เทคนิคเกษตร
“โรสแมรี่” (Rosemary) เป็นพืชสมุนไพรกลิ่นหอมที่หลายคนหลงรัก ไม่ว่าจะปลูกไว้ปรุงอาหาร ตกแต่งบ้าน หรือนำมาใช้ในงาน DIY ต่างๆ แต่หลายคนกลับคิดว่าเป็นพืชที่ปลูกยาก ขยายพันธุ์ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้ารู้เคล็ดลับ ขยายโรสแมรี่จาก “แค่กิ่งเดียว” จนได้เป็น “สวนโรสแมรี่” ก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเลย วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะมา แจกเคล็ดลับง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้ แม้ไม่มีพื้นฐานก็ลองปลูกได้ทันที ขั้นตอนง่ายๆ ในการขยายพันธุ์โรสแมรี่จากกิ่งเดียว 🛠 อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม 🔍 วิธีที่ 1 ขยายพันธุ์ในน้ำ (ง่ายที่สุดสำหรับมือใหม่) 🌱 วิธีที่ 2 ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำในดิน การให้น้ำ คือสิ่งสำคัญที่สุดของการปลูก “โรสแมรี” เป็นพืชสมุนไพรที่ไม่ต้องการน้ำเยอะ แต่ต้องการน้ำในปริมาณที่พอดี หากรดน้ำมากเกินไปโคนต้นจะเน่าและไม่ติดราก ซึ่งแต่ถ้าให้น้ำน้อยไปก็ทำให้ไม่ติดรากอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นวิธีการรดน้ำที่เหมาะสมคือการรดน้ำในแต่ละครั้งจะรดให้ชุ่มจนน้ำไหลออกมานอกกระถาง แต่จะเว้นระยะในการรดไม่จำเป็นต้องรดทุกวัน โดยให้สังเกตตามสภาพอากาศ หากวันไหนที่อากาศร้อนก็ให้น้ำไว้สัก 30 นาที และหลังจากนั้นเมื่อต้นพ้นอายุ 1 เดือน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Simaroub gauca ชื่อวงศ์ Simaroubaceae ชื่อภาษาอังกฤษ Paradise Tree. Bitter Wood. Rain Tree. ชื่ออื่นๆ พฤกษาสวรรค์ ผมเป็นชาวต่างประเทศ กลุ่มละตินอเมริกา ประเทศเอลซัลวาดอร์ แต่มาเจอญาติตระกูลพันธุ์ต้นมะกอกที่เมืองไทย เนื่องจากมีนักวิชาการเกษตรชื่อ ท่านปัญญา เอกมหาชัย ไปดูงานที่ประเทศโคลัมเบีย และได้นำเมล็ดเข้ามาทดลองปลูกที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 ตอนนั้นก็ไม่ได้เด่นดังอะไรเพราะเห็นว่าปลูกเป็นไม้โตเร็ว ให้ร่มเงาได้ดี ทนแล้ง ทนดินแห้งภาคอีสานได้ แต่เรียกชื่อซะเลิศเลอว่า “พฤกษาสวรรค์” จากคำที่เขียนว่า Paradise Tree ผมจึงรู้สึกว่าเหมือนเป็นต้นไม้ในฝันอยู่บนสวรรค์ แต่ไม่ใช่ประเภทในป่าหิมพานต์ หรือป่าในไตรภูมิกถา นะครับ ต่อมา ท่านปัญญา เอกมหาชัย ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชไร่ อีกหลายแห่ง รวมทั้งที่ขอนแก่น ก็มีการเรียกชื่อผมว่า “ต้นเอกมหาชัย” เพื่อเป็นเกียรติแด่ท่านที่นำผมเข้ามาปลูก ผมยิ่งภูมิใจและรู้สึกว่าเป็นชาวไทยมากขึ้น เพียงแต่ขำตัวเองว่า ลงมาจากสวรรค์ อยู่เมืองนอกแล้วมาเป็นชาวอีสานหนุ่มขอนแก่น แต่มีชื่อใหม่เป็นชาว “เมืองสมุทร” เพราะเคยได้ยินเพลง “
อยากสุขภาพดี อย่าพลาด! ผัก 2 ชนิด ขวัญใจคนญี่ปุ่น อีกหนึ่งเคล็ดลับช่วยให้มีอายุยืนยาว แถมยังมีที่ไทย หากินง่าย ขายไม่แพง! ผักพื้นบ้าน 2 ชนิดที่สามารถหาซื้อได้ในราคาถูกในไทย คือ มะระขี้นก และ กระเจี๊ยบเขียว ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในญี่ปุ่นและถือเป็นกุญแจสู่การมีอายุยืนยาว กระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียว เป็นผักที่นิยมบริโภคอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น นำไปปรุงในเมนูต่าง ๆ ตั้งแต่ okura no aemono หรือ สลัดกระเจี๊ยบเขียว ไปจนถึงการลวกหรือนึ่งง่าย ๆ กระเจี๊ยบเขียวยังจัดอยู่ในกลุ่ม “neba neba foods” หรือเมนูลื่นๆ เหนียวๆ เช่น นัตโตะ สาหร่ายโมซุกุ หรือ เห็ด nameko ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าอาหารกลุ่มนี้ดีต่อระบบทางเดินอาหารและสุขภาพลำไส้ จนบางครั้งกระเจี๊ยบเขียวถูกขนานนามว่า “โสมสีเขียว” ของชาวญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในเคล็ดลับชีวิตยืนยาว กระเจี๊ยบเขียวในไทย ต้นกระเจี๊ยบเขียว มีถิ่นกำเนิดในแถบแอฟริกาตะวันตก ในประเทศซูดาน และสันนิษฐานว่าน่าจะมีการนำเข้ามาในประเทศไทยหลังปี พ.ศ.2416 โดยจัดเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุประมาณ 1 ปี มีความสูงประมาณ 0.5-2.4 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านมีสีเขียว แต่บางครั้งก็มีจุดประม่วง ตามลำต้นจะม
ทำความรู้จัก “ไข่ครอบ” อีกหนึ่งวิธีการถนอมอาหารของทางภาคใต้ รสชาตินุ่มลิ้น เค็มมัน สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย สามารถทำได้เอง ไข่ครอบเกิดจากภูมิปัญญาของชาวใต้ที่ต้องการถนอมอาหาร โดยเฉพาะในยุคที่มีไข่เป็ดเหลือจำนวนมากและการเก็บรักษาไข่ในสภาพเดิมอาจไม่สะดวก ชาวบ้านจึงคิดวิธีนำไข่แดงมาปรุงรสและเก็บรักษาในเปลือกไข่ ช่วยให้ไข่แดงมีอายุการเก็บที่ยาวนานขึ้น พร้อมทั้งยังเพิ่มรสชาติให้เป็นที่โปรดปราน ไข่ครอบ เป็นการถนอมอาหารของทางภาคใต้ เป็นการถนอมไข่ด้วยเกลือแบบเดียวกับไข่เค็มแต่มีวิธีต่างกัน ซึ่งเกิดจากการนำไข่ขาวมาย้อมแหหรืออวนที่ทำจากด้ายดิบเพื่อให้ใช้งานได้นานขึ้น ไข่แดงที่เหลือจึงนำมาแปรรูป โดยใส่ไข่แดงกลับลงไปในเปลือกไข่ โดยใช้ไข่แดง 2 ฟองต่อเปลือกไข่ 1 ฟอง เหยาะเกลือลงไป แล้วเอาเปลือกไข่อีกอันมาครอบ ทิ้งไว้หนึ่งคืนจึงนำไปนึ่ง ไข่ครอบที่นึ่งแล้ว นำมาปรุงอาหารได้หลายวิธี เช่นนำไปยำ ไข่ครอบนิยมทำจากไข่เป็ดมากกว่าเพราะชาวประมงใช้ไข่ขาวของไข่เป็ดในการย้อมด้ายดิบ ขั้นตอนการทำ ไข่ครอบ ส่วนผสม ไข่ครอบ ไข่แดง (ไข่เป็ด) เกลือ น้ำเปล่า วิธีการทำ ไข่ครอบ ละลายเกลือในน้ำอุ่น แล้วพักไว้ ค่อยๆ เค
โดยทั่วไป เกษตรกรนิยมปลูกหอมแดง เป็นพืชเสริมรายได้หลังนา แหล่งปลูกหอมแดง ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ลำพูน เชียงราย พะเยา ศรีสะเกษ เชียงใหม่ และนครราชสีมา เป็นต้น หอมแดง เป็นพืชล้มลุก มีอายุการเก็บเกี่ยวอยู่ระหว่าง 90-110 วัน ในฤดูหนาว และ 40-60 วัน ในฤดูฝน มีลำต้นอยู่ใต้ดิน เรียกว่า หัวสะสมอาหาร เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) 5.0-6.5 สำหรับช่วงเวลาของการปลูกหอมแดงได้ผลดีคือ ฤดูหนาว ที่มีช่วงกลางวันสั้น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม โดยหอมแดงต้องการแสงแดดเพียง 9-10 ชั่วโมง ต่อวัน เนื่องจาก เกษตรกรจะปลูกหอมแดงหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว โดยไม่มีการพัฒนาปรับปรุงดิน ไม่มีการพักดิน ทำให้สภาพดินเสื่อมและต้องใส่ปุ๋ยเคมีในปริมาณมากในช่วงการผลิต หากมีการแพร่ระบาดของโรคและแมลงเกิดขึ้น เกษตรกรจะใช้สารเคมีหลายชนิดผสมผสานกัน ทำให้แมลงเกิดการต้านทานต่อสารเคมี ส่งผลทำให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมีในปริมาณมาก ซึ่งปัญหาหลังการเก็บเกี่ยวที่สำคัญคือ ปัญหาโรคราดำและโรคเน่า เกษตรกรจะแก้ไขโดยการนำหอมแดงไปจุ่มในยากันเชื้อราหรือยากำจัดหอยเชอรี่
ในวันที่โลกการเกษตรกำลังเผชิญความท้าทาย ทั้งเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ราคาข้าวที่ผันผวน และแรงงานภาคเกษตรที่ลดลง หลายคนอาจมองว่า “อาชีพชาวนา” กำลังถูกกดดันอย่างหนัก แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ยังมีเกษตรกรที่เลือกจะยืนหยัด พร้อมปรับตัวให้ทันกับยุคสมัย ด้วยการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ และการจัดการอย่างมืออาชีพ หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ คุณประจักร มีมุข ชาวนาจากจังหวัดกำแพงเพชร ผู้ดูแลพื้นที่นากว่า 150 ไร่ คุณประจักรไม่ได้เป็นเพียงชาวนาที่ปลูกข้าวเพื่อขาย แต่เป็นเกษตรกรต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่า หากมีการวางแผนจัดการต้นทุน ใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิธี และกล้าเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ผลผลิตที่ได้ก็สามารถทะลุถึง 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ได้อย่างสบายๆ ชาวนาผู้ฝากชีวิตไว้กับทุ่งนา 30 ปี ดูแลดิน-น้ำ และข้าว สู่วิถีเกษตรมืออาชีพ คุณประจักร เล่าด้วยรอยยิ้มว่า ตั้งแต่จำความได้ชีวิตก็อยู่กับทุ่งนามาตลอด โดยเฉพาะการทำนาที่ทำมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน “ตั้งแต่ผมอยู่กับพ่อแม่ก็ทำนามาตลอดครับ ไม่เคยเลือกอาชีพอื่นเลย พอมีครอบครัวก็ยังคงอยู่กับอาชีพนี้ จนตอนนี้ร่วม 30 ปีแล้วครับ” เส้น
เมล่อน เป็นหนึ่งในไม้ผลทำเงินที่ได้รับความนิยมสูงตลอดทั้งปี แต่ต้องอาศัยการปลูกดูแลอย่างถูกต้องวิธีด้วยจึงได้ผลผลิตที่คุ้มค่ากับการลงทุน ในครั้งนี้ จะพาไปเจาะเคล็ดลับการปลูกเมล่อนแบบมืออาชีพ ของคุณประเสริฐ บางแดง เจ้าของสวนเมล่อน “น้ำเพชรฟาร์มเมล่อน” อยู่บ้านเลขที่ 3/3 หมู่ที่ 7 ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร โทร. (089) 641-5176, (061) 469-8262 คุณประเสริฐ บางแดง ปลูกเมล่อนหลากหลายสายพันธุ์ โดยเน้นสายพันธุ์ที่ปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ในบ้านเราแล้ว เพราะปรับตัวและความแข็งแรงดีกว่าสายพันธุ์เมล่อนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศโดยตรง ซึ่งราคาเมล็ดพันธุ์โดยเฉลี่ย ตกเมล็ดละ 4-5 บาท เช่น พันธุ์ “กรีนเน็ต 99” เนื้อเขียว เนื้อนุ่มหอมหวาน ผิวมีตาข่ายเส้นเล็ก มีลักษณะทนโรคและปลูกง่าย อายุการเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 65-70 วัน เท่านั้น เหมาะสำหรับมือใหม่ และพันธุ์ “กาเลีย” ผิวผลสีเหลือง เนื้อเขียว หอมหวาน การเพาะกล้าเมล่อน การเพาะกล้าเมล่อน จะใช้วิธีแช่เมล็ดเมล่อนด้วยน้ำอุ่น ราว 4 ชั่วโมง ในช่วงเวลาเช้า ช่วงเวลาบ่ายก็จะเอาขึ้นจากน้ำที่แช่ มาบ่มในผ้าสะอาดหมาดน้ำ (หรือวางบนกระดาษท
ปัจจุบันคนไทยนิยมนำ พริกประดับ มาประดับสวนในสไตล์ผักสวนครัวในอาคาร บ้านเรือน คอนโดฯ กันมากขึ้น เพราะมีราคาไม่แพง ปลูกดูแลง่าย พริกประดับที่ปลูกในกระถางจะขายดีในช่วงปลายฝนต้นหนาว เพราะต้นพริกประดับกำลังเจริญเติบโตสวย ต้นพริกประดับ มีลักษณะเป็นไม้ทรงพุ่มเตี้ย และแน่นเต็มไปด้วยเม็ดพริกและใบ ที่ดูสวยงาม เวลาติดดอกออกผลจะมีหลากหลายสีสันที่จัดจ้านภายในต้นเดียว ทั้งสีเขียว สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีม่วง ดูสวยงามน่ามอง แถมผลพริกก็สามารถนำไปปรุงรสในเมนูอาหารสุดโปรดได้เป็นอย่างดี เกษตรกรจำนวนมากจึงนิยมปลูกต้นพริกประดับเป็นอาชีพเพราะเป็นสินค้าขายดีทุกฤดูกาล “พริกประดับสีม่วง” นิยมปลูกประดับเพื่อความสวยงาม และรสชาติเผ็ดเหมือนพริกขี้หนู สามารถรับประทานสดหรือนำไปปรุงรสอาหารได้ ต้นพริกประดับสีม่วงมีสีสันสวยงาม เมล็ดอ่อนจะมีสีม่วง หลังจากนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีครีม สีเหลือง สีส้ม เมื่อแก่จัด จะมีสีแดง “พริกแม็กซิกัน” ได้รับความสนใจ ในกลุ่มผู้ชื่นชอบการตกแต่งสวน เพราะมีรูปทรงสวยสีสันสดใส ออกผลจำนวนมากจนเต็มต้น พริกชนิดนี้มีอายุประมาณ 1- 2 ปี ช่วงแรกผลพริกจะมีสีเขียวก่อนจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง สีส้ม สี
กำลังเป็นกระแสอยู่ช่วงนี้ “อาซาอิเบอร์รี” เชื่อว่าหลายๆ คนต้องเห็นบนโลกโซเชียล ที่หลายร้านดังนำมาทำเมนูเฮลตี้แสนอร่อย “อาซาอิ โบวล์” เมนูของหวานของคนรักสุขภาพ เต็มไปด้วยประโยชน์ล้นถ้วย ที่มีลักษณะคล้ายเบอร์รี แต่ที่จริงเป็น “อาซาอิ” เป็นผลไม้ซุปเปอร์ฟู้ด สุดยอดเบอร์รีจากป่าอะเมซอน ช่วงนี้กระแสของ “อาซาอิ” กำลังเป็นที่นิยมมากในสายคนรักสุขภาพ มีประโยชน์เยอะ ดีต่อสุขภาพ ก่อนอื่นจะพาไปทำความรู้จักที่มาที่ไปของ “อาซาอิ” ให้เพิ่มขึ้น ซึ่งอาซาอิเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี พบได้มากในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ พบบ่อยในป่าดิบชื้นแถบอะเมซอน โดยเฉพาะประเทศบราซิล โคลัมเบีย เปรู ในปัจจุบันมีการปลูกอาซาอิในหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา รัฐฟลอริดา รัฐฮาวาย เป็นต้น ดั้งเดิมชาวพื้นเมืองแถบอะเมซอนขนานนามว่าเป็น “ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์” ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ให้พลังงานสูง เป็นอาหารหลักของชาวบราซิล ใช้กินกับแป้งมันสำปะหลังหรือใช้คู่กับปลาและอาหารอื่นๆ อีกด้วย จุดเด่นของผลไม้ชนิดนี้ มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระสูงเป็นอันดับต้นๆ เทียบเท่ากินมะเขือเทศถึง 188 ผล เพื่อให้ได้ค่าการต่อต้านอนุมูลอิสระของ
มันฝรั่งเป็นพืชล้มลุกที่เติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดฤดูปลูก ที่ 15-18 องศาเซลเซียส ประเทศไทยปลูกมันฝรั่งได้ดีในช่วงต้นฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายนหรือต้นเดือนธันวาคม โดยแหล่งปลูกมันฝรั่งในประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดตาก เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา ฯลฯ เนื่องจากความนิยมในการบริโภคมันฝรั่งแปรรูปยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐมีการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งหลักและหัวพันธุ์ขยายเพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกร เพื่อลดการนำเข้าหัวพันธุ์บางส่วนจากต่างประเทศ ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร และเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรได้เรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งคุณภาพดี ให้มีผลผลิตส่งโรงงานแปรรูป ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรในการเป็นผู้ผลิตหัวมันฝรั่งสด เพื่อการแปรรูปให้เพียงพอกับความต้องการของโรงงานแปรรูปในระยะยาว สายพันธุ์มันฝรั่ง สำหรับสายพันธุ์มันฝรั่งที่ปลูกในไทย สามารถแบ่งตามการใช้ประโยชน์ได้ 2 ประเภท คือ 1. มันฝรั่งพันธุ์บริโภคสด เป็นมันฝรั่งที่ปลูกเพื่อนำหัวมันฝรั่งไปปรุงอาหารเพื่อการบริโภค ได้แก่ พันธุ์สปันตา (Spunta) อายุปลูกถึงเก็บเกี่ยว 100-120 วัน เจริญเติบโ
