เทคนิคเกษตร
“ลำไย” ผลไม้ไทยรสหวานฉ่ำที่ใครหลายคนหลงรัก ไม่เพียงแต่อร่อย ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนก็พบปัญหาตามมาหลังจากกินลำไยจำนวนมาก นั่นคือ อาการร้อนใน เช่น เจ็บคอ เป็นแผลในปาก ปากแห้ง หรือท้องผูก ทำให้บางคนหลีกเลี่ยงการกินลำไยไปเลย ทั้งที่ความจริงแล้วหากรู้วิธีกินที่ถูกต้อง ก็สามารถเพลิดเพลินกับลำไยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องร้อนในเลย บทความนี้จะพาทุกคนไปรู้จัก สาเหตุที่แท้จริงของการร้อนในจากลำไย พร้อม เคล็ดลับกินลำไยไม่ให้ร้อนใน ที่ทั้งง่ายและได้ผล สาเหตุสำคัญอาจไม่ได้มาจากตัวลำไยโดยตรง แต่อาจเกิดจาก “ยางที่อยู่บนเปลือกลำไย” ต่างหาก 🥭 ลำไยกับฤทธิ์ “ร้อน” ในทางแพทย์แผนจีนและโภชนาการ ในศาสตร์แพทย์แผนจีน ลำไยจัดอยู่ในกลุ่ม ผลไม้ธาตุร้อน (yang) ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของพลังงานและเลือด ช่วยบำรุงหัวใจ ม้าม และระบบประสาท แต่หากกินมากเกินไป หรือกินโดยไม่มีการปรับสมดุล อาจทำให้ “หยาง” มากเกินจนเกิดอาการร้อนในตามมา ในทางโภชนาการ ลำไย 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 60-70 กิโลแคลอรี มีน้ำตาลธรรมชาติสูง เช่น กลูโคส ซูโครส และฟรุกโตส จึงให้รสหวานจัด ซึ่งหากรับประทาน
กากกาแฟสด ที่ผ่านขั้นตอนการคั่ว บด กลั่น นอกจากจะให้ความอร่อยในยามเช้า และยังเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ชอบปลูกต้นไม้ได้อีกด้วย กลุ่มคนรักไม้ดอกไม้ประดับ เลี้ยงแค็กตัส ซัคคิวแลนด์ หรือไม้ขนาดเล็ก รวมทั้งยังเสริมการทำงานของปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยอินทรีย์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเหมาะกับพันธุ์ไม้อีกหลายชนิด รวมทั้งพืชผักสวนครัว โดยเฉพาะในกลุ่มไม้หัวอย่างแคร์รอต และยังช่วยป้องกันโรครากเน่า บำรุงต้นไม้ให้แข็งแรงสดชื่นอยู่ตลอดเวลา และยังเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในช่วงที่ปุ๋ยราคาแพง แถมยังหาวัตถุดิบอย่าง “กากกาแฟ” ได้ง่ายตามร้านขายกาแฟสด การนำกากกาแฟใช้ทางการเกษตร ควรมีการหมักกากกาแฟก่อนนำไปใช้ จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่นักวิจัยแนะนำให้ใช้ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเป็นพิษต่อพืชและจุลินทรีย์รีย์ในดินแล้ว ยังช่วยเพิ่มปริมาณธาตุอาหารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ และกระตุ้นการดูดซึมธาตุอาหารของพืชอีกด้วย วิธีทำปุ๋ยกากกาแฟ– ผสมกากกาแฟกับปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ก็ใช้เป็นปุ๋ยสำหรับดูแลต้นไม้ได้เช่นกัน สำหรับความถี่ในการใส่ปุ๋ยก็ประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้ง – หมักกากกาแฟกับน้ำหมักชีวภาพ ทิ้งไว้ประมาณ 1
“พริก” ถือได้ว่าเป็นพืชยอดนิยมที่คนไทยนิยมนำไปปรุงอาหารเป็นอันดับต้นๆ เมื่อดูจากสถิติแล้ว คนไทยจะบริโภคพริกประมาณ 1 กิโลกรัมต่อคนต่อปี คิดเป็นมูลค่าโดยรวมทั้งประเทศกว่า 30,000 ล้านบาท และมีการปลูกเพื่อส่งออกคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี ด้วยเหตุนี้ พริกจึงเป็นพืชเศรษฐกิจของคนไทยที่สร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นทั่วประเทศ เนื่องจากพริกสามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยในประเทศไทยนั้นมีพริกอยู่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกเหลือง พริกหนุ่ม และอื่นอีกมากมาย ซึ่งนอกจากการให้รสเผ็ดที่เป็นเอกลักษณ์ของพืชชนิดนี้แล้ว พริกยังมีสรรพคุณเป็นยา อาทิ ช่วยลดอาการบวม แก้ปวดเมื่อย และขับปัสสาวะ การปลูกพริกเป็นอาชีพที่หลายคนสนใจ เพราะเป็นพืชที่ใช้ในครัวเรือนทุกวันและมีตลาดรองรับตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม การปลูกพริกให้ได้ราคาดีและสร้างกำไรอย่างยั่งยืนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการวางแผนและการดูแลที่ดี วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมัดรวม 6 เคล็ดลับ “ปลูกพริก” สร้างกำไรแบบมืออาชีพ ที่จะช่วยให้การปลูกพริกของคุณเป็นที่ต้องการในตลาดและสร้างรายได้อย่างมั่นคง 1. เลือกพันธุ์พริกที่
“กากน้ำตาล” เป็นส่วนหนึ่งที่เกษตรกรนิยมใช้ในการทำเกษตร เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานสำคัญสำหรับจุลินทรีย์ที่ช่วยปรับปรุงดินและเร่งการหมักปุ๋ย บางครั้งกากน้ำตาลแท้อาจมีราคาแพงหรือหาซื้อได้ยาก จึงมีการพัฒนาสูตรกากน้ำตาลเทียมขึ้นมาเพื่อใช้ทดแทน โดยใช้วัตถุดิบที่หาง่าย ในโลกการเกษตรที่ต้องการความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการทำงาน บางครั้งเราต้องมองหาวิธีที่ช่วยลดต้นทุน แต่ได้ผลดีเหมือนกับปุ๋ยเคมีหรือสารเร่งโตจากภายนอก วันนี้เรามีเทคนิคดีๆ ที่สามารถทำเองได้ง่ายๆ นั่นคือ “การทำกากน้ำตาลเทียม” ซึ่งเป็นการใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในบ้าน ช่วยเร่งพืชโตไว เพิ่มผลผลิต และประหยัดอย่างแท้จริง สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับทำกากน้ำตาลเทียม น้ำตาลทราย (หรือน้ำตาลอ้อย) 1 กิโลกรัม ซีอิ๋วดำ 370 มิลลิลิตร น้ำเปล่า 6 ลิตร ถังพลาสติก หรือภาชนะหมัก ขนาดพอเหมาะ ทัพพี ขั้นตอนการทำกากน้ำตาลเทียม เตรียมส่วนผสม เริ่มจากการผสมน้ำตาลทราย (หรืออาจใช้น้ำตาลอ้อย) กับน้ำเปล่า 6 ลิตรในภาชนะแล้วคนให้เข้ากันจน ละลายดีแล้ว เติมซีอิ๋วดำ เทซีอิ๋วดำลงไป เพื่อเพิ่มสี เพิ่มกลิ่น เทหมดขวด เมื่อสุกแล้ว เอาหม้อลงมาวางให้เย
ก่อนที่กระแสจะโด่งดังในโซเชียล กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชที่คุ้นเคยในครัวไทยมาช้านาน มักนำมาลวก ต้ม หรือรับประทานสดคู่กับน้ำพริก หรือเป็นส่วนประกอบในแกงบางชนิด แต่สิ่งที่ทำให้กระเจี๊ยบเขียวเป็นที่สนใจอย่างมากในระดับโลก คือ “น้ำเมือก” หรือ Mucilage ที่อยู่ในฝักนั่นเอง กระเจี๊ยบเขียว มีถิ่นกำเนิดในแถบแอฟริกาตะวันตก ในประเทศซูดาน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Abelmoschus esculentus (L.) Moench อยู่ในวงศ์ MALVACEAE มีชื่อเรียกท้องถิ่นที่หลากหลาย อาทิ กระเจี๊ยบมอญ กระต๊าด มะเขือทะวาย มะเขือมอญ ถั่วเละ เป็นต้น เจริญได้ดีในเขตร้อนและเขตอบอุ่น จึงสามารถปลูกได้ในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคกลาง และปลูกได้ตลอดทั้งปี ผลหรือฝักกระเจี๊ยบเขียว เป็นส่วนที่นิยมนำมารับประทาน มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ มีสีเขียวทรงเรียวยาว ปลายฝักแหลมเป็นจีบ ผิวฝักมีเหลี่ยมเป็นสัน โดยฝักมีสันเป็นเหลี่ยมตามยาวห้าเหลี่ยม ตามฝักจะมีขนอ่อน ๆ อยู่ทั่วฝัก และมีเมล็ดลักษณะกลมอยู่มาก ในฝักมีน้ำเมือกเหนียว เมื่อโดนความร้อนจะมีน้ำเมือกมากขึ้น ฝักอ่อนมีสีเขียว รสหวานกรอบอร่อย เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีเนื้อเหนียว จึงไม่นิยมรับปร
“งาขี้ม้อน” หรือ “งาขี้ม่อน” เป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นที่ปลูกกันมากในพื้นที่ภาคเหนือของไทย เป็นพืชตระกูลเดียวกับกะเพรา โหระพา แมงลัก ปัจจุบันจะเห็น “งาขี้ม้อน” หรือ “งาขี้ม่อน” ในรูปแบบขนม และเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางกันเยอะ เนื่องจากประโยชน์ของเขาไม่ธรรมดา วันนี้จะพาไปทำความรู้จักให้มากขึ้นว่าจิ๋วแต่แจ๋วไปด้วยคุณประโยชน์ เหตุที่เรียกว่า “งาขี้ม้อน” นั้น มาจากรูปร่างหน้าตาของผลงาขี้ม้อนที่มีความคล้ายคลึงกับมูลหรือขี้ของตัวหม่อนหรือม้อนที่ให้เส้นใยของไหม ขี้ของมันมีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ เล็กๆ สีน้ำตาล ขนาดเท่าๆ กันทุกเม็ด ลักษณะนิสัยเป็นพืชล้มลุก อายุปีเดียว สูง 0.3-1 เมตร มีกลิ่นหอมเฉพาะ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ ขอบหยักฟันเลื่อย ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด มีขนปกคลุม ดอกสีขาว ผลรูปทรงกลม ขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร สีน้ำตาลเข้ม ผิวมีลายร่างแห พันธุ์งาขี้ม้อน มีพันธุ์ใบสีเขียวและพันธุ์ใบสีม่วง ใบสีเขียวเป็นพันธุ์ที่พบมากในประเทศไทย จากการสำรวจการปลูกงาขี้ม้อนในภาคเหนือตอนบนพบว่า มีการปลูกกระจายทั่วไปบนพื้นที่ดอนตามไหล่เขาเชิงเขา จากแหล่งปลูกใน 10 พื้นที่ มีงาขี้ม้อนทั้งหมด 130 สายพันธุ์ และมีอ
หัวใจสำคัญของการเกษตรที่สมดุลนี้ คือการนำสัตว์มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ สัตว์เหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ผู้อยู่อาศัย แต่เป็นเสมือน “บุคลากร” ที่ทำหน้าที่สำคัญ ตั้งแต่การควบคุมศัตรูพืชให้หมดไปโดยไม่ใช้สารเคมี การพรวนดินให้ร่วนซุย ไปจนถึงการผสมเกสรเพื่อเพิ่มผลผลิตให้งอกงาม เมื่อระบบนิเวศทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ ผลิตภัณฑ์พลอยได้จากสัตว์เหล่านี้ก็จะกลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ชั้นเลิศ, น้ำผึ้งบริสุทธิ์ หรือไข่จากธรรมชาติ ทำให้สวนของคุณเป็นมากกว่าแหล่งอาหาร แต่เป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามมากันว่า สัตว์ชนิดใดบ้างที่จะมาเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์สวนที่สมบูรณ์แบบ ทั้งในแง่ของความสมดุลทางธรรมชาติและการสร้างผลกำไร 1. “ผึ้ง” ผึ้งมีความสำคัญในระบบนิเวศทางธรรมชาติเพราะผึ้งเป็นตัวแพร่กระจายเกสรพืช ช่วยทำให้เกิดการผสมพันธุ์ของพืชในป่าและในการเกษตร ความสมดุลของระบบนิเวศและการอยู่รอดของมนุษย์ขึ้นอยู่กับผึ้งพื้นที่หลายแห่งทั่วโลกพบว่า ประชากรผึ้งลดลงอย่างรวดเร็ว เกิดปรากฏการณ์ “รังผึ้งล่มสลาย” เป็นผลมาจากการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมีอย่างกว้างขวางในพื้นที่การเกษต
การขยายพันธุ์พืชไม้ผล เพื่อเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ดีให้มากขึ้น สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี แต่ละวิธีมีความยากง่ายและมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น “เทคนิคการต่อกิ่ง” ซึ่งเป็นศิลปะของการต่อชิ้นเนื้อเยื่อพืช 2 ชิ้นเข้าด้วยกัน ด้วยวิธีต่างๆ เมื่อแผลเชื่อมกันสนิทแล้วเจริญเติบโตเป็นต้นเดียวกันชิ้นส่วนที่อยู่ด้านบนรอยต่อเรียกว่า “กิ่งพันธุ์ดี” ส่วนที่อยู่ด้านล่างรอยต่อทำหน้าที่ราก เรียกว่า “ต้นตอ” ปัจจุบัน การต่อกิ่งได้รับความนิยมจากเกษตรกรทั่วไป นิยมทำเชิงการค้าในไม้ผลหลายชนิด ได้แก่ พืชตระกูลส้ม มะม่วง มะขาม ขนุน มะปราง และน้อยหน่า ในครั้งนี้ ขอนำเสนอ “เทคนิคการต่อกิ่งมะม่วง” คือการสอดส่วนของพืชหรือกิ่งพืชต้นหนึ่งลงบนต้นพืชอีกต้นหนึ่ง และส่วนทั้งสองของพืชจะเชื่อมประสานติดต่อกัน และเจริญไปเป็นพืชต้นใหม่ โดยส่วนที่อยู่ใต้รอยต่อจะทำหน้าที่เป็นรากดูดน้ำ และแร่ธาตุอาหาร เรียกว่า ต้นตอ (rootstock, understock, stock) และส่วนที่อยู่เหนือรอยต่อจะทำหน้าที่เป็นกิ่งก้านสาขาที่ให้ดอกและผลเรียกว่า กิ่งพันธุ์ดี (Scion or cion) การต่อกิ่งแบบเสียบลิ่ม (Cleft or Wedge grafting) นิยมทำในกรณีที่ต้องการ
คุณสุพงษ์ คัมภีรกิจ (คุณแดง) เจ้าของ “สวนสละคุณเก๋” หมู่ที่ 3 ตำบลถ้ำสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เป็นหนึ่งในเกษตรกรมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จในการปลูกสะละสุมาลีบนเนื้อที่กว่า 16 ไร่ โดยนำองค์ความรู้จากแหล่งต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้กับสวนตนเอง ผลิตสะละพรีเมี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ในการผลิตที่มีความสม่ำเสมอ คัดเฉพาะสะละผลแดงสด ผิวสวย เนื้อในหวานฉ่ำ ไม่ช้ำ ไม่เสีย จนได้รับคำชื่นชมถึงรสชาติอันหอมหวานถูกปาก มีลูกค้าทั้งในจังหวัดชุมพรและจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาอุดหนุนอย่างไม่ขาดสาย จุดเริ่มต้นปลูกสะละ เดิมคุณแดงทำสวนทุเรียนอยู่แล้ว แต่เจอปัญหาเชื้อราเข้าทำลายต้นทุเรียนต้องตัดทิ้งทั้งหมด ในช่วงเวลานั้นภรรยา คุณสินีรัตน์ คัมภีรกิจ (คุณเก๋) เห็นเพื่อนบ้านปลูกสะละแค่ 50-100 ต้นมีรายได้วันละไม่ต่ำกว่า 5,000-10,000 บาท จึงตัดสินใจซื้อสะละสายพันธุ์สุมาลี 50 ต้นจาก “สวนสละอาทิตย์” จังหวัดสุราษฎร์ธานี มาปลูกครั้งแรกในปี พ.ศ. 2558 ส่วนสาเหตุที่เลือกปลูกสะละพันธุ์สุมาลีนั้นก็เพราะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก แม้ว่าสะละพันธุ์เนินวงจะมีราคาต้นพันธุ์ที่ถูกกว่า แต่ให้รสชาติที่ไม่หวานและไม่
ต้นไม้ข้างทางที่ออกดอกสะพรั่ง แต่ละต้นมีชื่อเรียกว่าอะไร เคยสงสัยไหมที่ปลูกอยู่ข้างทางเหล่านี้เพื่ออะไรกันนะ ไม่ได้มีประโยชน์แค่ให้ร่มเงาแต่อย่างเดียว แต่ยังช่วยดักจับฝุ่นอีกด้วย วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาไปส่อง “6 ต้นไม้ริมทาง ปลูกข้างถนน มีประโยชน์กว่าที่คิด คอยให้ร่มเงาช่วยดักจับฝุ่น” เป็นต้นไม้ที่ดูแลง่าย จะมีชนิดไหนกันบ้างไปดูกันเลย ชมพูพันธุ์ทิพย์ (Pink trumpet) ชมพูพันธุ์ทิพย์ เป็นต้นไม้ขนาดกลาง ผลัดใบ ความสูงประมาณ 8-25 เมตร แตกกิ่งแผ่กว้างเป็นชั้น เรือนยอดรูปไข่หรือทรงกลม ลำต้นขนาดใหญ่ เปลือกลำต้นเรียบสีน้ำตาลหรือสีเทา แต่เมื่อมีอายุมากเปลือกลำต้นจะแตกเป็นร่อง กิ่งเปราะหักง่าย นิยมปลูกด้วยเมล็ด เพราะปลูกง่ายได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินที่ระบายน้ำและระบายอากาศได้ดีเป็นพิเศษ ควรปลูกบริเวณที่มีแสงแดดเต็มวัน สามารถปลูกได้โดยนำเมล็ดโรยในกระถางที่ใส่ทรายหรือขุยมะพร้าวโรยน้ำให้ชุ่ม ใช้เวลาไม่นานก็จะมีต้นอ่อนงอกออกมา และเมื่อลำต้นสูงได้ประมาณ 1 ฟุต ค่อยย้ายไปปลูกในบริเวณที่ต้องการ โดยทิ้งใบในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม และออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน นอกจากนี้ ยังมีฝักกลม ยาว 15-
