เทคนิคเกษตร
กำลังเป็นกระแสอยู่ช่วงนี้ “อาซาอิเบอร์รี” เชื่อว่าหลายๆ คนต้องเห็นบนโลกโซเชียล ที่หลายร้านดังนำมาทำเมนูเฮลตี้แสนอร่อย “อาซาอิ โบวล์” เมนูของหวานของคนรักสุขภาพ เต็มไปด้วยประโยชน์ล้นถ้วย ที่มีลักษณะคล้ายเบอร์รี แต่ที่จริงเป็น “อาซาอิ” เป็นผลไม้ซุปเปอร์ฟู้ด สุดยอดเบอร์รีจากป่าอะเมซอน ช่วงนี้กระแสของ “อาซาอิ” กำลังเป็นที่นิยมมากในสายคนรักสุขภาพ มีประโยชน์เยอะ ดีต่อสุขภาพ ก่อนอื่นจะพาไปทำความรู้จักที่มาที่ไปของ “อาซาอิ” ให้เพิ่มขึ้น ซึ่งอาซาอิเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี พบได้มากในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ พบบ่อยในป่าดิบชื้นแถบอะเมซอน โดยเฉพาะประเทศบราซิล โคลัมเบีย เปรู ในปัจจุบันมีการปลูกอาซาอิในหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา รัฐฟลอริดา รัฐฮาวาย เป็นต้น ดั้งเดิมชาวพื้นเมืองแถบอะเมซอนขนานนามว่าเป็น “ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์” ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ให้พลังงานสูง เป็นอาหารหลักของชาวบราซิล ใช้กินกับแป้งมันสำปะหลังหรือใช้คู่กับปลาและอาหารอื่นๆ อีกด้วย จุดเด่นของผลไม้ชนิดนี้ มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระสูงเป็นอันดับต้นๆ เทียบเท่ากินมะเขือเทศถึง 188 ผล เพื่อให้ได้ค่าการต่อต้านอนุมูลอิสระของ
มันฝรั่งเป็นพืชล้มลุกที่เติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดฤดูปลูก ที่ 15-18 องศาเซลเซียส ประเทศไทยปลูกมันฝรั่งได้ดีในช่วงต้นฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายนหรือต้นเดือนธันวาคม โดยแหล่งปลูกมันฝรั่งในประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดตาก เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา ฯลฯ เนื่องจากความนิยมในการบริโภคมันฝรั่งแปรรูปยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐมีการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งหลักและหัวพันธุ์ขยายเพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกร เพื่อลดการนำเข้าหัวพันธุ์บางส่วนจากต่างประเทศ ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร และเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรได้เรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งคุณภาพดี ให้มีผลผลิตส่งโรงงานแปรรูป ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรในการเป็นผู้ผลิตหัวมันฝรั่งสด เพื่อการแปรรูปให้เพียงพอกับความต้องการของโรงงานแปรรูปในระยะยาว สายพันธุ์มันฝรั่ง สำหรับสายพันธุ์มันฝรั่งที่ปลูกในไทย สามารถแบ่งตามการใช้ประโยชน์ได้ 2 ประเภท คือ 1. มันฝรั่งพันธุ์บริโภคสด เป็นมันฝรั่งที่ปลูกเพื่อนำหัวมันฝรั่งไปปรุงอาหารเพื่อการบริโภค ได้แก่ พันธุ์สปันตา (Spunta) อายุปลูกถึงเก็บเกี่ยว 100-120 วัน เจริญเติบโ
ในวันที่ราคามันสำปะหลังตกต่ำ หลายคนอาจหมดกำลังใจและเริ่มตั้งคำถามว่าการทำเกษตรยังไปต่อได้หรือไม่ แต่สำหรับ คุณบอมบ์–อภิสิทธิ์ มะพันธุ์ เกษตรกรรุ่นใหม่จากจังหวัดขอนแก่น กลับเลือกที่จะยืนหยัดต่อสู้และสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านช่องทาง TikTok ภายใต้ชื่อ Bom153 ที่ทุกวันนี้กลายเป็นพื้นที่แบ่งปันความรู้ เทคนิค และกำลังใจให้กับผู้ที่สนใจปลูกมันสำปะหลัง จากมรดกครอบครัวสู่เกษตรอัจฉริยะ เพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังเกือบเท่าตัว คุณบอมบ์ เล่าให้ฟังว่า อาชีพเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังเป็นสิ่งที่สืบทอดต่อมาจากครอบครัว แต่ในฐานะคนรุ่นใหม่ คุณบอมบ์ไม่หยุดอยู่กับวิถีแบบเดิม หากแต่นำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้กับการทำไร่มันสำปะหลังอย่างจริงจัง จากอดีตที่ผลผลิตอยู่เพียง 5-6 ตันต่อไร่ คุณบอมบ์สามารถพัฒนาเพิ่มขึ้นได้ถึง 9 ตันต่อไร่ ด้วยการจัดการที่เป็นระบบ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การเตรียมพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม และการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แม้วันนี้ราคามันสำปะหลังในตลาดจะไม่สูงนัก แต่คุณบอมบ์กลับไม่ยอมให้ตัวเลขเหล่านั้นมาหยุดความฝัน คุณบอมบ์มองว่าหากผลผลิตต่ำกว่า 4-5 ตันต
เทคนิคการทำ “ทุเรียนนอกฤดู” หรือ “ทุเรียนทวาย” คือการปลูกทุเรียนให้ติดผลและเก็บเกี่ยวได้นอกเหนือจากฤดูกาลปกติ (เมษายน-กันยายน) ทำให้สามารถขายทุเรียนได้ตลอดทั้งปีในราคาสูงกว่าปกติ แต่การทำทุเรียนนอกฤดูให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เทคนิคการให้น้ำและปุ๋ยที่เหมาะสม รวมทั้งใช้สารเคมีอย่าง “พาโคลบิวทราโซล” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “การทำสาร” เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของต้นและกระตุ้นการออกดอก ติดผลที่สมบูรณ์ เพื่อจะเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนคุณภาพดีในช่วงเวลาที่ต้องการ ลุงบ่าว หรือ คุณวินิต รอดแก้ว เกษตรกรต้นแบบในพื้นที่ตำบลตลิ่งชัน อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ประสบความสำเร็จในการทำทุเรียนนอกฤดู เพราะลุงบ่าวมีความรู้ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิตควบคู่กับการใช้ปุ๋ย SOP ซอยล์เมต เป็นปุ๋ยซัลเฟต 100% ปราศจากคลอไรด์ ไม่เพิ่มความเป็นกรดให้กับดิน ช่วยให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยฟื้นบำรุงต้นและการทำใบสะสมอาหารได้สมบูรณ์เต็มที่ ตอบสนองต่อการทุเรียนนอกฤดูได้ดี ทุเรียนติดผลดก เนื้อหนา ทรงสวย พูใหญ่ น้ำหนักดี รสชาติหวานมัน ถูกใจตลาด ขายได้ราคาดี ที่สำคัญได้ผลผลิตทุเรียน
วว. แนะผลิตฟางปรุงแต่งทดแทนหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ ได้ปริมาณโปรตีนเพิ่มขึ้น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ ประสบผลสำเร็จวิจัยและพัฒนา การผลิตฟางปรุงแต่งทดแทนหญ้า โดยเป็นสูตรที่ ลดปริมาณการใช้ยูเรียลง และเพิ่มปริมาณรำข้าวในส่วนผสม สามารถนำไปใช้เลี้ยงโคได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรในการเลี้ยงสัตว์ให้มีคุณภาพ สูตรการผลิตฟางปรุงแต่งทดแทนหญ้า มี 3 สูตร ดังนี้ 1. ฟางข้าวหมักกับน้ำ 100 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10% และยูเรีย 1.5%2. ฟางข้าวราดด้วยส่วนผสมน้ำ 100 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10% และยูเรีย 1.5%3. ฟางข้าวสูตรภูมิปัญญาท้องถิ่น ในอัตราส่วนกากน้ำตาล 14% ยูเรีย 1% รำข้าว 4% ต่อฟางข้าว 100 กิโลกรัม จุดเด่น “ฟางปรุงแต่งทดแทนหญ้า” 1. สูตรภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นสูตรที่ลดปริมาณการใช้ยูเรียลง และเพิ่มปริมาณรำข้าวในส่วนผสม2. ได้ปริมาณโปรตีนเพิ่มขึ้น 11%3. วัวกินมากขึ้นถึง 5 กิโลกรัมต่อ 1 วัน สามารถเพิ่มน้ำหนักวัวจากเดิมได้ถึง 3 ขีด4. สามารถนำไปใช้เลี้ยงโคได้อย่างปลอดภัย ร
ช่วงหน้าฝนเป็นปัญหาใหญ่ที่จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายได้ โดยเฉพาะการปลูกพืชผักทั้งการค้าและรอบบ้าน กรมส่งเสริมการเกษตรได้แนะนำให้เกษตรกรวางแผนการปลูกและรักษาพืชผัก เนื่องจากในช่วงฤดูฝนมีปริมาณน้ำมากและความชื้นในอากาศสูง อาจทำให้ผลผลิตเสียหายได้ หากเกษตรกรวางแผนการผลิตและดูแลรักษาไม่ดี ขอแนะนำ 7 เทคนิคการปลูกพืชผักให้เหมาะกับช่วงฤดูฝน ดังนี้ 1. เลือกชนิดพืชผักที่เหมาะสมสำหรับปลูกในฤดูฝน ได้แก่ ผักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นจำพวกผักใบ เช่น กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน ผักตระกูลกะหล่ำ เช่น คะน้า ผักเถาเลื้อย เช่น ตำลึง ถั่วลันเตา แฟง มะระ ผักยืนต้น เช่น ชะอม พริก มะเขือ เป็นต้น 2. เมล็ดพันธุ์ควรใช้จากแหล่งที่เชื่อถือได้ และเพื่อเป็นการป้องกันเชื้อราที่ติดมากับเมล็ดควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น ประมาณ 50 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที 3. การเตรียมแปลงในฤดูฝนดินมีการอุ้มน้ำมาก จะทำให้ขาดอากาศและตายในที่สุด ดังนั้น พืชผักที่มีรากไม่ลึกมาก ควรยกแปลงให้สูงไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร พร้อมทั้งเพิ่มปริมาณปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักมากกว่าเดิม เพื่อลดความเป็นกรดของดิน 4. การจัดการแปลงหาวัสดุคลุมแปลง เพื่อป้องกันเม็ดฝนที่ส
“กะเพรา” เป็นพืชผักสวนครัวในวงศ์ Lamiaceae ที่อยู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน กะเพรานั้นถือได้ว่าเป็นพืชที่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลิ่นหอมฉุนที่ไม่ว่าจะได้กลิ่นอีกกี่ครั้งก็พาให้ท้องส่งเสียงโครกครากอยู่เสมอ กะเพราไม่เพียงแต่ปรากฎตัวในฐานะส่วนหนึ่งของอาหารยอดนิยมอย่าง “ผัดกะเพรา” เท่านั้น แต่ยังนิยมใช้เป็นยาสมุนไพร เนื่องจากกะเพรานั้นมีรสฉุนร้อนจึงสามารถที่จะช่วยขับลมและแก้อาการจุกเสียดท้องได้ดี อีกทั้งยังมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงธาตุอีกด้วย กะเพรานั้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ กะเพราแดงและกะเพราขาว โดยกะเพราแดงจะมีฤทธิ์ที่แรงกว่ากะเพราขาว สำหรับการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นยานั้นจึงนิยมใช้กะเพราแดงมากกว่า ซึ่งโดยมากแล้วนั้น กะเพราที่เราพบเห็นนั้นจะความสูงเพียง 30-60 เซนติเมตรเท่านั้น แต่วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาไปดูวิธีการ “แกล้งกะเพรา” เพื่อให้ได้กะเพราต้นใหญ่ ใบเยอะ จะปลูกเพื่อบริโภคหรือเพื่อการตกแต่งก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น การแกล้งกะเพรา “การแกล้งกะเพรา” คือ วิธีที่ทำให้ต้นกะเพรานั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว ออกใบได้เยอะ และมีอายุที่ยืนยาวขึ้น โดยผู้ที่เผยแพร่วิธีการแกล้งกะเพรานี้ คือ อาจารย
“กุ่มบก” เป็นต้นไม้ในพุทธประวัติ โดยมีเรื่องเล่าว่า พระพุทธองค์เสด็จไปซักผ้าบังสุกุลผ้าห่อศพนางบุณณทาสี ในป่าช้าผีดิบ (อามกสุสาน) ทรงนำมาซักเพื่อจะทำเป็นจีวร เสร็จแล้วทรงมองหาที่จะตากให้แห้ง ณ เวลานั้นเอง รุกขเทวาประจำต้นกุ่มบก ก็ได้น้อมกิ่งแห่งต้น กักกุธะ นั้นลงมาเพื่อให้พระพุทธองค์ได้ทรงใช้เป็นที่พาด ตากผึ่งจีวร “กุ่มบก” เป็นไม้ยืนต้นมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาใต้ มีลำต้นสวยสง่างดงาม กิ่งก้านคดโค้งพลิ้วไหวตามธรรมชาติ เปลือกสีเทาอมน้ำตาล ใบประกอบย่อยชนิด 3 ใบ ดอกเป็นกระจุกออกตามปลายกิ่ง สีขาวอมเหลือง ปนชมพู เหลือบม่วงอ่อน ต้นกุ่มบก ถือเป็นไม้มงคลและเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์มาก นิยมปลูกไว้ประจำบ้านเพื่อช่วยให้ลูกหลานอยู่กันเป็นปึกแผ่น แต่อย่าปลูกใกล้ตัวบ้านเรือนมากไปก็แล้วกัน เพราะกิ่งเปราะ ฉีกขาดหักง่ายเวลาโดนลมแรงๆ คำว่า “กุ่ม” มาจากภาษาไทยใหญ่ แปลว่า คุ้มครอง-คุ้มโรค คุ้มภัยอันตราย คุ้มครองตลอดปี ในงานพิธีขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งานมงคล หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานบวชลูกแก้ว (ปอยส่างลอง) จะต้องมีดอก ยอดผักกุ่ม สำหรับประเพณีการกินผักกุ่มดอง ในเดือน 4 ขึ้น 15 ค่ำ ของ
นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า มันสำปะหลังเป็นพืชที่ปลูกได้ตลอดทั้งปี สามารถปลูกได้แม้อยู่ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ผลผลิตแต่ละพื้นที่จึงขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน และคุณลักษณะของดินที่ปลูกเป็นสำคัญ การเตรียมดินที่ดีจะช่วยให้หัวมันสำปะหลังเจริญเติบโตได้มีคุณภาพเต็มที่ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมน้ำและธาตุอาหาร ดังนี้ 1. ควรเลือกเนื้อดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ความลึกของหน้าดินมากกว่า 50 ซม. กรณีพื้นที่ปลูกมีหน้าดินตื้นกว่า 50 ซม. แต่อยู่ในเขตที่มีฝนมากก็สามารถปลูกได้ดี โดยใส่วัสดุอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก กากมันสำปะหลังที่ผ่านกระบวนการหมักแล้ว หรือการใช้ปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน 2. การไถระเบิดดินดานเป็นครั้งคราว จะช่วยทำให้ชั้นดินแตกตัว ไม่อัดแน่นเป็นชั้นแข็ง ช่วยปรับปรุงการระบายน้ำในดิน ช่วยในการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังในช่วงฝนชุกและเพิ่มผลผลิต 3. การตรวจวิเคราะห์ดิน เพื่อให้ทราบว่าดินมีธาตุอาหารเพียงพอกับความต้องการของพืชหรือไม่ และนำมาใช้ประกอบการจัดการปรับปรุงดินหรือใส่ปุ๋ยให้เหมาะส
ใครเคยเจอปัญหานี้บ้าง อยากทำเกษตร แต่เพาะปลูกพืชไม่ได้ ปลูกแล้วพืชตาย เนื่องจากปัญหาดินเค็ม คือ ดินที่มีเกลือปริมาณมาก จนกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช การสังเกตได้จากเห็นคราบเกลือเป็นหย่อมๆ โดยเฉพาะในฤดูแล้ง พืชมักจะแสดงอาการใบไหม้ ลำต้นแคระเกร็น เนื่องจากพืชจะขาดน้ำ ความเป็นพิษจากธาตุโซเดียม และคลอไรด์ เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหาร ดินเค็มมีค่าการนำไฟฟ้าของสารละลายที่สกัดจากดินที่อิ่มตัว ด้วยน้ำมากกว่า 2 เดซิซีเมนส์ต่อเมตร ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ปัญหาดินเค็มนอกจากจะส่งผลกระทบต่อการเกษตรแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม ปัญหาดินเค็มในประเทศไทย พบทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และพื้นที่ชายทะเล อย่างไรก็ตาม ปัญหาดินเค็มแก้ไขได้ไม่ยาก หากเลือกชนิดพืชปลูกให้เหมาะสมกับระดับความเค็มของดิน เนื่องจากพืชแต่ละชนิดทนเค็มได้ไม่เท่ากัน สำหรับการจัดการดินเต็มเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจทนเค็มควรปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ คือ แกลบ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด การให้น้ำควรเป็นแบบระบบน้ำหยด จะช่วยควบคุมคว
