญ่ จ.ตราด บ้านไม้รูดเป็นชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน ติดชายแดนประเทศกัมพูชา ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ สุรศักดิ์ อินทรประเสริฐ นายก อบต.บ้านไม้รูด เล่าว่า ตำบลไม้รูดและอำเภอคลองใหญ่ ประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเมื่อปี 2557 มีพื้นที่เชื่อมโยงกับกัมพูชา โดย จ.ตราดกำหนดจุดยืนตัวเองว่าเป็นจังหวัดบริการไม่ใช่อุตสาหกรรม เป็น “กรีนซิตี้” เน้นธุรกิจสีเขียว “ชุมชนแถวนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวประมง เราจึงจับเศรษฐกิจท่องเที่ยวชุมชน เพื่อให้ชาวประมงที่มีความเสี่ยงทางอาชีพจากรายได้ที่ไม่มั่นคง ได้มีรายได้เพิ่ม การส่งเสริมการท่องเที่ยวชมุชน จะทำให้ชีวิตชาวบ้านดีขึ้น ด้วยทรัพยากรที่มีทั้งในทะเลและบนบก เรามีโลมาที่สำรวจได้ 200-400 ตัว พบเห็นได้จากบนฝั่ง วันที่อากาศดี จะพบฝูงโลมาเล่นน้ำหน้าหาดบานชื่น นอกจากนี้ เราได้สร้างสำนึกกับชุมชนชาวประมง เร
