เทคนิคเกษตร
ในวันที่ราคามันสำปะหลังตกต่ำ หลายคนอาจหมดกำลังใจและเริ่มตั้งคำถามว่าการทำเกษตรยังไปต่อได้หรือไม่ แต่สำหรับ คุณบอมบ์–อภิสิทธิ์ มะพันธุ์ เกษตรกรรุ่นใหม่จากจังหวัดขอนแก่น กลับเลือกที่จะยืนหยัดต่อสู้และสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านช่องทาง TikTok ภายใต้ชื่อ Bom153 ที่ทุกวันนี้กลายเป็นพื้นที่แบ่งปันความรู้ เทคนิค และกำลังใจให้กับผู้ที่สนใจปลูกมันสำปะหลัง จากมรดกครอบครัวสู่เกษตรอัจฉริยะ เพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังเกือบเท่าตัว คุณบอมบ์ เล่าให้ฟังว่า อาชีพเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังเป็นสิ่งที่สืบทอดต่อมาจากครอบครัว แต่ในฐานะคนรุ่นใหม่ คุณบอมบ์ไม่หยุดอยู่กับวิถีแบบเดิม หากแต่นำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้กับการทำไร่มันสำปะหลังอย่างจริงจัง จากอดีตที่ผลผลิตอยู่เพียง 5-6 ตันต่อไร่ คุณบอมบ์สามารถพัฒนาเพิ่มขึ้นได้ถึง 9 ตันต่อไร่ ด้วยการจัดการที่เป็นระบบ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การเตรียมพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม และการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แม้วันนี้ราคามันสำปะหลังในตลาดจะไม่สูงนัก แต่คุณบอมบ์กลับไม่ยอมให้ตัวเลขเหล่านั้นมาหยุดความฝัน คุณบอมบ์มองว่าหากผลผลิตต่ำกว่า 4-5 ตันต
เทคนิคการทำ “ทุเรียนนอกฤดู” หรือ “ทุเรียนทวาย” คือการปลูกทุเรียนให้ติดผลและเก็บเกี่ยวได้นอกเหนือจากฤดูกาลปกติ (เมษายน-กันยายน) ทำให้สามารถขายทุเรียนได้ตลอดทั้งปีในราคาสูงกว่าปกติ แต่การทำทุเรียนนอกฤดูให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เทคนิคการให้น้ำและปุ๋ยที่เหมาะสม รวมทั้งใช้สารเคมีอย่าง “พาโคลบิวทราโซล” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “การทำสาร” เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของต้นและกระตุ้นการออกดอก ติดผลที่สมบูรณ์ เพื่อจะเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนคุณภาพดีในช่วงเวลาที่ต้องการ ลุงบ่าว หรือ คุณวินิต รอดแก้ว เกษตรกรต้นแบบในพื้นที่ตำบลตลิ่งชัน อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ประสบความสำเร็จในการทำทุเรียนนอกฤดู เพราะลุงบ่าวมีความรู้ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิตควบคู่กับการใช้ปุ๋ย SOP ซอยล์เมต เป็นปุ๋ยซัลเฟต 100% ปราศจากคลอไรด์ ไม่เพิ่มความเป็นกรดให้กับดิน ช่วยให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยฟื้นบำรุงต้นและการทำใบสะสมอาหารได้สมบูรณ์เต็มที่ ตอบสนองต่อการทุเรียนนอกฤดูได้ดี ทุเรียนติดผลดก เนื้อหนา ทรงสวย พูใหญ่ น้ำหนักดี รสชาติหวานมัน ถูกใจตลาด ขายได้ราคาดี ที่สำคัญได้ผลผลิตทุเรียน
วว. แนะผลิตฟางปรุงแต่งทดแทนหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ ได้ปริมาณโปรตีนเพิ่มขึ้น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ ประสบผลสำเร็จวิจัยและพัฒนา การผลิตฟางปรุงแต่งทดแทนหญ้า โดยเป็นสูตรที่ ลดปริมาณการใช้ยูเรียลง และเพิ่มปริมาณรำข้าวในส่วนผสม สามารถนำไปใช้เลี้ยงโคได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรในการเลี้ยงสัตว์ให้มีคุณภาพ สูตรการผลิตฟางปรุงแต่งทดแทนหญ้า มี 3 สูตร ดังนี้ 1. ฟางข้าวหมักกับน้ำ 100 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10% และยูเรีย 1.5%2. ฟางข้าวราดด้วยส่วนผสมน้ำ 100 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10% และยูเรีย 1.5%3. ฟางข้าวสูตรภูมิปัญญาท้องถิ่น ในอัตราส่วนกากน้ำตาล 14% ยูเรีย 1% รำข้าว 4% ต่อฟางข้าว 100 กิโลกรัม จุดเด่น “ฟางปรุงแต่งทดแทนหญ้า” 1. สูตรภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นสูตรที่ลดปริมาณการใช้ยูเรียลง และเพิ่มปริมาณรำข้าวในส่วนผสม2. ได้ปริมาณโปรตีนเพิ่มขึ้น 11%3. วัวกินมากขึ้นถึง 5 กิโลกรัมต่อ 1 วัน สามารถเพิ่มน้ำหนักวัวจากเดิมได้ถึง 3 ขีด4. สามารถนำไปใช้เลี้ยงโคได้อย่างปลอดภัย ร
ช่วงหน้าฝนเป็นปัญหาใหญ่ที่จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายได้ โดยเฉพาะการปลูกพืชผักทั้งการค้าและรอบบ้าน กรมส่งเสริมการเกษตรได้แนะนำให้เกษตรกรวางแผนการปลูกและรักษาพืชผัก เนื่องจากในช่วงฤดูฝนมีปริมาณน้ำมากและความชื้นในอากาศสูง อาจทำให้ผลผลิตเสียหายได้ หากเกษตรกรวางแผนการผลิตและดูแลรักษาไม่ดี ขอแนะนำ 7 เทคนิคการปลูกพืชผักให้เหมาะกับช่วงฤดูฝน ดังนี้ 1. เลือกชนิดพืชผักที่เหมาะสมสำหรับปลูกในฤดูฝน ได้แก่ ผักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นจำพวกผักใบ เช่น กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน ผักตระกูลกะหล่ำ เช่น คะน้า ผักเถาเลื้อย เช่น ตำลึง ถั่วลันเตา แฟง มะระ ผักยืนต้น เช่น ชะอม พริก มะเขือ เป็นต้น 2. เมล็ดพันธุ์ควรใช้จากแหล่งที่เชื่อถือได้ และเพื่อเป็นการป้องกันเชื้อราที่ติดมากับเมล็ดควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น ประมาณ 50 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที 3. การเตรียมแปลงในฤดูฝนดินมีการอุ้มน้ำมาก จะทำให้ขาดอากาศและตายในที่สุด ดังนั้น พืชผักที่มีรากไม่ลึกมาก ควรยกแปลงให้สูงไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร พร้อมทั้งเพิ่มปริมาณปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักมากกว่าเดิม เพื่อลดความเป็นกรดของดิน 4. การจัดการแปลงหาวัสดุคลุมแปลง เพื่อป้องกันเม็ดฝนที่ส
“กะเพรา” เป็นพืชผักสวนครัวในวงศ์ Lamiaceae ที่อยู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน กะเพรานั้นถือได้ว่าเป็นพืชที่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลิ่นหอมฉุนที่ไม่ว่าจะได้กลิ่นอีกกี่ครั้งก็พาให้ท้องส่งเสียงโครกครากอยู่เสมอ กะเพราไม่เพียงแต่ปรากฎตัวในฐานะส่วนหนึ่งของอาหารยอดนิยมอย่าง “ผัดกะเพรา” เท่านั้น แต่ยังนิยมใช้เป็นยาสมุนไพร เนื่องจากกะเพรานั้นมีรสฉุนร้อนจึงสามารถที่จะช่วยขับลมและแก้อาการจุกเสียดท้องได้ดี อีกทั้งยังมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงธาตุอีกด้วย กะเพรานั้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ กะเพราแดงและกะเพราขาว โดยกะเพราแดงจะมีฤทธิ์ที่แรงกว่ากะเพราขาว สำหรับการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นยานั้นจึงนิยมใช้กะเพราแดงมากกว่า ซึ่งโดยมากแล้วนั้น กะเพราที่เราพบเห็นนั้นจะความสูงเพียง 30-60 เซนติเมตรเท่านั้น แต่วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาไปดูวิธีการ “แกล้งกะเพรา” เพื่อให้ได้กะเพราต้นใหญ่ ใบเยอะ จะปลูกเพื่อบริโภคหรือเพื่อการตกแต่งก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น การแกล้งกะเพรา “การแกล้งกะเพรา” คือ วิธีที่ทำให้ต้นกะเพรานั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว ออกใบได้เยอะ และมีอายุที่ยืนยาวขึ้น โดยผู้ที่เผยแพร่วิธีการแกล้งกะเพรานี้ คือ อาจารย
“กุ่มบก” เป็นต้นไม้ในพุทธประวัติ โดยมีเรื่องเล่าว่า พระพุทธองค์เสด็จไปซักผ้าบังสุกุลผ้าห่อศพนางบุณณทาสี ในป่าช้าผีดิบ (อามกสุสาน) ทรงนำมาซักเพื่อจะทำเป็นจีวร เสร็จแล้วทรงมองหาที่จะตากให้แห้ง ณ เวลานั้นเอง รุกขเทวาประจำต้นกุ่มบก ก็ได้น้อมกิ่งแห่งต้น กักกุธะ นั้นลงมาเพื่อให้พระพุทธองค์ได้ทรงใช้เป็นที่พาด ตากผึ่งจีวร “กุ่มบก” เป็นไม้ยืนต้นมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาใต้ มีลำต้นสวยสง่างดงาม กิ่งก้านคดโค้งพลิ้วไหวตามธรรมชาติ เปลือกสีเทาอมน้ำตาล ใบประกอบย่อยชนิด 3 ใบ ดอกเป็นกระจุกออกตามปลายกิ่ง สีขาวอมเหลือง ปนชมพู เหลือบม่วงอ่อน ต้นกุ่มบก ถือเป็นไม้มงคลและเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์มาก นิยมปลูกไว้ประจำบ้านเพื่อช่วยให้ลูกหลานอยู่กันเป็นปึกแผ่น แต่อย่าปลูกใกล้ตัวบ้านเรือนมากไปก็แล้วกัน เพราะกิ่งเปราะ ฉีกขาดหักง่ายเวลาโดนลมแรงๆ คำว่า “กุ่ม” มาจากภาษาไทยใหญ่ แปลว่า คุ้มครอง-คุ้มโรค คุ้มภัยอันตราย คุ้มครองตลอดปี ในงานพิธีขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งานมงคล หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานบวชลูกแก้ว (ปอยส่างลอง) จะต้องมีดอก ยอดผักกุ่ม สำหรับประเพณีการกินผักกุ่มดอง ในเดือน 4 ขึ้น 15 ค่ำ ของ
นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า มันสำปะหลังเป็นพืชที่ปลูกได้ตลอดทั้งปี สามารถปลูกได้แม้อยู่ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ผลผลิตแต่ละพื้นที่จึงขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน และคุณลักษณะของดินที่ปลูกเป็นสำคัญ การเตรียมดินที่ดีจะช่วยให้หัวมันสำปะหลังเจริญเติบโตได้มีคุณภาพเต็มที่ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมน้ำและธาตุอาหาร ดังนี้ 1. ควรเลือกเนื้อดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ความลึกของหน้าดินมากกว่า 50 ซม. กรณีพื้นที่ปลูกมีหน้าดินตื้นกว่า 50 ซม. แต่อยู่ในเขตที่มีฝนมากก็สามารถปลูกได้ดี โดยใส่วัสดุอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก กากมันสำปะหลังที่ผ่านกระบวนการหมักแล้ว หรือการใช้ปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน 2. การไถระเบิดดินดานเป็นครั้งคราว จะช่วยทำให้ชั้นดินแตกตัว ไม่อัดแน่นเป็นชั้นแข็ง ช่วยปรับปรุงการระบายน้ำในดิน ช่วยในการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังในช่วงฝนชุกและเพิ่มผลผลิต 3. การตรวจวิเคราะห์ดิน เพื่อให้ทราบว่าดินมีธาตุอาหารเพียงพอกับความต้องการของพืชหรือไม่ และนำมาใช้ประกอบการจัดการปรับปรุงดินหรือใส่ปุ๋ยให้เหมาะส
ใครเคยเจอปัญหานี้บ้าง อยากทำเกษตร แต่เพาะปลูกพืชไม่ได้ ปลูกแล้วพืชตาย เนื่องจากปัญหาดินเค็ม คือ ดินที่มีเกลือปริมาณมาก จนกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช การสังเกตได้จากเห็นคราบเกลือเป็นหย่อมๆ โดยเฉพาะในฤดูแล้ง พืชมักจะแสดงอาการใบไหม้ ลำต้นแคระเกร็น เนื่องจากพืชจะขาดน้ำ ความเป็นพิษจากธาตุโซเดียม และคลอไรด์ เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหาร ดินเค็มมีค่าการนำไฟฟ้าของสารละลายที่สกัดจากดินที่อิ่มตัว ด้วยน้ำมากกว่า 2 เดซิซีเมนส์ต่อเมตร ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ปัญหาดินเค็มนอกจากจะส่งผลกระทบต่อการเกษตรแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม ปัญหาดินเค็มในประเทศไทย พบทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และพื้นที่ชายทะเล อย่างไรก็ตาม ปัญหาดินเค็มแก้ไขได้ไม่ยาก หากเลือกชนิดพืชปลูกให้เหมาะสมกับระดับความเค็มของดิน เนื่องจากพืชแต่ละชนิดทนเค็มได้ไม่เท่ากัน สำหรับการจัดการดินเต็มเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจทนเค็มควรปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ คือ แกลบ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด การให้น้ำควรเป็นแบบระบบน้ำหยด จะช่วยควบคุมคว
นับเป็นหนึ่งความสำเร็จของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดย รองศาสตราจารย์ ดร.บุญส่ง เอกพงษ์ นักวิจัยคณะเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาพันธุ์มะเขือเทศเชอร์รี่อันดับต้นๆ ของประเทศ โดยนำนวัตกรรมระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์มาใช้ปลูกกับมะเขือเทศเชอร์รี่ได้สำเร็จ และการปลูก 1 ต้น สามารถออกผลได้มากกว่า 4,000 ลูก รองศาสตราจารย์ ดร.บุญส่ง เล่าถึงที่มาในการเพาะพันธุ์มะเขือเทศเชอร์รี่ที่ให้ผลดกครั้งนี้ว่า คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ทำการวิจัยการเพาะพันธุ์มะเขือเทศเชอร์รี่ และการแปรรูปมะเขือเทศพันธุ์นี้ มาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี เพื่อนำองค์ความรู้จากงานวิจัยถ่ายทอดต่อไปยังเกษตรกรที่สนใจ ใช้สร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ตัวเกษตรกรและครอบครัว เพราะมะเขือเทศเชอร์รี่มีความโดดเด่นในตัวของผลผลิตเองอยู่แล้ว โดยเฉพาะด้านรสชาติ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของข้างเคียงใช้ในการประกอบอาหาร แต่สามารถนำมารับประทานเป็นผลไม้สดได้เลย ทำให้ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ได้ผลตอบแทนจากการปลูกขายสูงถึงกิโลกรัมละ 200-300 บาท สำหรับมะเขือเทศเชอร์รี่ก็มีความหลากหลาย
ใครที่กำลังประสบปัญหาหนูบุกบ้าน จนทั้งบ้านโดนรื้อเละไปหมด วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจึงนำวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านี้มากฝาก โดยใช้เพียงสมุนไพรไทยที่เราคุ้นเคยในการขับไล่เจ้าหนูตัวร้ายออกไป สูตรที่1 ไล่หนูง่ายๆ ฉบับสมุนไพรไทยพื้นบ้าน ตอบโจทย์ใครที่กำลังยาไล่หนูแต่ไม่อยากใช้สารเคมี ทำสูตรน้ำยาพ่นไล่หนูจากสมุนไพร 3 อย่าง ใบชะพลู ข่า กระเทียม เกลือ ขั้นตอนแรกนำใบพลูมานึ่งให้สุก แล้วเอาออกมาบดหรือโขลกให้ละเอียด จากนั้นให้ใส่ข่าและกระเทียมลงไปในครกตำรวมให้เข้ากัน ก่อนจะนำเกลือไปผสมน้ำแล้วต้ม เมื่อเกลือละลายแล้วให้นำน้ำเกลือมาผสมกันกับส่วนผสมทั้งหมด คลุกให้เข้ากันและตักใส่จานหรือถ้วยพลาสติก ไปวางตามจุดต่างๆ บริเวณบ้าน รับรองได้ว่าเมื่อหนูได้กลิ่นฉุนๆ ของสมุนไพรมีวิ่งหนีกันแน่นอน สูตรที่ 2 เสกให้หนูหายด้วยน้ำมันของใบสะระแหน่ แนะนำให้เริ่มจากการหาน้ำมันสะระแหน่และลำสีก้อน นำมาหยดใส่ก้อนสำลีก่อนจะวางไว้ตามจุดต่าง ๆ ให้พอมีกลิ่นฉุนของใบสะระแหน่ (แต่อย่าหยดจนชุ่มเกินไป) ก่อนจะนำไปวางตามซอกตู้ หรือจุดต่างๆ ที่พวกหนูอาจจะซ่อนตัวอยู่ หรือนำต้นสะระแหน่มาปลูกไว้ที่บ้านก็สามารถช่วยได้ เพราะนอกจากจะไล่หนูได้แล
